‘พริษฐ์ วัชรสินธุ’ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกระแสข่าวว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เตรียมลงมติว่าจะส่งคดีฮั้ว สว.ไปยังศาลฎีกาหรือไม่ ในวันที่ 28 สิงหาคมนี้ว่า ขอเรียกร้องให้ กกต.ให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่าจะมีการลงมติในวันใด เนื่องจากข้อมูลที่ติดตามอยู่ในขณะนี้ยังเป็นเพียงรายงานข่าวว่าการลงมติอาจเกิดขึ้นในวันที่ 28 สิงหาคม ซึ่งเป็นลักษณะการสื่อสารอย่างไม่เป็นทางการที่ กกต.ใช้มาโดยตลอด
พริษฐ์ระบุว่า ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าจะลงมติวันใด แต่อยู่ที่ว่า กกต.จะมีมติอย่างไร โดยเห็นว่า กกต.ไม่ควรทำหน้าที่เสมือนศาล เพราะเมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต กกต.มีหน้าที่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้พิจารณาว่าบุคคลใดกระทำความผิดหรือไม่
อย่างไรก็ตาม พริษฐ์ยอมรับว่ามีความกังวลว่า กกต.อาจตัดตอนคดีไม่ให้ไปถึงเครือข่ายนักการเมืองหรือพรรคการเมืองที่อยู่เบื้องหลัง โดยมองจากคำสัมภาษณ์ของ ‘แสวง บุญมี’ เลขาธิการ กกต. ที่อาจทำให้เกิดข้อสงสัยว่า กกต.กำลังตีความหลักเกณฑ์ไปในทิศทางที่อาจเป็นการหาทางไม่ดำเนินคดีกับบุคคลที่ไม่ได้เป็นผู้สมัคร สว.
ส่วนการจัดเวทีเปิดหลักฐานคดีโกง สว. ในวันที่ 28-29 สิงหาคม จะทันต่อการพิจารณาของ กกต.หรือไม่นั้น พริษฐ์กล่าวว่า ต้องเดินหน้าจนถึงนาทีสุดท้าย และติดตามสถานการณ์แบบวันต่อวัน เนื่องจากการจัดงานดังกล่าวได้วางแผนไว้ล่วงหน้าแล้ว
ขณะที่ ‘สาทิตย์ วงศ์หนองเตย’ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดีย ตั้งคำถามถึงการตีความข้อกฎหมายของ 'แสวง' กรณีการส่งคดีฮั้ว สว.ให้ศาลฎีกา โดยระบุว่า หากจะส่งคดีไปยังศาลฎีกาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 ต้องมีองค์ประกอบ 3 ข้อ ได้แก่ การกระทำต้องเป็นของผู้สมัครรับเลือก การทุจริตต้องมีเป้าหมายเพื่อให้ตนเองได้รับเลือก และต้องมีหลักฐานอันควรเชื่อว่าการเลือกไม่ได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
สาทิตย์ระบุว่า การตีความดังกล่าวไม่สอดคล้องกับข้อความในรัฐธรรมนูญ มาตรา 226 วรรคหนึ่ง โดยชี้ว่า มาตราดังกล่าวกำหนดว่า เมื่อมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ‘ผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้สมัครรับเลือกผู้ใด’ กระทำการทุจริตในการเลือกตั้งหรือการเลือก หรือรู้เห็นกับการกระทำของบุคคลอื่น กกต.ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อพิจารณา
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ตัวบทไม่ได้ระบุองค์ประกอบ 3 ข้อตามที่มีการอธิบาย พร้อมระบุว่า หากผู้สมัครรับเลือก สว.รายใดทุจริตหรือรู้เห็นกับการทุจริตของบุคคลอื่น และมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ ก็อยู่ในข่ายที่ กกต.ต้องยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
นอกจากนี้ ยังยกพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา มาตรา 70 ซึ่งกำหนดโทษกรณีผู้สมัครไม่ปฏิบัติตามวิธีการหรือเงื่อนไขที่ กกต.กำหนด รวมถึงกรณีบุคคลซึ่งไม่ใช่ผู้สมัครช่วยเหลือผู้สมัครในการแนะนำตัวโดยฝ่าฝืนหลักเกณฑ์ดังกล่าว
สาทิตย์ ยังอ้างถึงมาตรา 76 ซึ่งกำหนดโทษต่อกรรมการบริหารพรรคการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งอื่นในพรรคการเมือง ส.ส. สมาชิกสภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง หากกระทำการช่วยเหลือผู้สมัครให้ได้รับเลือกเป็น สว. หรือทำให้ผู้สมัครรายใดไม่ได้รับเลือก รวมถึงกรณีผู้สมัครยินยอมให้บุคคลดังกล่าวเข้ามาช่วยเหลือเพื่อให้ได้รับเลือก
โดยสาทิตย์เห็นว่า บทบัญญัติดังกล่าวครอบคลุมทั้งกรณีของผู้สมัครและบุคคลภายนอกที่เข้ามาช่วยเหลือในการกระทำที่เกี่ยวข้องกับการเลือก สว. พร้อมเรียกร้องให้ กกต.มีความชัดเจนในการตีความกฎหมาย และไม่ควรสร้างหลักเกณฑ์เพิ่มเติมนอกเหนือจากที่กฎหมายบัญญัติ
“เพราะฉะนั้น อย่ามั่วครับ ต้องชัดเจน อย่าสร้างหลักการใหม่ เหมือนจงใจจะช่วยใคร”
— สาทิตย์ ระบุ




