ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาคนที่หนึ่ง แถลงสรุปรายละเอียดโครงการดูงานที่ประเทศสิงคโปร์ของสภาผู้แทนราษฎร โดยปดิพัทธ์ ระบุว่า สรุปค่าใช้จ่ายจากงบประมาณที่ตั้งไว้ 1,493,800 บาท ใช้จริงไป 917,009.51 บาท ถือว่าใช้ต่ำกว่าที่ตั้งไว้ประมาณ 500,000 บาท ทั้งนี้ ในเรื่องของงบรับรองตั้งไว้ 200,000 บาทใช้จริงไป 61,742 บาท ส่งคืนคลังจำนวน 138,257 บาท ซึ่งรายละเอียดในการใช้จ่าย หมดไปกับการรับรองใช้ใน 2 งานหลัก คืองานเลี้ยงรับรองนักศึกษาและคนทำงานไทยในสิงคโปร์ที่ได้เชิญมาหารือกันในสถานทูตไทยประจำประเทศสิงคโปร์ รวมถึงรับรอง สส.สิงคโปร์ ส่วนที่เหลือเป็นค่าใช้จ่ายเล็กๆน้อยๆ
ปดิพัทธ์ กล่าวว่า ในส่วนของรายละเอียดงานอยู่ระหว่างการรวบรวมรายงาน สิ่งที่พบมี 3 ประเด็น ประเด็นแรกเราต้องเตรียมความพร้อมในด้านกฎหมาย ที่จะทำให้การพัฒนาอุตสาหกรรมรถไฟฟ้าในอนาคต โดยได้พบกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมรถไฟฟ้าแบตเตอรี่ พบว่าหากประเทศไทยไม่เตรียมโครงสร้างทางกฎหมายรองรับ การพัฒนาอุตสาหกรรม EV ในประเทศไทยเป็นไปไม่ได้ เช่นเรายังไม่มีการตกลงกันเรื่องเบ้าชาร์จรถไฟฟ้า ทุกคนอยากมีรถไฟฟ้า แต่ยังไม่ตกลงเรื่องกระบวนการชาร์จ ยังไม่ตกลงกันเรื่องรูปแบบของตัวถัง ที่จะมีการใช้แบตเตอรีของทุกค่ายผู้ผลิต ซึ่งทั้งหมดต้องใช้มาตรการที่ออกแบบโครงสร้างทางกฎหมายที่เตรียมไว้ก่อน ผู้ประกอบการจึงสามารถลงทุนและสามารถที่จะดำเนินการได้ ตนจะส่งให้พรรคการเมืองต่างๆ เพื่อพิจารณา
เรื่องที่สองเป็นเรื่องปัญหาความท้าทายคนไทยที่ทำงานในระดับโลกอยู่ที่สิงคโปร์ ที่ไม่สามารถกลับประเทศไทยได้ เนื่องจากหลายปัจจัย เช่น ระบบเศรษฐกิจที่ยังไม่พร้อม ยังไม่ดึงดูดชาวต่างชาติมาทำงานในประเทศไทย เนื่องจากไม่มีมาตรการทางภาษีในการสนับสนุน ปัญหา Open Data ยังไม่มีเพียงพอที่ทำให้บริษัทมาลงทุนในประเทศไทยได้
ประเด็นที่สาม เรื่องแรงงานไทยในสิงคโปร์ ได้มีโอกาสไปเยี่ยมพบว่า ในขณะที่เราได้ยินการอภิปรายเรื่องปัญหาแรงงานไทยในต่างประเทศ โดยเฉพาะแรงงานไทยที่เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ประเทศฟินแลนด์ ประเทศสิงคโปร์ไม่มีรายงานเรื่องนี้ แรงงานไทยเต็มใจและตั้งใจที่จะอยู่สิงคโปร์ แต่ต้องเป็นแรงงานที่มีทักษะสูงเท่านั้น และต้องการการสนับสนุนจากการที่แรงงานไทยจะสามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดีขึ้น และมีลักษณะที่ดีขึ้น เพื่อทำให้เราแข่งขันในตลาดแรงงานที่มีทักษะสูงขึ้น
ส่วนการพัฒนาสภาให้ก้าวหน้าและโปร่งใส ปดิพัทธ์ กล่าวว่า ในสภาสิงคโปร์มีระบบที่ต่างกับประเทศไทยมาก ประเทศสิงคโปร์ลงทุนกับประสิทธิภาพของสภาสูงมาก ก็พบว่า สภาสิงคโปร์มีขนาดเล็ก เนื่องจากประเทศเล็ก มีเจ้าหน้าที่เพียงหลักร้อยคน แต่สามารถตัดสินใจเรื่องสำคัญของประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากให้คุณภาพกับการประชุมสูงมาก
“ประชุมเต็มที่เดือนละ 1-2 ครั้ง ครั้งละ 3-4 วันประชาชนสามารถนั่งในสภาได้ทั้งวัน เพื่อดูเรื่องการดีเบต การเสนอญัตติ และการตัดสินใจต่างๆของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เพราะฉะนั้นในสภาชุดนี้ผมจะมีส่วนที่ทำให้ประชาชนมาสามารถนั่งดูได้” ปดิพัทธ์ กล่าว
ปดิพัทธ์ ย้ำว่า เรื่องเทคโนโลยีสารสนเทศ เราไม่สามารถทำ Open Parliament ได้ ถ้ายังไม่มีนโยบายคลาวด์ ข้อมูลที่อยู่ในสำนักประชุม สำนักชวเลขไม่สามารถที่จะเปลี่ยนเป็นดิจิทัลให้ทันสมัยขึ้นได้ เรื่องนี้จะนำเข้าสู่กรรมการ ICT ของรัฐสภา เพราะว่าการลงทุนในระบบคลาวด์จะทำให้เกิดความคุ้มค่าในอนาคต เพื่อทำให้การทำงานของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทันสมัยที่สุด และสื่อมวลชนสามารถเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีข้อมูลมากมายของสภาได้อย่างไร้รอยต่อให้ได้มากที่สุด
