เวทีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรพบประชาชน จ.พระนครศรีอยุธยา ร้อนแรงตั้งแต่เปิดเวที เมื่อแกนนำฝ่ายค้านและอดีตผู้นำพรรคการเมือง ร่วมสะท้อนปัญหาระบบการเมืองไทย โดยชี้ตรงกันว่า จุดอ่อนสำคัญไม่ได้อยู่ที่การขาดกฎหมาย แต่เป็นปัญหากลไกบังคับใช้กฎหมายและระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นอิสระ พร้อมจับตาการตัดสินใจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ต่อคดีฮั้ว สว. ซึ่งอาจเป็นบททดสอบสำคัญขององค์กรอิสระ

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ปัญหาหลักของประเทศทั้งเรื่องภายในและภายนอก ล้วนย้อนกลับมาที่ปัญหาการเมือง โดยเฉพาะการที่อำนาจรัฐไม่เห็นหัวประชาชน และไม่มีกลไกที่ทำให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายจำนวนมาก แต่ปัญหาคือการบังคับใช้และระบบตรวจสอบถ่วงดุล
ณัฐพงษ์ ยกตัวอย่างทั้งปัญหาทุนเทา สแกมเมอร์ ยาเสพติด ตลอดจนกรณีการตรวจสอบต่างๆ ว่า หากกลไกภายในรัฐมีความเข้มแข็งและเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา ปัญหาหลายเรื่องจะเบาบางลง พร้อมตั้งคำถามต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรอิสระ โดยเฉพาะเมื่อที่มาขององค์กรเหล่านี้เกี่ยวพันกับ สว.ชุดปัจจุบัน ซึ่งยังมีข้อครหาเรื่องกระบวนการได้มา
โดยเฉพาะคดีฮั้ว สว. และกระบวนการตรวจสอบขององค์กรอิสระ ณัฐพงษ์ มองว่า สังคมกำลังตั้งคำถามว่าองค์กรอิสระมีความเป็นอิสระจากอำนาจทางการเมืองจริงหรือไม่ ขณะที่วันที่ 26 สิงหาคมนี้ ศาลรัฐธรรมนูญมีกำหนดกระบวนการเรียกพยานให้ความเห็นในประเด็นบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง ยิ่งทำให้เกิดคำถามถึงความเชื่อมั่นต่อกระบวนการตรวจสอบและที่มาขององค์กรอิสระ

‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ ย้ำว่า ไม่เชื่อว่าประเทศจะสร้างด้วย ‘คนดี’ เพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างระบบที่ไม่เปิดช่องให้คนโกงเข้ามามีอำนาจได้ และต้องมีกลไกถ่วงดุลตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ไม่เช่นนั้นต่อให้เปลี่ยนคน เปลี่ยนพรรค หรือเปลี่ยนสี ปัญหาเดิมก็ยังวนกลับมา

