ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฏร คนที่ 1 ชี้แจงความคืบหน้าในการตรวจรับอาคารรัฐสภา โดยได้อธิบายว่า เจ้าตัวไม่ใช่คนมีอำนาจโดยตรง หรืออำนาจเซ็นรับ เนื่องจากผู้จ้าง กับผู้ว่าจ้าง คือสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กับทางบริษัทที่รับจ้างโดยตรง
“ขอย้อนไปที่ไทม์ไลน์ในช่วงเวลาของการก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 30 เม.ย. 2556 ที่มีการลงนามในสัญญาเลขที่ 116 / 2556 ซึ่งจะต้องมีการส่งมอบที่ดินในวันที่ 7 มิ.ย. 2556 และมีกำหนดระยะเวลาก่อสร้างให้แล้วเสร็จภายในเวลา 900 วัน หรือคือภายในวันที่ 24 พ.ย. 2558 แต่ติดปัญหาเรื่องการส่งมอบพื้นที่ล่าช้า จึงมีการขยายระยะเวลาก่อสร้างทั้งหมด 4 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 1864 วัน โดยไม่มีการคิดค่าปรับ ซึ่งการขยายสัญญานี้ จะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธ.ค. 2563 หลังจากนั้นเมื่อผู้รับจ้างไม่สามารถส่งมอบงานตามระยะเวลาที่กำหนดได้ สำนักงานเลขาธิการสภาฯ จึงสามารถคิดค่าปรับได้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2564 เป็นต้นมา จนมาถึงวันที่ 18 ก.ย. 2566” ปดิพัทธ์ กล่าว
ทั้งนี้ ได้รับข้อมูลจากคณะกรรมการตรวจการจ้าง ว่ามีการประชุมหารือเพื่อการรับมอบงานจากผู้รับจ้าง และขณะนี้ ก็อยู่ระหว่างการพิจารณา ดังนั้น ระยะเวลารวมที่ก่อสร้างล่าช้าคือ 990 วัน โดยค่าปรับตามสัญญากำหนดให้คำนวณค่าปรับเป็นรายวัน วันละ 0.1% จากราคาตามมูลค่าของสัญญา หรือวันละ 12,280 ล้านบาท
ปดิพัทธ์ กล่าวอีกว่า ประการที่หนึ่ง ผู้รับจ้างได้ขอใช้สิทธิ์ในตามมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการในช่วงการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่หน่วยงานรัฐได้ให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประกอบการ โดยให้คิดค่าปรับเป็นศูนย์ เป็นเวลา 827 วัน ทั้งนี้ จากการที่คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กรมบัญชีกลาง โดยคณะกรรมการว่าด้วยการพัสดุของส่วนราชการสังกัดรัฐสภา (กวพ.รส.) ซึ่งได้นำมาปรับใช้กับสัญญาก่อสร้าง ซึ่งมีการขยายเพิ่มเติมสัญญาครั้งที่ 15 ให้เป็นไปตามแนวทางของรัฐบาลในสมัยนั้น โดยมีการงดหรือลดค่าปรับเต็มจำนวนถึง 10,155,560,000 บาท ทำให้เราไม่สามารถคิดค่าปรับขั้นต่ำกับทางผู้รับจ้างได้
ประการที่สองคือ จากกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้นำมาตรการช่วยเหลือกรณีค่าแรง 300 บาท ตามมาตรการการให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ในลดค่าปรับให้แก่ผู้รับจ้างเป็นเวลา 150 วัน ซึ่งหากมีการแก้ไขสัญญาการก่อสร้างจริง จะถือเป็นการงดเว้นค่าปรับให้ผู้รับจ้างอีก 1,842 ล้านบาท โดยทั้งสองกรณีที่กล่าวมาข้างต้น ผู้รับจ้างจะได้รับการยกเว้นค่าปรับรวมทั้งหมด 11,997,560,000 บาท ที่ทำให้เราไม่สามารถคิดค่าปรับได้
