ยังไร้ข้อสรุป! ฝ่ายค้านวอล์กเอาต์วงถกวิป 3 ฝ่าย จี้รัฐบาลหาวันซักฟอกใหม่

22 ต.ค. 2569 - 22:08

  • ‘พริษฐ์’ นำทีมวอล์กเอาต์วงถกวิป 3 ฝ่าย หลังไร้ข้อสรุป “วันซักฟอก”

  • ย้ำฝ่ายค้านขอเวลา 5 วันเต็ม 60 ชั่วโมง พร้อมขยับวันได้

  • จี้ประธานสภาฯ ส่งหนังสือกลับ ครม. หาวันใหม่ใน พ.ย.-ธ.ค.

ยังไร้ข้อสรุป! ฝ่ายค้านวอล์กเอาต์วงถกวิป 3 ฝ่าย จี้รัฐบาลหาวันซักฟอกใหม่

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ภายหลังเดินออกจากการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อหารือกำหนดวันประชุมและจัดสรรเวลาสำหรับการพิจารณาญัตติขออภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 หลังที่ประชุมไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ โดยยืนยันว่าฝ่ายค้านต้องการเวลาอภิปรายที่เพียงพอสำหรับการตรวจสอบรัฐบาล และเปิดโอกาสให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ชี้แจงข้อกล่าวหาอย่างครบถ้วน

พริษฐ์มองว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นมีต้นตอจากทัศนคติของรัฐบาลที่มองว่าสภาผู้แทนราษฎรเป็นเสมือนสาขาหนึ่งของรัฐบาล โดยพยายามกำหนดกรอบเวลาการอภิปรายผ่านมติ ครม. ก่อนที่วิป 3 ฝ่ายจะหารือและหาข้อสรุปร่วมกัน ซึ่งเป็นแนวทางที่ผิดไปจากกระบวนการปฏิบัติที่ผ่านมา

ชี้รัฐบาลแทรกแซงกลไกสภาฯ หวั่นใช้เสียงข้างมากปิดกั้นการตรวจสอบ

พริษฐ์กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการกำหนดวันอภิปรายไม่ไว้วางใจ แต่ยังสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลในการแทรกแซงกลไกตรวจสอบถ่วงดุลของฝ่ายนิติบัญญัติในช่วงที่ผ่านมา

โดยยกตัวอย่างการประชุมประธานคณะกรรมาธิการ 35 คณะ เมื่อวันที่ 21 ต.ค. ซึ่งเดิมมีการหารือเรื่องการแก้ปัญหาความซ้ำซ้อนของหัวข้อและประเด็นที่แต่ละคณะกรรมาธิการพิจารณา แต่ท้ายที่สุดกลับมีความพยายามผลักดันให้การกำหนดหัวข้อการประชุมของแต่ละคณะต้องเป็นไปตามมติที่ประชุมเท่านั้น

พริษฐ์มองว่า แนวทางดังกล่าวขัดต่อแนวปฏิบัติที่ผ่านมา และอาจเปิดช่องให้เสียงข้างมากในคณะกรรมาธิการใช้มติปิดกั้นวาระที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้

“นี่เป็นสิ่งที่เราเห็นถึงการทำงานของรัฐบาลที่เป็นระบบ ที่พยายามเข้ามาทำลายกลไกของฝ่ายนิติบัญญัติในการตรวจสอบ”

opposition-urges-government-to-reschedule-no-confidence-debate-SPACEBAR-Photo06.jpg

ย้ำขอเวลา 5 วันเต็ม 60 ชั่วโมง พร้อมขยับวันอภิปรายหากจำเป็น

พริษฐ์ยืนยันว่า สิ่งที่ฝ่ายค้านให้ความสำคัญมากที่สุดคือการจัดสรรวันและเวลาให้เพียงพอสำหรับทั้งสองฝ่าย โดยฝ่ายค้านต้องมีเวลาเสนอข้อกล่าวหา ขณะที่ ครม. ต้องมีเวลาในการชี้แจงอย่างเหมาะสม

ที่ผ่านมา ฝ่ายค้านวางแผนการอภิปรายไว้ 5 วันเต็ม รวม 60 ชั่วโมง โดยอ้างอิงจากแนวทางในอดีต อย่างไรก็ตาม เมื่อเห็นว่ากำหนดการเดิมอาจมีข้อจำกัดจากภารกิจของนายกรัฐมนตรีที่ต้องเดินทางไปร่วมประชุมนานาชาติ ฝ่ายค้านก็พร้อมพิจารณาขยับวันอภิปรายออกไป หากสามารถจัดสรรเวลาให้ทั้งสองฝ่ายทำหน้าที่ได้อย่างเพียงพอ

