ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาญัตติเรื่อง “ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท” เสนอโดย 3 สส.จาก 3 พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคกล้าธรรม, พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณารวมไปในคราวเดียวกัน
ก่อนเข้าสู่การพิจารณาญัตติ กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ลุกขึ้นหารือฝากไปยังที่ประชุมเกี่ยวกับกรอบการอภิปรายว่า การอภิปรายครั้งนี้เพื่อเสนอญัตติต่อสภาฯ ในการตั้ง กมธ.วิสามัญ ไม่ใช่เรื่องการพิจารณา “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน” เพราะขณะนี้เรากำลังรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่ เมื่อคำวินิจฉัยออกมาเป็นอย่างไร พ.ร.ก.กู้เงินฯ ก็จะกลับมาพิจารณาผ่านสภาฯ อีกครั้ง เพื่อไม่ให้ประเด็นซ้ำซ้อน
นอกจากนี้ในกรอบเวลาการอภิปรายที่มีการตกลงกันที่ 3 ชั่วโมง แบ่งเป็นฝ่ายค้าน 2 ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาล 1 ชั่วโมง ขอให้ลดการอภิปรายที่มีเนื้อหาซ้ำซ้อน เนื่องจากการหารือของทั้ง 2 ฝ่าย เบื้องต้นส่วนใหญ่เห็นควรให้มีการตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมา
จากนั้น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ อภิปรายเปิดญัตติว่า การใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก.ดังกล่าวพบพิรุธในหลายประเด็น เช่น เงินกู้ส่วนที่ใช้เยียวยา วงเงิน 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ในกองทุนสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งที่หลักการของการออก พ.ร.ก.กู้เงินต้องใช้เท่าที่จำเป็น แต่รัฐบาลไม่ทราบจริงหรือว่าเงินที่ใช้ในกองทุนดังกล่าวแต่ละปีใช้จำนวนเท่าใด ที่ผ่านมาตั้งขาดทุกปีโดยใช้เงินคงคลังไปจ่ายก่อน แล้วตั้งงบประมาณปีถัดไปเพื่อใช้คืนเงินคงคลัง
การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ พ.ศ. 2570 ออกไปเป็นเดือน ก.ค. รัฐบาลมีเวลาจัดสรรงบปี 2570 ให้เพียงพอต่อกองทุนดังกล่าว แต่ไม่ทำ แต่เลือกใช้วิธีลักไก่ เอาเงินกู้วงเงิน 1.8 หมื่นล้านไปใช้ดำเนินการ
— ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ณัฐพงษ์ ชี้ให้เห็นว่า “ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรจากวิธีแบบนี้ แต่คนที่ได้ประโยชน์คือรัฐบาล ถ้ารัฐบาลตัดสินใจทำทุกอย่างที่ถูกต้อง เจียดงบที่ไม่จำเป็นออกจากงบปี 2570 ส่งผลสะเทือนต่อราชการที่มีเจ้าของประจำ หรือส่งผลต่อพรรคร่วมรัฐบาลที่แบ่งโควตางบประมาณปี 2570 ไว้แล้ว ว่าแต่ละพรรคการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาลได้เท่าไร ถึงใช้วิธีเอาง่าย ลักไก่เอาจาก พ.ร.ก.เงินกู้ ซึ่งผิดกฎหมายและผิดวัตถุประสงค์ชัดเจน”
พร้อมกล่าวอีกว่า “ส่วนเงินกู้ก้อนที่ 2 เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน 2 แสนล้านบาท ถือเป็นข้ออ้าง เพราะหากต้องการยกระดับ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานไปเป็นพลังงานสะอาดจริง ไม่ต้องใช้เงินลงทุนแม้แต่บาทเดียว เพราะมีภาคเอกชนที่พร้อมจะสนับสนุน แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังใช้ช่องทางพิเศษ เลี่ยงการตรวจสอบของสภาฯ เพราะรัฐบาลหาทำ โดยอาศัยวิกฤติขัดแย้ง เสกเงิน ทำเอง หวังล็อกสเปก เหมือนกับบางโครงการของรัฐบาลอย่าง TH-AI Passport ที่พบการล็อกสเปกให้บริษัทที่อยู่ในเครือข่าย หวังเงินทอนให้บางพรรคการเมืองใน ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ หรือไม่”
ด้าน กรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเสนอญัตติว่า ในการออก พ.ร.ก.แต่ละครั้ง ซึ่งคือการเพิ่มวงเงินการกู้ของรัฐบาลนอกเหนือจากการขาดดุลในงบประมาณปกติแล้ว จะต้องมีเหตุผลในการป้องกันผลกระทบที่จะทำให้เศรษฐกิจขาดความมั่นคง คำถามของศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องถามว่า มีเหตุผลทางความมั่นคงที่จะต้องออก พ.ร.ก.จริงหรือไม่ ศาลฯ จะต้องพิจารณา 2 ระดับชั้น
1. ปัจจุบันประเทศไทยมีปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจจริงหรือไม่ รัฐบาลอ้างว่าวันนี้ออก พ.ร.ก.ได้ สิ่งที่รัฐบาลจะต้องอธิบายศาลฯ คือ วันนี้ประเทศมีปัญหาความมั่นคงอย่างไร
2. รัฐบาลต้องพิสูจน์ความจำเป็นเร่งด่วนของโครงการที่นำเสนอใน พ.ร.ก.ฉบับนี้ว่าเป็นโครงการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแก้ปัญหาระดับความมั่นคงของประเทศจริงหรือไม่ มีวิธีอื่นแทนการออก พ.ร.ก.หรือไม่
แต่ผมขอฟันธงว่าปัญหาความมั่นคงไม่มี เศรษฐกิจอาจไม่สู้ดี แต่เศรษฐกิจไม่มีประเด็นปัญหาทางความมั่นคง วิธีการประเมินว่าเศรษฐกิจมั่นคงจริงหรือไม่ หลักๆ อาจจะดูที่การเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี แต่สิ่งที่เพิ่มเติมคือ 1. ตัวเลขจีดีพีปรับเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ 2. ความมั่นคงทางทุนสำรองระหว่างประเทศ 3. การจัดเก็บรายได้ภาษีโดยรัฐบาลตามเป้าหมายที่กำหนด 4. ระดับหนี้สาธารณะมีสัดส่วนสูงจนทำให้ขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ และ 5. ความเชื่อมั่นโดยรวมจากการเข้ามาลงทุนในประเทศ ทั้ง 5 ปัจจัยนี้ผมกล้ายืนยันว่าประเทศไทยไม่มีปัญหาเรื่องความมั่นคง
— กรณ์ จาติกวณิช
กรณ์ ยังชี้ให้เห็นว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยเงินสำรองระหว่างประเทศมูลค่าโดยรวมกว่า 10 ล้านล้านบาท สูงสุดระดับต้นๆ ในโลก และสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประเทศไทยเคยมีมา นี่คือสภาพของประเทศที่ขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่
นอกจากนี้กระทรวงการคลังได้ประกาศผลการจัดเก็บภาษี 7 เดือนแรกของปีงบประมาณจนถึงเดือน เม.ย. 2569 ที่รวม 2 เดือนของภาวะสงครามด้วย ปรากฏว่าเก็บภาษีได้เกินเป้า 3.1 หมื่นล้านบาท ทำให้เงินคงคลังโดยรวมสิ้น ณ เดือน เม.ย. 2569 อยู่ที่เกือบ 3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 14 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว นี่หรือสภาพทางการคลังที่สะท้อนว่าขาดความมั่นคงฯ ขณะที่กรอบหนี้สาธารณะก็ยังอยู่ในวินัยทางการเงินการคลังที่กำหนดไว้ 70 เปอร์เซ็นต์
แต่ในขณะเดียวกันเอกสารประกอบการอภิปรายจากสำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า ปี 2566-69 รัฐบาลกู้เงินเฉลี่ยสูงถึงปีละ 8 แสนล้านบาท แต่สร้างจีดีพีได้เพียงปีละ 4 แสนล้านบาท แสดงให้เห็นว่าหนี้ขยายตัวเร็วกว่าฐานเศรษฐกิจของประเทศถึง 2 เท่า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางการคลังระยะยาว สำนักวิชาการ สภาฯ กำลังบอกว่ายิ่งกู้ยิ่งไม่มั่นคง มันย้อนแย้งตรงกันข้ามกับข้ออ้างของรัฐบาล
หากวัดตัวเลขและภาวะในประเทศแล้วไม่ใช่อยู่ในภาวะวิกฤติ หรือเป็นปัญหาความมั่นคงที่เป็นวัตถุประสงค์ของการออก พ.ร.ก.กู้เงิน หากรัฐบาลบอกว่าห่วงค่าครองชีพของประชาชน มีทางอื่นที่ดีกว่านี้ ลดราคาน้ำมัน ลดภาษีสรรพสามิต เพื่อให้ค่าครองชีพถูกลงได้ ทั้งนี้การออก พ.ร.ก.เป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลระยะยาวต่อประเทศ หากทุกรัฐบาลอ้างสถานการณ์เศรษฐกิจที่ค่อนข้างปกติในปัจจุบัน ออก พ.ร.ก. อนาคตมาตรา 172 จะไม่มีความหมาย และกฎหมายวินัยการเงินการคลังจะไม่มีความหมาย และทุกรัฐบาลสามารถกู้เต็มเพดาน ออก พ.ร.ก.เพิ่มเติมได้ สุดท้ายเศรษฐกิจจะไปไม่ได้
ฝ่ายรัฐบาลอาจบอกว่าฝ่ายค้านมองไม่เป็นวิกฤต แต่รัฐบาลมองว่าเป็นวิกฤติค่าครองชีพ ถือเป็นการเล่นลิ้น การเมืองพอเล่นได้ แต่การคลังไม่ใช่ของเล่น หากมีทัศนคติออก พ.ร.ก.แบบนี้ หากกังวลและห่วงค่าครองชีพประชาชนมีวิธีอื่น โดยเฉพาะลดราคาน้ำมันลง ต้นทุนพลังงานลด ไฟฟ้าลดลง ไม่ต้องกู้ เพราะการกู้ทำให้เพิ่มหนี้สินประเทศ และความมั่นคงถูกทำลาย
— กรณ์ จาติกวณิช




