ฝ่ายค้านประสานเสียง! ซัดรัฐบาลปม ‘พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน’

4 มิ.ย. 2569 - 15:31

  • ฝ่ายค้านเปิดศึกตรวจสอบ “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน” ของรัฐบาล

  • ‘ณัฐพงษ์’ ชี้มีพิรุธการจัดสรรงบฯ และการใช้เงินกู้แทนงบประมาณปกติ

  • ด้าน ‘กรณ์’ ย้ำเศรษฐกิจไทยยังไม่อยู่ในภาวะวิกฤต จึงไม่เห็นเหตุจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.

ฝ่ายค้านประสานเสียง! ซัดรัฐบาลปม ‘พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน’

ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาญัตติเรื่อง “ขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาตรวจสอบการใช้จ่ายเงินกู้ตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงาน และสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท” เสนอโดย 3 สส.จาก 3 พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรคกล้าธรรม, พรรคประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งที่ประชุมได้พิจารณารวมไปในคราวเดียวกัน

ก่อนเข้าสู่การพิจารณาญัตติ กรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ลุกขึ้นหารือฝากไปยังที่ประชุมเกี่ยวกับกรอบการอภิปรายว่า การอภิปรายครั้งนี้เพื่อเสนอญัตติต่อสภาฯ ในการตั้ง กมธ.วิสามัญ ไม่ใช่เรื่องการพิจารณา “พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้าน” เพราะขณะนี้เรากำลังรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่ เมื่อคำวินิจฉัยออกมาเป็นอย่างไร พ.ร.ก.กู้เงินฯ ก็จะกลับมาพิจารณาผ่านสภาฯ อีกครั้ง เพื่อไม่ให้ประเด็นซ้ำซ้อน

นอกจากนี้ในกรอบเวลาการอภิปรายที่มีการตกลงกันที่ 3 ชั่วโมง แบ่งเป็นฝ่ายค้าน 2 ชั่วโมง ฝ่ายรัฐบาล 1 ชั่วโมง ขอให้ลดการอภิปรายที่มีเนื้อหาซ้ำซ้อน เนื่องจากการหารือของทั้ง 2 ฝ่าย เบื้องต้นส่วนใหญ่เห็นควรให้มีการตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมา

จากนั้น ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ อภิปรายเปิดญัตติว่า การใช้เงินกู้ตาม พ.ร.ก.ดังกล่าวพบพิรุธในหลายประเด็น เช่น เงินกู้ส่วนที่ใช้เยียวยา วงเงิน 1.8 หมื่นล้านบาท เพื่อใช้ในกองทุนสวัสดิการแห่งรัฐ ทั้งที่หลักการของการออก พ.ร.ก.กู้เงินต้องใช้เท่าที่จำเป็น แต่รัฐบาลไม่ทราบจริงหรือว่าเงินที่ใช้ในกองทุนดังกล่าวแต่ละปีใช้จำนวนเท่าใด ที่ผ่านมาตั้งขาดทุกปีโดยใช้เงินคงคลังไปจ่ายก่อน แล้วตั้งงบประมาณปีถัดไปเพื่อใช้คืนเงินคงคลัง

การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ พ.ศ. 2570 ออกไปเป็นเดือน ก.ค. รัฐบาลมีเวลาจัดสรรงบปี 2570 ให้เพียงพอต่อกองทุนดังกล่าว แต่ไม่ทำ แต่เลือกใช้วิธีลักไก่ เอาเงินกู้วงเงิน 1.8 หมื่นล้านไปใช้ดำเนินการ