พริษฐ์กล่าวว่า ฝ่ายค้านได้เสนอแนวทางดังกล่าวอีกครั้งในการหารือล่าสุด แต่รัฐบาลยังคงยืนยันว่าจะต้องอภิปรายในสัปดาห์หน้า และไม่สามารถจัดสรรเวลาให้ได้ตามที่ฝ่ายค้านเสนอ จึงทำให้การประชุมไม่สามารถหาข้อสรุปได้

หากจำเป็นต้องลดระยะเวลาการอภิปราย รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้เสนอให้พิจารณาจัดระเบียบเนื้อหาใหม่ เพื่อไม่ให้สาระสำคัญของการตรวจสอบรัฐมนตรีทั้ง 18 คนสูญหายไป แต่พริษฐ์ย้ำว่า สิ่งสำคัญในขณะนี้คือการหาข้อสรุปเรื่องกรอบเวลาให้ได้ก่อน

opposition-urges-government-to-reschedule-no-confidence-debate-SPACEBAR-Photo04.jpg

จี้ประธานสภาฯ ส่งหนังสือกลับ ครม. หาวันใหม่ในเดือน พ.ย.-ธ.ค.

หลังไม่สามารถหาข้อสรุปได้ พริษฐ์เสนอให้ มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1 ในฐานะประธานการประชุม ทำหนังสือแจ้งกลับไปยัง ครม. ว่า วิป 3 ฝ่ายไม่สามารถตกลงกันได้ภายในกรอบวันที่ 27-29 ต.ค. ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่รัฐบาลเสนอมา

พร้อมขอให้ ครม. พิจารณาเสนอช่วงเวลาใหม่ภายในสมัยประชุมนี้ ซึ่งยังเหลือเดือน พ.ย. และ ธ.ค. เพื่อให้ทุกฝ่ายกลับมาเจรจาหาข้อสรุปร่วมกันอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม พริษฐ์ระบุว่า รองประธานสภาฯ ยังไม่ได้รับปากว่าจะดำเนินการตามข้อเสนอดังกล่าว จึงขอส่งข้อเรียกร้องผ่านสื่อไปยังประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน โดยมองว่าเป็นแนวทางขั้นต่ำที่ประธานสภาฯ สามารถทำได้ตามหน้าที่

เมื่อถูกถามว่า หากรัฐบาลยืนยันกรอบเวลาเดิมและไม่มีการอภิปรายในช่วงดังกล่าว จะหมายความว่าไม่มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจในสมัยประชุมนี้หรือไม่ พริษฐ์ตั้งคำถามว่า เป็นไปได้จริงหรือที่ในช่วงเดือน พ.ย. และ ธ.ค. จะไม่มีวันใดที่รัฐบาลสามารถมาชี้แจงข้อกล่าวหาได้เลย พร้อมยืนยันว่าไม่เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น

มองเป็นความพยายามบีบพื้นที่ฝ่ายค้าน ย้ำประธานสภาฯ ต้องวางตัวเป็นกลาง

พริษฐ์มองว่า การกำหนดกรอบเวลาที่ไม่เปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามบีบพื้นที่การตรวจสอบรัฐบาลของฝ่ายค้านและสภาผู้แทนราษฎร

ส่วนกรณีที่ฝ่ายค้านไม่เข้าร่วมประชุมและอาจทำให้รัฐบาลกำหนดวันอภิปรายได้เองนั้น พริษฐ์กล่าวว่า การกำหนดวันเป็นอำนาจของประธานสภาฯ แต่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ประธานต้องวางตัวเป็นกลาง จึงควรนำเสนอข้อเท็จจริงกลับไปยัง ครม. ว่า วิป 3 ฝ่ายไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ และจำเป็นต้องเปิดทางให้มีการกำหนดวันใหม่เพื่อเจรจากันอีกครั้ง

พริษฐ์ย้ำว่า การเสนอให้กลับไปเริ่มต้นกระบวนการหารือใหม่ ไม่ใช่การปฏิเสธการอภิปราย แต่เป็นการหาทางออกที่ทำให้ทั้งฝ่ายค้านและรัฐบาลสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามบทบาทของตนได้

