อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการตรวจสอบร้านสุขสันต์ สถานบันเทิงในจังหวัดขอนแก่นปล่อยให้เด็กอายุ 17 ปีเข้าไปใช้บริการภายในร้านว่า ฝ่ายปกครองของจังหวัดเข้าไปตรวจสอบอยู่ โดยยอมรับว่า ยังไม่ทราบว่า ร้านดังกล่าวมีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ แต่ได้สั่งการตรวจสอบทั่วประเทศอยู่แล้ว
ส่วนปัญหาที่เกิดขึ้นจะมีการเพิ่มความเข้มงวดอย่างไรหรือไม่นั้น หลังมีการปล่อยให้เด็กอายุ 17 ปีเข้าไปใช้บริการ อนุทิน ยอมรับว่า เรื่องดังกล่าว เป็นปัญหา แต่ที่ผ่านมาได้กำชับเข้มงวดในเรื่องของอายุ อาวุธปืน และยาเสพติด
อนุทิน ยังกล่าวถึงผลกระทบปัญหาดังกล่าวต่อการขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงไปถึงเวลาตี 4 โดยย้ำว่า การขยายเวลาเปิด-ปิดสถานบันเทิง มีการกำหนดโซนนิ่ง และต้องอยู่ภายใต้กฎหมาย ซึ่งหากไม่มีใบอนุญาต ก็ขายสุราได้ถึงเที่ยงคืน แต่การกำหนดอายุยังเหมือนเดิมคือ ต่ำกว่า 20 ปี ห้ามเข้าสถานบันเทิง ซึ่งสถานบันเทิงก็ต้องตรวจให้เข้มข้น
อนุทิน ยังกล่าวถึงกรณีที่มูลนิธิเมาไม่ขับออกมาต่อต้านการขยายเวลาเปิดสถานบันเทิงว่า รัฐบาลต้องการสนับสนุนการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผู้ที่ดื่มสุราก็มีโอกาสที่จะถูกด่านตรวจจับแอลกอฮอล์ ถ้ามีแอลกอฮอล์เกินกฎหมายกำหนดก็ต้องถูกจับ ซึ่งทุกจังหวัดมีแผนอยู่แล้ว
อนุทิน ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ มีมติให้ เฉลิมชัย ศรีอ่อน เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์คนใหม่ว่า ขอแสดงความยินดีกับเฉลิมชัยด้วย เนื่องจากเป็นเพื่อนของตนเอง
ส่วนที่หลายฝ่ายมองพรรคเพื่อไทย จะมีอำนาจต่อรองกับพรรคร่วมรัฐบาลมากขึ้น หากจะดึงพรรคประชาธิปัตย์เข้ามาร่วมรัฐบาลนั้น อนุทิน เห็นว่า หากจะคิดแต่เรื่องต่อรองก็ไม่ใช่รัฐบาล เพราะปัจจุบันรัฐบาลมีเสียงในสภาผู้แทนราษฎรมากกว่า 320 เสียงซึ่งมีความมั่นคงแล้ว ไม่มีใครสามารถต่อรองใครได้ และควรทำงานให้เต็มที่มากกว่า เพราะผลงานก็จะเกิดขึ้นกับรัฐบาล แต่เมื่อมีคำว่าต่อรอง จึงดูเป็นเจตนาที่ ไม่ใช่พวกเดียวกัน
ส่วนรัฐบาลปัจจุบันที่มีแล้ว 314 เสียงในสภาผู้แทนราษฎร จะไม่ต้องมีการปรับพรรคร่วมรัฐบาลใดแล้วหรือไม่นั้น อนุทิน มองว่า รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีเสียงเพียง 253 เสียง แต่ก็สามารถอยู่จนครบวาระแม้จะมีวิกฤตทางการเมืองมากมาย แต่ด้วยเพราะพรรคร่วมรัฐบาลมีเจตนารมณ์เดียวกันในการทำงาน
อนุทิน ยังยืนยันว่า ไม่กังวลหากพรรคเพื่อไทย จะนำพรรคประชาธิปัตย์มาต่อรองต่อเงื่อนไขการร่วมรัฐบาลในอนาคต เพราะพรรคภูมิใจไทย จะทำหน้าที่ของให้ดีที่สุด
อนุทิน ยังกล่าวถึงปัญหาการแก้หนี้นอกระบบหลังลูกหนี้รับภาระไม่ไหว จนตัดสินใจจบชีวิตตัวเอง โดยย้ำว่า รัฐบาลไม่ได้มาชดใช้หนี้แทนลูกหนี้ โดยจะเป็นการไกล่เกลี่ยให้ความเป็นธรรมทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งรัฐบาลจะช่วยลูกหนี้ไม่ให้ถูกรังแก แต่ก็ยังมีลูกหนี้บางคนไม่กล้ามาลงทะเบียน โดยจะต้องไปตรวจสอบว่า ถูกข่มขู่หรือไม่ หรือบางคนมีหนี้แบบใช้หมุน ที่บางคนใช้ดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้นแล้ว จึงก็ต้องมาคุยกัน ซึ่งรัฐบาลจะทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย ไม่ใช่การบังคับ เลิกหนี้ แต่หากมีการละเมิดกฎหมายเกิดขึ้น ก็จะต้องทำให้มันถูกต้องตามกฎหมาย
อนุทิน ยังระบุถึงกรณีที่มีผู้เข้าใจผิดระหว่างการแก้หนี้ กับเงินดิจิทัล 10,000 บาท จนทำให้ลูกหนี้หลายคนเข้าใจผิดจะได้เงินในเดือนมีนาคม และจะไปแก้หนี้ ซึ่งเป็นคนละเรื่อง และคนละประเด็นกัน