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ

ณัฐพงษ์ ชี้ให้เห็นว่า “ประชาชนไม่ได้ประโยชน์อะไรจากวิธีแบบนี้ แต่คนที่ได้ประโยชน์คือรัฐบาล ถ้ารัฐบาลตัดสินใจทำทุกอย่างที่ถูกต้อง เจียดงบที่ไม่จำเป็นออกจากงบปี 2570 ส่งผลสะเทือนต่อราชการที่มีเจ้าของประจำ หรือส่งผลต่อพรรคร่วมรัฐบาลที่แบ่งโควตางบประมาณปี 2570 ไว้แล้ว ว่าแต่ละพรรคการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาลได้เท่าไร ถึงใช้วิธีเอาง่าย ลักไก่เอาจาก พ.ร.ก.เงินกู้ ซึ่งผิดกฎหมายและผิดวัตถุประสงค์ชัดเจน”

พร้อมกล่าวอีกว่า “ส่วนเงินกู้ก้อนที่ 2 เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน 2 แสนล้านบาท ถือเป็นข้ออ้าง เพราะหากต้องการยกระดับ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานไปเป็นพลังงานสะอาดจริง ไม่ต้องใช้เงินลงทุนแม้แต่บาทเดียว เพราะมีภาคเอกชนที่พร้อมจะสนับสนุน แต่สิ่งที่รัฐบาลกำลังใช้ช่องทางพิเศษ เลี่ยงการตรวจสอบของสภาฯ เพราะรัฐบาลหาทำ โดยอาศัยวิกฤติขัดแย้ง เสกเงิน ทำเอง หวังล็อกสเปก เหมือนกับบางโครงการของรัฐบาลอย่าง TH-AI Passport ที่พบการล็อกสเปกให้บริษัทที่อยู่ในเครือข่าย หวังเงินทอนให้บางพรรคการเมืองใน ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ หรือไม่”

ด้าน กรณ์ จาติกวณิช สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายเสนอญัตติว่า ในการออก พ.ร.ก.แต่ละครั้ง ซึ่งคือการเพิ่มวงเงินการกู้ของรัฐบาลนอกเหนือจากการขาดดุลในงบประมาณปกติแล้ว จะต้องมีเหตุผลในการป้องกันผลกระทบที่จะทำให้เศรษฐกิจขาดความมั่นคง คำถามของศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องถามว่า มีเหตุผลทางความมั่นคงที่จะต้องออก พ.ร.ก.จริงหรือไม่ ศาลฯ จะต้องพิจารณา 2 ระดับชั้น

1. ปัจจุบันประเทศไทยมีปัญหาความมั่นคงทางเศรษฐกิจจริงหรือไม่ รัฐบาลอ้างว่าวันนี้ออก พ.ร.ก.ได้ สิ่งที่รัฐบาลจะต้องอธิบายศาลฯ คือ วันนี้ประเทศมีปัญหาความมั่นคงอย่างไร

2. รัฐบาลต้องพิสูจน์ความจำเป็นเร่งด่วนของโครงการที่นำเสนอใน พ.ร.ก.ฉบับนี้ว่าเป็นโครงการที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแก้ปัญหาระดับความมั่นคงของประเทศจริงหรือไม่ มีวิธีอื่นแทนการออก พ.ร.ก.หรือไม่

แต่ผมขอฟันธงว่าปัญหาความมั่นคงไม่มี เศรษฐกิจอาจไม่สู้ดี แต่เศรษฐกิจไม่มีประเด็นปัญหาทางความมั่นคง วิธีการประเมินว่าเศรษฐกิจมั่นคงจริงหรือไม่ หลักๆ อาจจะดูที่การเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือจีดีพี แต่สิ่งที่เพิ่มเติมคือ 1. ตัวเลขจีดีพีปรับเพิ่มขึ้นอย่างสม่ำเสมอหรือไม่ 2. ความมั่นคงทางทุนสำรองระหว่างประเทศ 3. การจัดเก็บรายได้ภาษีโดยรัฐบาลตามเป้าหมายที่กำหนด 4. ระดับหนี้สาธารณะมีสัดส่วนสูงจนทำให้ขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่ และ 5. ความเชื่อมั่นโดยรวมจากการเข้ามาลงทุนในประเทศ ทั้ง 5 ปัจจัยนี้ผมกล้ายืนยันว่าประเทศไทยไม่มีปัญหาเรื่องความมั่นคง

