“คดีฮั้ว สว.” กลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่ของวิกฤตศรัทธาต่อการเมืองไทย เมื่อเวทีผู้นำฝ่ายค้านหยิบคำถามเรื่องอำนาจ กลไกตรวจสอบ และความน่าเชื่อถือของระบบขึ้นมาวางกลางวง พร้อมจับตา 14 ก.ย. วันที่หลายฝ่ายรอคำตอบสำคัญ
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร เปิดเวทีเสวนา “การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น : ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ” ร่วมกับอดีตผู้นำฝ่ายค้าน โดยชี้ให้เห็นปัญหาวิกฤตศรัทธาที่มีต่อระบบการเมือง รวมถึงกลไกตรวจสอบและถ่วงดุล โดยเฉพาะประเด็นการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. และ “คดีฮั้ว สว.” ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.
“โกง สว.” จุดเริ่มต้นขยายเครือข่ายอำนาจ
ณัฐพงษ์ ระบุว่า เวทีดังกล่าวจัดขึ้นในช่วงครบรอบ 100 วันที่ออกมาพูดถึง “ระบอบสีน้ำเงิน” ซึ่งมองว่าเป็นโครงสร้างอำนาจที่ขาดการถ่วงดุลและยึดโยงกับประชาชน โดยเห็นว่า “การโกง สว.” เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการขยายเครือข่ายอำนาจไปยังกลไกต่าง ๆ ของประเทศ
ณัฐพงษ์ ย้ำว่า แม้หลายฝ่ายจะมองว่าการเอาผิดกรณีฮั้ว สว.เป็นเรื่องยาก แต่หน้าที่ของนักการเมืองคือการทำให้สิ่งที่ดูเป็นไปไม่ได้ กลายเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ พร้อมยืนยันว่า กกต.ไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินว่าใครผิดหรือถูก แต่หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต กกต.ต้องส่งสำนวนให้ศาลฎีกาพิจารณาตามกระบวนการกฎหมาย
พร้อมขอให้ใช้ช่วงเวลาที่ กกต.เลื่อนการพิจารณาไปถึงวันที่ 14 กันยายน เดินหน้าสร้างความชัดเจนให้กับสังคม และทำให้กระบวนการตรวจสอบดำเนินไปอย่างมีคำตอบ
อภิสิทธิ์ตั้งคำถามกลไกตรวจสอบ ห่วงสัมพันธ์ สว.-องค์กรอิสระ
ด้าน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า มีความกังวลต่อสภาพการเมืองและระบบตรวจสอบในปัจจุบัน แต่ไม่ได้กังวลต่อการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เพราะเชื่อว่าไม่มีใครยอมปล่อยให้บ้านเมืองอยู่บนความไม่ถูกต้อง
อภิสิทธิ์ ตั้งข้อสังเกตถึงความสัมพันธ์ระหว่างวุฒิสภากับองค์กรอิสระ ซึ่งอาจทำให้กลไกตรวจสอบเกิดปัญหา และส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการเมืองโดยรวม
สำหรับกรณีฮั้ว สว. อภิสิทธิ์กล่าวว่า กกต.ทำหน้าที่ในลักษณะไต่สวนมูลฟ้อง ไม่ใช่ผู้ตัดสินคดี พร้อมตั้งคำถามว่า หากที่ผ่านมาเคยมีคำพิพากษาศาลฎีกาว่า แม้เพียงบทสนทนาในลักษณะแลกเปลี่ยนคะแนนก็อาจเข้าข่ายความผิด เหตุใดกรณีที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่ามีลักษณะเป็นขบวนการ จึงยังไม่มีการส่งเรื่องให้ศาลพิจารณา
“14 ก.ย.ไม่จบแน่นอน” ขู่ กกต. พร้อมใช้สิทธิตามกฎหมาย
อภิสิทธิ์ ย้ำว่า หากใครคิดว่าวันที่ 14 กันยายน คดีฮั้ว สว.จะจบ “ไม่จบแน่นอน” และหาก กกต.มีมติไม่ส่งเรื่อง ก็พร้อมใช้สิทธิตามกฎหมายดำเนินการต่อ โดยยืนยันว่าไม่ใช่การข่มขู่ แต่เป็นการใช้สิทธิของฝ่ายค้านตามรัฐธรรมนูญและกฎหมาย
นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ รวมถึงปรับปรุงกลไกเกี่ยวกับวุฒิสภาและองค์กรอิสระ พร้อมเตือนว่าการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องระวังไม่ให้เกิด “ฮั้ว สสร.” จนกลายเป็นการเขียนกติกาเพื่อรับรองโครงสร้างอำนาจเดิม
ระบบถ่วงดุลอ่อนแอ เปิดทางคนบางกลุ่มใช้ประโยชน์
ขณะที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตผู้นำฝ่ายค้าน มองว่า วิกฤตศรัทธาที่เกิดขึ้นเป็นผลจากระบบตรวจสอบและถ่วงดุลที่อ่อนแอ และอาจถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของคนบางกลุ่ม โดยเห็นว่าทั้งการเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจ และการตรวจสอบอำนาจ ล้วนต้องอยู่ภายใต้หลักความชอบธรรมและสามารถตรวจสอบได้
นพ.ชลน่าน ยังเตือนถึงการวางยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในวันเลือกตั้ง แต่เป็นการสร้างฐานเสียงและสภาพแวดล้อมทางการเมืองอย่างต่อเนื่อง พร้อมเปรียบเปรยว่า หากเป็นการใช้ความชาญฉลาดเพื่อประโยชน์ที่ไม่ถูกต้อง ก็อาจกลายเป็น “โจรสมองเพชร” ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ากังวล
จับตา 14 ก.ย. จุดชี้วัดความเชื่อมั่นกลไกตรวจสอบ
เวทีผู้นำฝ่ายค้านสะท้อนเสียงร่วมกันว่า การฟื้นความเชื่อมั่นต่อระบบการเมืองจำเป็นต้องทำให้กลไกตรวจสอบสามารถทำหน้าที่ได้จริง โดยเฉพาะคดีฮั้ว สว.ที่กำลังจับตาการพิจารณาของ กกต.ในวันที่ 14 กันยายน ว่าจะเลือก “ส่งสำนวนทั้งหมด-ส่งบางส่วน-หรือไม่ส่ง” ให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัยต่อไป