ด้านวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน มองว่า ความไม่ชอบมาพากลทางการเมืองกำลังส่งผลโดยตรงต่อปากท้องประชาชน พร้อมตั้งคำถามต่อกระบวนการที่ กกต.กำลังพิจารณาคดีฮั้ว สว.ว่า กลไกที่ผู้ถูกแต่งตั้งมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้แต่งตั้ง จะสามารถตรวจสอบกันเองได้อย่างไร
วีระยุทธ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลเคารพเสียงประชาชนจากการทำประชามติที่มีเสียงสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญจำนวนมาก โดยเห็นว่าถึงเวลาต้องกลับมาทบทวนโครงสร้างอำนาจ ทั้งที่มาขององค์กรอิสระ ความเข้มแข็งของพรรคการเมือง และกลไกตรวจสอบถ่วงดุล เพื่อให้ยึดโยงกับประชาชนมากขึ้น
.jpg&w=3840&q=75)
ขณะที่ สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ รองหัวหน้าพรรคฯ กล่าวถึงสถานการณ์ประชาธิปไตยไทยว่า กำลังเข้าสู่ยุค ‘ประชาธิปไตยผีดิบ’ หรือ Zombie Democracy คือมีแต่ร่างกายของผู้แทน แต่ไม่มีจิตใจที่ยึดโยงกับประชาชนและหลักประชาธิปไตย
สาทิตย์กล่าวถึงคดีฮั้ว สว.ว่าเป็นเรื่องใหญ่ เพราะกระบวนการตรวจสอบถ่วงดุลเริ่มต้นจากที่มาของ สว. พร้อมตั้งข้อสังเกตถึง กกต. 4 คนที่มาจากการเลือกของ สว.ชุดปัจจุบันว่าอาจมีประเด็นเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน จึงควรลงมติส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้วินิจฉัย เพื่อให้กระบวนการพิสูจน์ความผิดดำเนินไปตามขั้นตอน
พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความผิดปกติในกระบวนการเลือก สว. ทั้งเรื่องคุณสมบัติผู้สมัคร การสังเกตการณ์เลือกตั้ง และข้อร้องเรียนต่างๆ รวมถึงตั้งคำถามว่า กกต.บางส่วนอาจรู้เห็นเป็นใจกับกระบวนการฮั้ว สว.หรือไม่
สาทิตย์ ยังย้ำว่า หากศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการเลือก สว.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็ควรเดินหน้าดำเนินการตามกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้อง เพื่อให้ระบบกลับเข้าสู่กระบวนการปกติ และนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ให้เกิดโครงสร้างการเลือก สว.ที่เปิดช่องให้เกิดปัญหาเช่นเดิม
.jpg&w=3840&q=75)
ขณะที่คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ อดีตหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ชี้ว่า รัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งถูกออกแบบภายใต้แนวคิดการปราบโกง กลับทำให้ระบบการเมืองและระบบตรวจสอบถ่วงดุลอ่อนแอลง โดยเฉพาะที่มาของ สว.และองค์กรอิสระ
คุณหญิงสุดารัตน์ ตั้งข้อสังเกตว่า กกต.ชุดปัจจุบัน ซึ่งมาจากกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับ สว.ชุดเดียวกับที่กำลังถูกตรวจสอบ จะสามารถลงโทษผู้ที่มีส่วนในการทำให้ตนเองเข้ามาดำรงตำแหน่งได้จริงหรือไม่ พร้อมทำนายว่า การดำเนินคดีอาจลงไปถึงเพียง ‘ตัวเล็กตัวน้อย’ ขณะที่ผู้มีอำนาจตัวจริง อาจไม่ถูกดำเนินการอย่างถึงที่สุด
คุณหญิงสุดารัตน์ เสนอให้แก้รัฐธรรมนูญโดยเริ่มจากการทบทวนที่มาและอำนาจของ สว.และองค์กรอิสระ รวมถึงเพิ่มอำนาจประชาชนในการตรวจสอบ โดยเสนอแนวคิดให้ประชาชนจำนวน 50,000 คนสามารถเข้าชื่อถอดถอนนักการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือกรรมการองค์กรอิสระที่ประพฤติมิชอบได้