ชี้กระบวนการผิดวิสัย หวังเริ่มต้นหารือใหม่อย่างถูกต้อง

พริษฐ์กล่าวเพิ่มเติมว่า หลังจากฝ่ายค้านยื่นญัตติแล้ว ได้พยายามสอบถามมาโดยตลอดว่าประธานสภาฯ จะนัดทุกฝ่ายประชุมอย่างเป็นทางการเมื่อใด เนื่องจากในอดีต แม้จะมีการพูดคุยนอกรอบก่อน แต่ท้ายที่สุดประธานสภาฯ จะต้องเรียกทุกฝ่ายมาหารืออย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจต้องประชุมกัน 2-3 ครั้ง ก่อนแจ้งข้อสรุปให้ ครม. รับทราบและยืนยันกลับมาอย่างเป็นทางการ

แต่ครั้งนี้กลับมีการประชุมอย่างเป็นทางการครั้งแรกหลังจาก ครม. มีมติและส่งหนังสือมายังสภาฯ แล้ว พริษฐ์จึงมองว่ากระบวนการที่ผ่านมาแตกต่างจากแนวปฏิบัติตามปกติ และหวังว่าประธานสภาฯ จะส่งหนังสือกลับไปยัง ครม. เพื่อเริ่มกระบวนการหารือใหม่อย่างถูกต้อง

เขาย้ำว่า ทุกฝ่ายอาจไม่สามารถได้ข้อเสนอที่ตรงกับความต้องการทั้งหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ควรกลับมาหาทางออกร่วมกัน โดยสิ่งที่ฝ่ายค้านต้องการในขณะนี้คือให้รัฐบาลเสนอช่วงวันอื่นที่เป็นไปได้ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายกลับมาเจรจาจัดสรรเวลาอภิปรายอย่างเหมาะสม

opposition-urges-government-to-reschedule-no-confidence-debate-SPACEBAR-Photo03.jpg

‘ชัยชนะ’ เสนอขยับเป็น 7-11 พ.ย. ย้ำรัฐบาลมีหน้าที่ชี้แจงข้อกล่าวหา

ด้าน ชัยชนะ เดชเดโช สส.นครศรีธรรมราช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ฝ่ายค้านได้เสนอทางเลือกให้เลื่อนการอภิปรายจากช่วงปลายเดือน ต.ค. ไปเป็นวันที่ 7-11 พ.ย. หากรัฐบาลไม่สะดวกในกำหนดการเดิม แต่ ครม. ก็ยืนยันว่าไม่สามารถดำเนินการได้ในช่วงเวลาดังกล่าวเช่นกัน

ชัยชนะระบุว่า รู้สึกแปลกใจกับคำชี้แจงของ ครม. ที่ระบุว่าเพิ่งได้รับหนังสือและมีมติออกมา ทั้งที่การยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเรื่องที่สังคมรับทราบอยู่แล้ว

พร้อมย้ำว่า ฝ่ายค้านได้แสดงความยืดหยุ่นเรื่องวันเวลา โดยเสนอทั้งกำหนดการเดิมและช่วงเวลาในเดือนถัดไป จึงไม่ควรเป็นไปได้ที่รัฐบาลจะไม่มีเวลาว่างสำหรับการอภิปรายเลย

“การยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเพราะมีการกล่าวหา ท่านมีหน้าที่ต้องมาตอบชี้แจงต่อสังคม”

ชัยชนะกล่าวว่า รัฐบาลควรเปิดโอกาสให้มีการอภิปรายตามกลไกของรัฐสภา และทำหน้าที่ชี้แจงต่อข้อกล่าวหาที่ฝ่ายค้านเตรียมไว้ แทนที่จะปล่อยให้ปัญหาเรื่องกรอบเวลาทำให้การหาข้อสรุปต้องหยุดชะงักลง

opposition-urges-government-to-reschedule-no-confidence-debate-SPACEBAR-Photo05.jpg

‘หัวหน้าเท้ง’ ย้ำหลักการซักฟอก 5 วัน ชี้รัฐบาลขยับตารางได้

ก่อนหน้านี้ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชนและผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการประสานงานร่วมสภาผู้แทนราษฎร หรือวิป 3 ฝ่าย เพื่อกำหนดวันและกรอบเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลว่า ประเด็นสำคัญที่ยังตกลงกันไม่ได้คือระยะเวลาที่ฝ่ายค้านจะได้รับ โดยเข้าใจว่านายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมีภารกิจ แต่เห็นว่าตารางงานของฝ่ายบริหารสามารถปรับเปลี่ยนได้ จึงควรหาข้อสรุปเรื่องวันและเวลาให้ชัดเจน พร้อมยึดหลักว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นเวทีตรวจสอบรัฐบาลที่ฝ่ายค้านควรได้รับเวลาอย่างเหมาะสมและเพียงพอ