ปดิพัทธ์ ยังกล่าวถึงข้อครหาในการดูงาน ว่า ในส่วนของคนที่ไป ก็จะมีสมาชิกที่ตามไปและกลับก่อน สมาชิกที่ตามไป ได้แก่ วรภพ วิริยะโรจน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล เนื่องจากติดโควิด-19 ส่วนสมาชิกที่กลับก่อนมี 2 คน ได้แก่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล และศรัณย์ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคเพื่อไทย ที่ทั้งคู่ติดภารกิจ แต่ได้มีการปรับตารางดูงานแล้ว
ส่วนเรื่องภาพการดื่มเบียร์ ปดิพัทธ์ กล่าวว่า มีความเข้าใจผิดว่าไปในช่วงเทศกาลคราฟท์เบียร์ ยืนยันว่า เราไม่ได้ไป เราไปแคมป์คนงาน และได้พบคนงานกว่า 30 คน เราพูดคุยกันเรียบร้อย แล้วมีการเชิญชวนกันว่าไปดูสถานที่ในหอพัก พบพวกเขากินอยู่อย่างไร เราได้ไปเยี่ยมสอบถามสารทุกข์สุขดิบ จึงเกิดภาพแบบที่เห็นขึ้นมา และไม่ได้เป็นภาพในร้านอาหาร แต่เป็นภาพในโรงอาหารในไซต์คนงานอยู่แล้ว
“ผมถือกระป๋องเบียร์ และก็ชนในวงต่างๆทำให้พวกเขากล้าที่จะพูดคุยกับผมมากขึ้น กล้าที่จะพูดคุยเรื่องความเป็นอยู่ ทำให้เกิดบรรยากาศแลกเปลี่ยน” ปดิพัทธ์ กล่าว
เมื่อถามว่า ยังมีคนมองว่าไม่เหมาะสมเพราะเป็นช่วงเวลาของการดูงานอยู่ ปดิพัทธ์ กล่าวว่าภาพลักษณ์ต้องพิสูจน์ด้วยการทำงาน จนไม่สามารถแก้ตัวได้ เพราะก็ดื่ม แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่เลิกงาน ชีวิตส่วนตัวพร้อมถูกตรวจสอบ และสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้ แต่เรื่องดังกล่าว จะถูกตรวจสอบเพื่อนำไปสู่อะไร เหตุผลของการตรวจสอบเป็นอย่างไร และตรวจสอบทุกหน่วยงานเท่าเทียมกันหรือไม่ นี่เป็นคำถามที่ต้องถามกลับไปยังผู้ที่ต้องการตรวจสอบ แต่หากภาพลักษณ์ ทำให้น่าเชื่อถือทำงานในสภาฯ แล้วไม่ทำให้เกิดความเชื่อมั่น ก็พร้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์
ปดิพัทธ์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่เคยกล่าวไว้ก่อนไปว่า จะไปในฐานะทูตและเกิดภาพดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่า เหมาะสมหรือไม่นั้น ก็คิดว่าการชนแก้วในทุกวาระโอกาส ซึ่งได้เข้าพบกับเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย รวมถึงพบกับสส.ของประเทศสิงคโปร์ ก็มีการดื่มไวน์กัน ซึ่งเป็นเครื่องดื่มเท่านั้น ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับศักดิ์ศรี ซึ่งดื่มไวน์กับเจ้าหน้าที่ระดับสูง และดื่มแอลกอฮอล์กับคนไทยที่ไปทำงานในประเทศสิงคโปร์ เป็นสถานการณ์ปกติไม่ได้มีผลต่อภาพลักษณ์แต่อย่างใด
ปดิพัทธ์ ยังเปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจรับอาคารรัฐสภาว่า ได้หารือกับกรรมการตรวจรับงาน เรียบร้อยแล้ว ภายหลังได้หลังเรียกมาชี้แจง ซึ่งมีความเห็นแย้งที่จะตรวจรับ ไม่ตรงตามแบบ 6 จุด และเบื้องต้นได้ทำความเห็นแย้ง ส่งเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแล้ว อำนาจชี้ขาด อยู่ที่ เลขาฯสภา แต่ตอนนี้เลขาฯสภากำลังจะเกษียณ อยู่ที่ว่า จะจัดการให้แล้วเสร็จทันหรือไม่ หรือจะรอรักษาการ เพื่อรอการแต่งตั้ง เลขาฯสภา ต่อไป แต่ส่วนที่จะดำเนินการต่อ คือเตรียมที่จะเสนอประธานสภาฯ ตั้งคณะกรรมการ เพื่อตรวจสอบว่าการที่ถูกบริษัทผู้รับจ้าง ฟ้องต่อสภาฯกว่าหมื่นล้านบาทนั้น เป็นธรรม และชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ ใครต้องรับผิดชอบ และการต่อสู้ในคดี ซึ่งคณะกรรมการ จะมาจาก 2 ปีก คือ สว. และ สส. และจะต้องยุติข้อพิพาทนี้ให้ได้ เชื่อว่า เลขาฯจะตัดสินใจ อย่างรอบคอบที่สุด แต่ถ้าตัดสินใจไม่ได้ และต้องรอเลขาสภาฯ คนใหม่ ก็ต้องติดตามต่อไป




