เปิดฉากถกโหวตนายกฯ ‘ประธานวันนอร์’ ของขึ้น! ปะทะคารม ‘ธีรัจชัย’

22 ส.ค. 2566 - 12:19

  • เปิดฉากเดือด! ประชุมร่วมรัฐสภา วาระโหวตนายกรัฐมนตรี

  • ‘ก้าวไกล’ โวยถูกถอนญัตติทบทวนมติ 19 ก.ค.

  • ด้าน ‘ประธานวันนอร์’ ของขึ้น! ปะทะคารม ‘ธีรัจชัย’

opening_of_the_parliamentary_meeting_on_vote_for_PM_SPACEBAR_Hero_d1b1687e9e.jpeg
ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการประชุมร่วมรัฐสภา ที่มี วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย โดยก่อนเข้าสู่วาระการประชุม รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้ลุกขึ้นทักท้วงกรณีที่ประธานรัฐสภา ไม่มีการบรรจุญัตติของตนเองที่ค้างอยู่ในการประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2566 กรณีการขอให้ที่ประชุมรัฐสภาทบทวนมติวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 ที่ไม่ให้มีการเสนอชื่อบุคคลซ้ำในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เป็นการดำเนินการที่ถูกต้องหรือไม่  

โดย รังสิมันต์ กล่าวว่า เหตุใดไม่บรรจุญัตติ การตีความข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 41 เพื่อให้มีการตีความให้เกิดความชัดเจน การอ้างข้อบังคับการประชุม ข้อ 151 ว่ามติใดที่ประชุมมีความเห็นเป็นเด็ดขาดแล้ว ไม่สามารถทบทวนไม่ได้นั้น ไม่ได้หมายความว่าต้องถือตามคำวินิจฉัยตลอดไป โดยไม่สามารถทบทวนได้ แต่หากรัฐสภาจะทบทวนสิ่งที่เคยวินิจฉัยไป ย่อมทำได้ เช่นเดียวกับที่ศาลฎีกา เคยมีคำวินิจฉัยทบทวนคำพิพากษาตัวเอง รัฐธรรมนูญระบุชัดว่า การเลือกนายกฯ ให้เลือกจากแคนดิเดตนายกฯ ที่พรรคการเมืองเสนอมา แม้จะเสนอชื่อใครไปแล้ว  

“ถ้าลงมติไม่ผ่าน ก็ไม่มีรัฐธรรมนูญระบุว่าบุคคลนั้นไม่นับเป็นแคนดิเดตอีกต่อไป ความเป็นแคนดิเดตฯ ยังมีอยู่ต่อไปเรื่อยๆ ขอให้กลับมาสร้างบรรทัดฐานที่ถูก พวกท่านอาจไม่อยากให้นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกฯ แต่อย่าถึงขั้นเผาบ้าน เพื่อไล่หนูตัวเดียว เราจะวางบรรทัดฐานกันถึงขนาดนั้นเลยใช่ไหม” รังสิมันต์ กล่าว 

ระหว่างนั้น วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ได้ตัดบทขอให้ รังสิมันต์ หยุดอภิปราย เพราะพูดมานานแล้ว อีกทั้งไม่ได้ขัดขวางการอภิปราย แต่ รังสิมันต์ ได้พูดครบประเด็นจนสมาชิกเข้าใจแล้ว ควรพอเท่านี้ อีกทั้งในการประชุมวิป 3 ฝ่าย ก็มีการรับรองความเห็นฝ่ายกฎหมายรัฐสภา บอกว่า มติที่ประชุมรัฐสภาไม่สามารถทบทวนได้ เพราะเป็นความเห็นเด็ดขาดไปแล้ว ถ้าไปทบทวนอาจเกิดความลังเลได้ ดังนั้น ในฐานะประธานรัฐสภา ขอใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 80 ใช้อำนาจวินิจฉัย ไม่รับญัตติด่วนของ รังสิมันต์ ที่เสนอด้วยวาจา รวมถึงญัตติ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่เสนอญัตติคัดค้านญัตติ รังสิมัตน์ เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2566 แต่ปรากฏว่า สส.พรรคก้าวไกล หลายคน พยายามโต้แย้งคำวินิจฉัยของประธานรัฐสภา เสียเวลาไปร่วม 30 นาที   

โดยเฉพาะ ธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กทม. พรรคก้าวไกล ที่ระบุว่า ประธานรัฐสภาวางตัวไม่เป็นกลาง รู้เห็นเป็นใจกับเสียงข้างมาก ทำให้ วันมูหะมัดนอร์ ไม่พอใจ กล่าวตอบโต้ด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ทันทีว่า ขอให้ถอนคำพูดว่าตนรู้เห็นเป็นใจ ถ้าไม่ถอนคำพูดจะไม่อนุญาตให้พูดต่อ เพราะเป็นการกล่าวหาตนอย่างรุนแรง พร้อมยืนยันว่า ตนซื่อสัตย์ต่อตัวเอง  

แต่ ธีรัจชัย พยายามจะพูดต่อ ทำให้ วันมูหะมัดนอร์ กล่าวอย่างฉุนเฉียวว่า “ขอให้นั่งลง คุณจะนั่งลงไหม คำสั่งประธานถือเป็นเด็ดขาด” ทำให้ ธีรัจชัย มีท่าทีอ่อนลง จากนั้น วันมูหะมัดนอร์ ได้ใช้อำนาจสั่งให้ดำเนินการประชุมตามระเบียบวาระต่อไป 

จากนั้น นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นเสนอชื่อ เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย เป็นผู้สมควรได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต่อที่ประชุมรัฐสภา ก่อนที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้แสดงตนรับรองจำนวน 287 คน  

หลังจากนั้น ประธานรัฐสภาได้เปิดให้สมาชิกรัฐสภา อภิปรายคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อตามสมควร ซึ่งในการประชุมวิป 3 ฝ่าย ได้ตกลงเวลาของการอภิปราย คือ สว. 2 ชั่วโมง, สส. 3 ชั่วโมง โดยที่พรรคก้าวไกล ขอเวลาครึ่งชั่วโมง ส่วนเวลาที่เหลือให้ สส.และ สว.ตกลงกันเองภายใน 2 ชั่วโมง 

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์