ณัฐพงษ์ระบุว่า การอภิปรายครั้งนี้มีรัฐมนตรีถูกยื่นญัตติถึง 18 คน มากกว่าการอภิปรายหลายครั้งที่ผ่านมา ซึ่งแม้มีรัฐมนตรีถูกอภิปรายจำนวนน้อยกว่า แต่ฝ่ายค้านยังเคยได้รับเวลาอภิปราย 4 วัน และลงมติในวันที่ 5 ดังนั้น การอภิปรายครั้งนี้จึงควรได้รับเวลาอย่างเหมาะสมเช่นกัน

ส่วนกรอบเวลาจะเป็นช่วงปลายเดือนตุลาคมหรือต้นเดือนพฤศจิกายน ณัฐพงษ์ยืนยันว่าฝ่ายค้านพร้อมตลอดเวลา และสามารถยืดหยุ่นเลื่อนออกไป 1-2 สัปดาห์ได้ หากจำเป็นต้องปรับตามตารางงานของฝ่ายบริหาร โดยมองว่าสาระสำคัญไม่ใช่การยึดติดกับวันใดวันหนึ่ง แต่คือการเปิดโอกาสให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างเต็มที่ เพราะการยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตามกลไกนี้ทำได้ปีละ 1 ครั้งในสมัยประชุม

ห่วงซักฟอกชนเวที “งบฯ ปี 71” จี้รัฐบาลชี้แจงภารกิจให้ชัด

ณัฐพงษ์ยังตั้งข้อสังเกตถึงความพยายามกำหนดให้การอภิปรายเกิดขึ้นภายในช่วงปลายเดือนตุลาคม โดยอ้างว่านายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีมีภารกิจในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ซึ่งเห็นว่าภารกิจของฝ่ายบริหารสามารถปรับเปลี่ยนได้ และควรพิจารณาควบคู่กับปฏิทินงบประมาณปี 2571

ตามตารางที่สำนักงบประมาณจัดทำไว้ ช่วงปลายเดือนตุลาคมจะมีกระบวนการเพิ่มเติมเป็นพิเศษ โดยฝ่ายบริหารต้องจัดเวทีในสภาเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้แทนราษฎรก่อนที่หน่วยงานต่าง ๆ จะจัดทำและส่งคำของบประมาณปี 2571

ณัฐพงษ์จึงกังวลว่า หากรัฐบาลเร่งรัดให้ฝ่ายค้านอภิปรายภายในช่วงเวลาดังกล่าว อาจทำให้การอภิปรายไม่ไว้วางใจและการพิจารณางบประมาณปี 2571 ทับซ้อนกัน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงความชัดเจนเกี่ยวกับกรอบเวลาและการจัดการภารกิจต่าง ๆ

ส่วนข้อเสนอเรื่องการเพิ่มเวลาให้ฝ่ายค้านเพื่อเป็นข้อต่อรอง ณัฐพงษ์เห็นว่าไม่ควรปล่อยให้เรื่องนี้กลายเป็นการโต้เถียงผ่านสื่อ แต่ควรตกลงกันบนหลักการว่าเวทีซักฟอกมีไว้เพื่อให้ฝ่ายค้านตรวจสอบ และให้ฝ่ายบริหารชี้แจงข้อสงสัยในสภา

“เราไม่อยากเห็นเวทีซักฟอกที่ฝ่ายค้านพูดอย่างเดียว แต่รัฐบาลไม่ได้พูดอะไรเลย ถ้าแบบนั้นก็ไม่ใช่การทำหน้าที่ที่เหมาะสมผ่านเวทีสภา”

opposition-urges-government-to-reschedule-no-confidence-debate-SPACEBAR-Photo01.jpg

‘โรม’ ซัดรัฐบาลอนุทิน มาตรฐานต่ำกว่ายุครัฐประหาร

ขณะที่ รังสิมันต์ โรม กล่าวถึงกรอบเวลาการอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า พรรคประชาชนยืนยันมาตั้งแต่ต้นว่าควรได้รับเวลา 5 วัน เนื่องจากมีรัฐมนตรีถูกยื่นอภิปรายถึง 18 คน แต่ปัจจุบันกลับมีข้อเสนอให้เวลาเพียง 3 วัน ซึ่งเห็นว่าไม่เหมาะสมกับขนาดของการอภิปรายครั้งนี้

