สมศักดิ์ เทพสุทิน รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีตำรวจไซเบอร์นำหมายศาล พร้อมกองกำลังคอมมานโดเข้าบุกค้นบ้าน 4 หลังภายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่หลังสโมสรตำรวจ ซ.วิภาวดีรังสิต 60 แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กทม. ซึ่งเป็นบ้านของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติว่า ส่วนตัวไม่ทราบเรื่องที่นายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยคณะกรรมการชุดดังกล่าวจะเป็นคนนอกทั้งหมดมาตรวจสอบคงเป็นความคิดของผู้บริหารที่อยากให้มีการแก้ไขปัญหา ให้จบสิ้น และสิ้นข้อสงสัยจากสังคม จึงเอาภาคส่วนสังคมไปตรวจสอบ พร้อมปฏิเสธตอบคำถามเรื่องเกมส์การเมืองภายในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และไม่ขอลงรายละเอียดเกี่ยวการขอหมายศาลตรวจค้นโดยระบุเพียงเลขที่บ้าน แต่ไม่ระบุชื่อเจ้าของบ้าน
สมศักดิ์ ยังเปิดเผยอีกว่า ส่วนตัวยังมีแนวคิดให้คณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินตามกรอบการปฏิรูปประเทศยุทธศาสตร์ชาติ (ปยป.) ไปพิจารณากฎหมายการพนันที่มีอยู่แล้ว เช่น การชนวัวในภาคใต้ และการชนไก่ ซึ่งเป็นการพนันที่อนุญาตให้ทำได้ แต่ภาครัฐและประชาชนไม่ได้รับประโยชน์ หากพัฒนาให้จัดเก็บภาษีอย่างถูกต้อง เชื่อว่า จะเกิดเป็นเงินงบประมาณจำนวนมาก ที่สามารถนำมาใช้ช่วยเหลือ เด็ก คนพิการ และผู้สูงอายุ รวมถึงใช้เป็นงบประมาณในการตรวจสอบเหล่านี้ได้ แต่ที่ผ่านมาการพนันที่ได้รับอนุญาต มีเพียงการจัดเก็บค่าธรรมเนียมในอัตรา 500-1,000 บาทเท่านั้น
ส่วนกรณี ครม.มีมติต่ออายุ พรก.ฉุกเฉิน ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้อีก 1 เดือน โดยมอบสมศักดิ์เป็นประธานการประชุม กบฉ. แทน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีนั้น ได้สั่งการให้รับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมจากผู้นำกลุ่มต่างๆ ทั้ง ผู้นำศาสนา ผู้นำโรงเรียน หรือนักการเมืองในพื้นที่ ทั้ง กำนัน ผู้ใหญ่บ้านด้วย เพราะปกติจะมีการรับฟังความคิดเห็นจากฝ่ายกองทัพ ฝ่ายปกครองและตำรวจเท่านั้น ซึ่งผลการรับฟังความคิดเห็นในช่วงที่ผ่านมา หลายฝ่ายอยากให้มีการปรับมาตรการบางอย่างบางอย่างให้มีความมั่นคงปลอดภัย ซึ่งหากครบระยะเวลา 1 เดือน ก็จะนำมาเข้าคณะรัฐมนตรี ในวันที่ 17 ตุลาคมนี้ ซึ่งจะเป็นแนวทางการปฏิบัติรูปแบบใหม่ แต่คงไม่สามารถยกเลิก พรก.ฉุกเฉินในพื้นที่ 22 อำเภอได้ เพราะอันตรายเกินไป หากจะด่วนตัดสินใจ
อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย จะทำให้การทำงานในจังหวัดภาคใต้หรือทั่วประเทศได้ประโยชน์ เพราะเจ้าหน้าที่จะต้องบันทึกภาพและเสียง ตั้งแต่ช่วงระยะเวลาในการจับกุมตัว จนถึงขั้นตอนการส่งตัวไปยังพนักงานสอบสวน และจะทำให้เจ้าหน้าที่ละเอียดรอบคอบ ดังนั้นในการปฎิบัติการของเจ้าหน้าที่น่าจะไม่มีปัญหา แต่ประชาชนอาจจะยังมีความห่วงใย จึงต้องใช้เวลาในการปรับ แต่กรอบการขยายระยะเวลา พรก.ฉุกเฉินคงอยู่ที่ทุกๆ 3 เดือน ตามที่กฎหมายระบุไว้สูงสุด