กรณ์ จาติกวณิช

กรณ์ ยังชี้ให้เห็นว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้เปิดเผยเงินสำรองระหว่างประเทศมูลค่าโดยรวมกว่า 10 ล้านล้านบาท สูงสุดระดับต้นๆ ในโลก และสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ประเทศไทยเคยมีมา นี่คือสภาพของประเทศที่ขาดความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือไม่

นอกจากนี้กระทรวงการคลังได้ประกาศผลการจัดเก็บภาษี 7 เดือนแรกของปีงบประมาณจนถึงเดือน เม.ย. 2569 ที่รวม 2 เดือนของภาวะสงครามด้วย ปรากฏว่าเก็บภาษีได้เกินเป้า 3.1 หมื่นล้านบาท ทำให้เงินคงคลังโดยรวมสิ้น ณ เดือน เม.ย. 2569 อยู่ที่เกือบ 3 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นกว่า 14 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว นี่หรือสภาพทางการคลังที่สะท้อนว่าขาดความมั่นคงฯ ขณะที่กรอบหนี้สาธารณะก็ยังอยู่ในวินัยทางการเงินการคลังที่กำหนดไว้ 70 เปอร์เซ็นต์

แต่ในขณะเดียวกันเอกสารประกอบการอภิปรายจากสำนักวิชาการ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า ปี 2566-69 รัฐบาลกู้เงินเฉลี่ยสูงถึงปีละ 8 แสนล้านบาท แต่สร้างจีดีพีได้เพียงปีละ 4 แสนล้านบาท แสดงให้เห็นว่าหนี้ขยายตัวเร็วกว่าฐานเศรษฐกิจของประเทศถึง 2 เท่า ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางการคลังระยะยาว สำนักวิชาการ สภาฯ กำลังบอกว่ายิ่งกู้ยิ่งไม่มั่นคง มันย้อนแย้งตรงกันข้ามกับข้ออ้างของรัฐบาล

หากวัดตัวเลขและภาวะในประเทศแล้วไม่ใช่อยู่ในภาวะวิกฤติ หรือเป็นปัญหาความมั่นคงที่เป็นวัตถุประสงค์ของการออก พ.ร.ก.กู้เงิน หากรัฐบาลบอกว่าห่วงค่าครองชีพของประชาชน มีทางอื่นที่ดีกว่านี้ ลดราคาน้ำมัน ลดภาษีสรรพสามิต เพื่อให้ค่าครองชีพถูกลงได้ ทั้งนี้การออก พ.ร.ก.เป็นเรื่องใหญ่ที่มีผลระยะยาวต่อประเทศ หากทุกรัฐบาลอ้างสถานการณ์เศรษฐกิจที่ค่อนข้างปกติในปัจจุบัน ออก พ.ร.ก. อนาคตมาตรา 172 จะไม่มีความหมาย และกฎหมายวินัยการเงินการคลังจะไม่มีความหมาย และทุกรัฐบาลสามารถกู้เต็มเพดาน ออก พ.ร.ก.เพิ่มเติมได้ สุดท้ายเศรษฐกิจจะไปไม่ได้

ฝ่ายรัฐบาลอาจบอกว่าฝ่ายค้านมองไม่เป็นวิกฤต แต่รัฐบาลมองว่าเป็นวิกฤติค่าครองชีพ ถือเป็นการเล่นลิ้น การเมืองพอเล่นได้ แต่การคลังไม่ใช่ของเล่น หากมีทัศนคติออก พ.ร.ก.แบบนี้ หากกังวลและห่วงค่าครองชีพประชาชนมีวิธีอื่น โดยเฉพาะลดราคาน้ำมันลง ต้นทุนพลังงานลด ไฟฟ้าลดลง ไม่ต้องกู้ เพราะการกู้ทำให้เพิ่มหนี้สินประเทศ และความมั่นคงถูกทำลาย

กรณ์ จาติกวณิช

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์