รังสิมันต์เปรียบเทียบว่า ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งมีรัฐมนตรีถูกอภิปราย 11 คน ฝ่ายค้านยังได้รับเวลาอย่างน้อย 4 วัน จึงตั้งคำถามถึงการจัดสรรเวลาของรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล ว่าเหตุใดจึงพยายามจำกัดเวลาฝ่ายค้าน ทั้งที่มีรัฐมนตรีถูกอภิปรายมากกว่าเดิม

“ผมไม่นึกเลยว่านายอนุทินจะมีมาตรฐานที่แย่กว่าผู้นำที่มีที่มาจากการรัฐประหารด้วยซ้ำ วันนี้ต้องกลับมาตั้งคำถามว่าทำไมถึงพยายามบีบเวลาให้เวลาฝ่ายค้านน้อย”

รังสิมันต์กล่าวด้วยว่า หากมีการนัดประชุมเพื่อกำหนดเวลาเพียง 3 วันและต้องการให้อภิปรายในสัปดาห์หน้า ย่อมทำให้ฝ่ายค้านต้องปรับแผนใหม่ทั้งหมด ทั้งการประสานงานกับพรรคร่วมฝ่ายค้านและการจัดตารางผู้อภิปราย ซึ่งไม่สามารถดำเนินการได้ทันทีเพียงเพราะมีการเปลี่ยนกรอบเวลา

opposition-urges-government-to-reschedule-no-confidence-debate-SPACEBAR-Photo02.jpg

ตั้งคำถามปม ‘ภราดร’ เจรจา ทั้งที่มีชื่อถูกซักฟอก

นอกจากเรื่องระยะเวลา รังสิมันต์ยังตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมของผู้แทนฝ่ายบริหารในการเจรจา โดยระบุว่า ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรีในการหารือเรื่องกรอบเวลาอภิปราย เป็นหนึ่งในรัฐมนตรีที่มีชื่อถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจด้วย

รังสิมันต์จึงตั้งคำถามว่า การที่ผู้มีส่วนได้เสียโดยตรงเข้าร่วมเจรจาเรื่องเวลาอภิปรายของตนเองนั้นเหมาะสมหรือไม่ พร้อมมองว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวนวันเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงกระบวนการเจรจาและความสัมพันธ์ระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ

“นี่คือการเจรจาเพื่อตัวเองใช่หรือไม่”

รังสิมันต์ยังวิจารณ์แนวทางที่นำมติคณะรัฐมนตรีมาเป็นกรอบกำหนดการทำงานของสภา โดยเห็นว่าควรให้ฝ่ายนิติบัญญัติหารือกันให้ได้ข้อยุติก่อน แล้วจึงประสานกับคณะรัฐมนตรี ไม่ใช่ให้ฝ่ายบริหารนำความสะดวกของตนเองมากำหนดกรอบการตรวจสอบของฝ่ายค้าน

“สส.ของพรรคภูมิใจไทยอาจจะลืมไปว่าตัวเองไม่ใช่แค่ สส.ของรัฐบาล แต่เป็น สส.ที่ทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องเคารพญัตติของฝ่ายนิติบัญญัติ”

เมื่อถูกถามถึงจำนวนผู้อภิปรายที่พรรคเตรียมไว้ รังสิมันต์ตอบว่าอย่าเพิ่งเร่งเปิดเผย เพราะอาจทำให้รัฐบาลยิ่งพยายามบีบกรอบเวลา

‘รักชนก’ แย้มข้อมูลพร้อม เล็งประเด็น ‘ไชยชนก’ ที่ติดตามมาตลอด

ด้านรักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงการเตรียมตัวอภิปรายไม่ไว้วางใจว่า ขณะนี้พร้อมแล้ว แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยเนื้อหาได้ โดยระบุว่าหลายคนอาจคาดเดาประเด็นที่จะนำมาอภิปรายได้

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าจะพุ่งเป้าไปที่ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมหรือไม่ รักชนกตอบว่า “แน่นอนค่ะ เป็นเรื่องที่ติดตามมาตลอด”

ส่วนกระแสข่าวพรรคกล้าธรรมอาจเข้าร่วมรัฐบาล ภายหลัง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า หัวหน้าพรรค รับประทานอาหารและถ่ายภาพร่วมกับอนุทินนั้น รักชนกไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม โดยขอตัวออกจากวงสัมภาษณ์ ก่อนตอบคำถามสั้น ๆ ว่า หากพรรคกล้าธรรมเข้าร่วมรัฐบาล จะไม่ทำให้พรรคประชาชนทำงานยากขึ้น โดยกล่าวว่า “ไม่หรอกค่ะ”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์