ส่วน พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ ยืนยันว่า หลักฐานคดีฮั้ว สว. ทั้งเส้นเงิน โพยคะแนน รูปแบบการลงคะแนน และหลักฐานจากการตรวจสอบของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 มีน้ำหนักเพียงพอให้ กกต.ส่งเรื่องต่อศาลฎีกาแล้ว
พ.ต.อ.ทวี ย้ำว่า กกต.ไม่ควรทำหน้าที่แทนศาลด้วยการพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย เพราะหน้าที่ของ กกต.เมื่อพบเหตุอันควรเชื่อว่าการเลือกตั้งไม่สุจริต คือส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณาต่อ หาก กกต.ยกคำร้อง ผู้สมัคร สว.ที่เป็นผู้เสียหายยังสามารถใช้ช่องทางตามกฎหมายยื่นคัดค้านต่อศาลฎีกาภายใน 3 วัน หรือดำเนินการทางอาญากับ กกต.ได้ในกรณีที่เข้าองค์ประกอบความผิด
.jpg&w=3840&q=75)
จับตา 31 สิงหาคม กกต.ชี้ชะตาคดีฮั้ว สว.
ท่ามกลางเสียงเรียกร้องจากฝ่ายค้าน พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน เปิดเผยความคืบหน้าการติดตามคดีฮั้ว สว. โดยคาดว่า กกต.จะมีการลงมติในวันจันทร์ที่ 31 สิงหาคมนี้ ซึ่งฝ่ายค้านเตรียมจัดกิจกรรมในวันที่ 29-30 สิงหาคม เพื่อเป็นการทิ้งทวนก่อนถึงวันที่ กกต.จะมีมติ
พริษฐ์ ตั้งข้อสังเกตว่า กกต.อาจตัดสินใจยุติคดี โดยวิพากษ์วิจารณ์ว่า ที่ผ่านมากระบวนการตรวจสอบอาจล่าช้า พร้อมย้ำว่าประชาชนกำลังจับตาว่า กกต.จะมีมติในทิศทางใด
พริษฐ์ ระบุว่า ตามกฎหมาย หาก กกต.เห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อว่ามีการทุจริต ก็สามารถดำเนินการตามขั้นตอนเพื่อส่งสำนวนไปยังศาลฎีกาได้ และเห็นว่าการตัดสินใจดังกล่าวควรเปิดทางให้กระบวนการยุติธรรมเป็นผู้พิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป

นอกจากประเด็นวันลงมติ พริษฐ์ ยังเปิดเผยข้อมูลบุคคลที่ระบุว่าเกี่ยวข้องกับข้อกล่าวหากระบวนการเตรียมการเลือก สว. โดยนำเสนอภาพของนายกเทศมนตรีตำบลแห่งหนึ่ง พร้อมนำคลิปเสียงที่เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้มาเปรียบเทียบ และตั้งคำถามถึงความเกี่ยวข้องกับกระบวนการเลือก สว.
ฝ่ายค้านเดินหน้าแก้ ‘โครงสร้าง’ ไม่ให้ปัญหาซ้ำรอย
พริษฐ์ ระบุด้วยว่า พรรคประชาชนเตรียมใช้กลไกรัฐสภาผลักดันการแก้ไขกฎหมายและรัฐธรรมนูญ เพื่อปรับโครงสร้างระบบตรวจสอบ โดยเสนอทั้งการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ตามผลประชามติ การแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราเพื่อเพิ่มกลไกให้ประชาชนสามารถเข้าชื่อถอดถอนนักการเมืองและกรรมการองค์กรอิสระ รวมถึงการแก้ไขกฎหมายเกี่ยวกับการได้มาซึ่ง สว. เพื่อเปิดช่องให้ประชาชนสามารถยื่นเรื่องต่อศาลได้โดยตรงโดยไม่ต้องผ่าน กกต.

ภาพรวมของเวทีผู้นำฝ่ายค้านฯ จึงไม่ได้หยุดอยู่ที่การเรียกร้องให้ กกต.ดำเนินการกับคดีฮั้ว สว. แต่ขยายไปสู่คำถามต่อโครงสร้างอำนาจและระบบตรวจสอบถ่วงดุลของประเทศ ทั้งที่มาของ สว. องค์กรอิสระ และบทบาทของประชาชนในการตรวจสอบผู้มีอำนาจ
ท่ามกลางการจับตาว่า กกต.จะมีมติอย่างไรในวันที่ 31 สิงหาคมนี้ คดีฮั้ว สว.จึงถูกฝ่ายค้านยกระดับให้เป็นบททดสอบสำคัญของกระบวนการตรวจสอบว่า จะสามารถดำเนินไปอย่างเป็นอิสระ โปร่งใส และเปิดโอกาสให้ข้อเท็จจริงได้รับการพิสูจน์ตามกระบวนการยุติธรรมได้มากน้อยเพียงใด




