'ฝ่ายค้านแท้' แค่พรรคครึ่ง - ของร้อน พท. หนังหน้าไฟ ภท. ผ่าน 'รบ.เพื่อนราชการ'

11 มี.ค. 2569 - 19:26

  • 'รัฐบาลภูมิใจไทย' ตั้งรับอิง 'ข้าราชการ' ให้ 'เพื่อไทย' เป็นหนังหน้าไฟ รับเผือกร้อนแทนพรรคร่วม ท่ามกลาง 'ฝ่ายค้าน' ที่ไร้เอกภาพ-มีแต่ความแค้น อำนาจที่แท้จริง ขึ้นอยู่กับดีล 2 พรรคใหญ่

'ฝ่ายค้านแท้' แค่พรรคครึ่ง - ของร้อน พท. หนังหน้าไฟ ภท. ผ่าน 'รบ.เพื่อนราชการ'

ท่ามกลางบรรยากาศทางการเมืองที่ดูเหมือนจะราบเรียบ แต่ลึกลงไปกลับเต็มไปด้วยคลื่นใต้น้ำที่สลับซับซ้อน การปรากฏตัวของฝ่ายค้านหลากเฉดสี ตั้งแต่ "พรรคประชาชน" ที่แบกรับอุดมการณ์ใหม่ "พรรคประชาธิปัตย์" ที่กำลังประคองตัวในมรสุมศรัทธา ไปจนถึงพรรคเกิดใหม่อย่าง "กล้าธรรม" ที่เปรียบเสมือนม้าไม้เมืองทรอยในซีกฝ่ายค้าน

ทั้งหมดนี้กำลังเผชิญหน้ากับรัฐบาลภายใต้การนำของ "เสี่ยหนู-อนุทิน ชาญวีรกูล" ที่ดูจะนิ่งและแกร่งกว่าที่หลายคนคาดคิด

สเปซบาร์ พูดคุยกับ รศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้ไม่เคยเกรงใจความจริง 

สำรวจดูว่าในวันที่ฝ่ายค้านกระจัดกระจาย และรัฐบาลวางหมากแบบ "Passive" แต่กินรวบโครงสร้างข้าราชการ 

'ฝ่ายค้านอาชีพ' ที่เหลือเพียง 1 พรรคครึ่ง เมื่อ 'ความแค้น' นำหน้า 'อุดมการณ์'

เราไม่ได้เห็นเอกภาพของฝ่ายค้าน แต่เราเห็นการรวมตัวของผู้ที่ถูกถีบตกขบวนอำนาจ

รศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

รศ.ดร.พิชญ์ เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นความเป็นจริงว่า ฝ่ายค้านไม่ได้ต้องการรวมกันเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายค้านคือคนที่ต่างคนต่างมีที่มาที่ไปที่ไม่เหมือนกัน เอกภาพของฝ่ายค้านคงไม่มี แต่ถามว่าสีสันในสภามีแน่ เพราะประกอบด้วย 'ฝ่ายค้าน - ฝ่ายแค้น' ต่างคนต่างมีเรื่องราวที่จะต้องมาเช็คบิลกับรัฐบาลทั้งสิ้น แต่ต้องระวังนิดเดียวคือ ฝ่ายค้านบางส่วนเคยเป็นรัฐบาลมาก่อน ก็น่าจะพอมีแผลบ้าง คงต้องเสียเวลาถูกกล่าวหากลับไปกลับมากันบ้าง

"ที่ผมบอกว่ามันจะไม่เต็มประสิทธิภาพเพราะจริงๆ ถ้าถามว่าเป็น 'ฝ่ายค้านอาชีพ' ก็น่าจะมีอยู่สัก 1 พรรคครึ่งเท่านั้นเอง คือพรรคประชาชนกับพรรคประชาธิปัตย์ซีก อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ใช่ซีก ชัยชนะ เดชเดโช และโอกาสที่จะข้ามขั้วในการโหวตหรือการเลือกตั้งครั้งต่อไปก็น่าจะมีอยู่หลายกลุ่ม"

'หนังหน้าไฟชื่อเพื่อไทย' กลยุทธ์แยกส่วนความขัดแย้ง 'รัฐบาลผสม'

หมากเกมนี้คือการผลักเผือกร้อนให้เพื่อไทยรับไปเพียงผู้เดียว เพื่อรักษาเสถียรภาพของพรรคร่วมรัฐบาลที่เหลือ

รศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

ประเด็นที่น่าชวนคิดตามของ รศ.ดร.พิชญ์ คือเรื่อง "เกมสองชั้น" ที่รัฐบาลวางไว้ รศ.ดร.พิชญ์ ตั้งข้อสังเกตว่า คดีร้อนหรือนโยบายที่เป็นสายล่อฟ้า เช่น ประกันสังคม หรือ ประเด็นเกษตรกร ถูกจัดวางไว้อย่างเป็นระบบเพื่อให้ "พรรคเพื่อไทย" เป็นผู้รับหน้าเสื่อ 

เมื่อเกิดความผิดพลาดหรือการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน แรงกระแทกทั้งหมดจะพุ่งไปที่เพื่อไทยโดยตรง ไม่ได้ลามไปถึงตัวนายกรัฐมนตรีหรือพรรคร่วมอย่างภูมิใจไทย

นี่คือวิธี "จำกัดวงความขัดแย้ง" ที่ชาญฉลาด พรรคภูมิใจไทยสามารถลอยตัวเหนือปัญหา และพร้อมจะถอยห่างออกมาวิจารณ์เพื่อไทยร่วมกับสังคมได้ทันทีหากกระแสลบแรงเกินไป 

เพื่อไทยจึงอยู่ในฐานะ "หนังหน้าไฟ" ที่ต้องแบกรับทั้งภาระงานและภาระทางอารมณ์ของประชาชน ในขณะที่อำนาจที่แท้จริงถูกตรึงไว้ด้วยดีลระหว่างพรรคใหญ่ 2 พรรค ที่ไม่มีวันยอมให้ใครแทรกแซงได้ง่ายๆ

"รัฐบาล Passive ที่เป็นมิตรกับข้าราชการ" เสถียรภาพจากการ 'นิ่ง - การ Safe Play'

นายกฯ หนูไม่เคยฝืนระบบราชการ แต่เขาใช้ระบบราชการเป็นกำแพงป้องกันตัวเอง

รศ.ดร.พิชญ์ พงษ์สวัสดิ์

เมื่อถามถึงความมั่นคงของรัฐบาลต่อสถานการณ์โลกที่ผันผวน รศ.ดร.พิชญ์ กลับมองว่ารัฐบาลชุดนี้มีภูมิคุ้มกันที่เรียกว่า "รัฐบาลที่เป็นเพื่อนกับราชการ" ต่างจากรัฐบาลในอดีตที่พยายามจะปฏิรูปหรือกดดันข้าราชการ 

แต่รัฐบาลนี้เลือกที่จะเดินตามเข็มทิศที่ราชการชงมาให้ เน้นความปลอดภัย (Play Safe) และความประนีประนอมเป็นหลัก

ลักษณะของรัฐบาลนี้ จึงไม่ใช่ "เชิงรุก" (Proactive) ที่จะออกไปสู้กับกระแสโลก แต่เป็นรัฐบาล "เชิงรับ" (Passive) ที่จะขยับก็ต่อเมื่อถูกบี้หนักจากสังคมเท่านั้น 

ข้อดีเพียงอย่างเดียวคือเขา "ไม่แบกอีโก้" ไว้เยอะ ใครด่าแรงๆ เขาก็ยอมปรับเพื่อให้เรื่องเงียบไป แต่การจะหวังให้รัฐบาลนี้ลุกขึ้นมานำการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่นั้น เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ตราบใดที่สภายังนิ่งและเสียงในมือยังล้นเหลือเช่นนี้

รศ.ดร.พิชญ์ ทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า "สภานิ่งแบบนี้เพราะเขาตรึงเอาไว้ พรรคใหญ่ 2 พรรค ถ้าคุยกันรู้เรื่องทุกอย่างก็จบ ส่วนฝ่ายค้าน ถ้าไล่บี้รัฐบาล รัฐบาลก็จะค่อยๆ ทำ เพราะเขาบอกแต่แรกแล้วว่า อะไรดีเขาก็ทำ"

นี่คือบทสรุปจากการวิเคราะห์ของ รศ.ดร.พิชญ์ ที่ทำให้เราเห็นว่ากุญแจสำคัญของการเมืองไทยวันนี้ ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครอภิปรายเก่งกว่ากัน แต่อยู่ที่ว่า "ดีล" ระหว่างพรรคใหญ่ จะยังคงเหนียวแน่นไปได้นานแค่ไหน

สุดท้ายแล้ว การตรวจสอบที่แท้จริงอาจไม่ได้เกิดขึ้นในรัฐสภา แต่อาจจะเกิดขึ้นในทุกครั้งที่ประชาชนลุกขึ้นมาตั้งคำถามกับเรื่องร้อนที่พรรคเพื่อไทยถืออยู่ และการบีบให้รัฐบาล "เชิงรับ - Passive" ชุดนี้ต้องเลือกระหว่างการ "เปลี่ยน" หรือ "พัง" ไปพร้อมกับระบบที่พวกเขาพยายามรักษาไว้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์