นอกจากนี้ ยังมีค่าใช้จ่ายในการควบคุมงาน และที่ปรึกษาบริหารโครงการ วันละ 332,140 บาท เป็นเวลา 990 วัน นับตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2564 ถึง 18 ก.ย. 2566 รวมเป็นยอดสุทธิ 328,818,600 บาท เนื่องจากผู้รับจ้างทำงานไม่แล้วเสร็จภายในเวลากำหนด ทำให้ผู้รับจ้างจะต้องจ่ายเงินดังกล่าวให้แก่ผู้ควบคุมงาน และที่ปรึกษาบริหารโครงการ
“จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดภายใต้การนำของเลขาธิการสภาฯ คนเดิม เราจึงยังไม่สามารถตรวจรับงาน และยังไม่มีการเซ็นรับอาคารรัฐสภาแห่งนี้ ซึ่งเรื่องนี้ก็ต้องดำเนินการต่อในส่วนของรักษาการเลขาธิการสภาฯ ว่าจะมีจัดการเรื่องนี้อย่างไร โดยความเห็นของเสียงข้างน้อยนั้น ผู้รับจ้างจะสามารถแก้ไขได้หรือไม่อย่างไร จะมีการเริ่มคิดค่าปรับจากการที่ไม่สามารถทำให้ตรงตามแบบเริ่มต้นหรือไม่ ตั้งแต่เมื่อไหร่ อย่างไร และฝ่ายกฎหมายของสภาฯ จะสามารถทำอะไรได้บ้าง แต่สิ่งที่เราต้องติดตามต่อไปคือเรื่องของการแก้ไขสัญญา และเรื่องของมาตรการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ที่มีมูลค่ากว่า 1,824 ล้านบาท” ปดิพัทธ์ กล่าว
ส่วนกรณีการเปลี่ยนเลขาธิการสภาฯ จะทำให้การตรวจสอบสะดุดหรือล่าช้าหรือไม่นั้น ปดิพัทธ์ ชี้แจงว่า คณะกรรมการตรวจรับยังคงเป็นชุดเดิม ถึงอย่างไร การลงนามท้ายสุดเพื่อส่งมอบอาคารรัฐสภา ยังคงต้องใช้อำนาจของเลขาธิการสภาฯ โดยรักษาการเลขาธิการสภาฯ สามารถทำแทนได้
เมื่อถามถึงกรณีของค่าปรับงวดที่ 2 จะต้องมีการแก้ไขสัญญาหรือไม่ ปดิพัทธ์ ชี้แจงว่า ผลจากมาตรการของรัฐบาลในอดีต สืบเนื่องจากปี 2557 ทั้งเรื่องการก่อสร้างล่าช้า และการย้ายพื้นที่ เรื่องเหล่านี้มีหลายภาคส่วนเกี่ยวข้อง ต้องทำประเด็นให้ชัดเจน และคณะกรรมการต้องใส่รายละเอียดทั้งหมดในรายงาน
เมื่อถามถึงการประเมินไว้ว่าจะสามารถตรวจรับอาคารรัฐสภาได้ภายในช่วงเวลาใดนั้น ปดิพัทธ์ กล่าวว่า ขณะนี้ในคณะกรรมการยังคงมีความเห็นแย้งกันอยู่ รวมถึงสัญญาก็ระบุว่า อาคารรัฐสภาต้องมีความสมบูรณ์ 100% เท่านั้น จึงจะสามารถส่งมอบได้
ส่วนประเด็นอีก 6 จุดของรัฐสภา ที่ยังมีความไม่สมบูรณ์ตามแบบ ปดิพัทธ์ กล่าวว่า หากยืนตามคณะกรรมการเสียงข้างมาก จะต้องไปแก้ในสัญญา ถ้ายืนตามคณะกรรมการเสียงข้างน้อย ผู้รับเหมาจะต้องไปแก้ไขจุดเหล่านั้นให้ถูกต้องตามแบบ อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ต้องใช้เหตุใช้ผลกัน เนื่องจากเวลาผ่านมานาน จะปรับแก้ให้สมบูรณ์ตามแบบเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คงค่อนข้างยาก




