ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคก้าวไกล พร้อมผู้เสียหายจากคดีทุจริตบ้านพักสวัสดิการทหาร และทนายความ ยื่นฟ้องศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เอาผิดเจ้ากรมสวัสดิการทหารบก และพวก รวม 25 คน
โดย ปดิพัทธ์ เปิดเผยว่า ภายหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประเด็นการทุจริตบ้านพักสวัสดิการทหารบก และ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ท้าให้ส่งหลักฐาน จากนั้น 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้นำหลักฐานไปยื่นที่สำนักนายกรัฐมนตรี แต่ผ่านมา 5 เดือน คดีไม่มีความคืบหน้า ซึ่งในการอภิปรายที่ผ่านมา ได้เปิดเผยหลักฐานที่ส่วนใหญ่มาจาก 2 ผู้เสียหาย ว่าการทุจริตบ้านพักสวัสดิการทหาร มีการเรียกรับสินบน 5% และอมส่วนต่างค่าบ้าน จนนำไปสู่ความกดดันของทหาร ทำให้เกิดเหตุกราดยิงที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่รับรู้ภายในกองทัพ แต่ไม่มีการลงโทษใดๆ
เมื่อผู้เสียหายยื่นหลักฐานไปยังกรมสวัสดิการทหารบก และกระทรวงกลาโหม ปรากฏว่ามีการลงโทษผู้กระทำผิดเพียงงดบำเหน็จครึ่งปี ส่วนอีกถูกกักตัวเพียง 7 วัน ทำให้เห็นถึงความไม่ชอบธรรม ทั้งที่ผู้บัญชาการทหารบก น่าจะรับรู้เรื่องทั้งหมด และการที่โครงการบ้านพักทหาร เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2553 และสิ้นสุดโครงการในปี 2564 เป็นระยะเวลากว่า 10 ปี เป็นช่วงเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จึงควรมีส่วนรับผิดชอบด้วย วันนี้จึงนำหลักฐานมายื่นฟ้องที่ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อเป็นการช่วยเหลืออีกหนึ่งช่องทาง เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดเรื่อง ผู้เสียหายถูกกดดันอย่างหนัก
ด้านทนายความ เปิดเผยว่า เบื้องต้น ได้ยื่นฟ้องข้าราชการทหาร 23 นาย ซึ่งทั้งหมดอยู่ในกรมสวัสดิการบก และมีพลเรือนอีก 2 คน ใน 2 ข้อหา คือร่วมกันกับเจ้าพนักงานเรียกรับ ยอมรับทรัพย์สิน และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งข้าราชการมีตั้งแต่ทหารยศนายพล, นายพัน, เจ้าพนักงานราชการในสังกัด ตำแหน่งสูงสุดเป็นถึงเจ้ากรมสวัสดิการทหารบก ซึ่งมีการร่วมกระทำผิดแล้วกว่า 200 ครั้ง เช่น การเรียกร้องเงิน 5% จากผู้เสียหาย และค่าตรวจหลักทรัพย์ ค่าดูแลแฟ้มลูกค้าที่มาซื้อที่ดิน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 44 ล้านบาท
ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ต่อสู้มาตั้งปี 2563 ที่ผ่านมาได้ไปเรียกร้องมาทุกช่องทาง แต่กลับไม่ได้รับความช่วยเหลือ และหวังว่าศาลฯ จะเป็นที่พึ่งสุดท้าย เพราะที่ผ่านมาครอบครัวได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ถึงขั้นลูกไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะกลัวจะไม่ปลอดภัย ทั้งนี้ มั่นใจในพยานหลักฐาน และอาจมีการฟ้องเพิ่มเติม หากพบข้อมูลผู้กระทำผิด
โดย ปดิพัทธ์ เปิดเผยว่า ภายหลังอภิปรายไม่ไว้วางใจ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประเด็นการทุจริตบ้านพักสวัสดิการทหารบก และ พล.อ.ประยุทธ์ ได้ท้าให้ส่งหลักฐาน จากนั้น 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้นำหลักฐานไปยื่นที่สำนักนายกรัฐมนตรี แต่ผ่านมา 5 เดือน คดีไม่มีความคืบหน้า ซึ่งในการอภิปรายที่ผ่านมา ได้เปิดเผยหลักฐานที่ส่วนใหญ่มาจาก 2 ผู้เสียหาย ว่าการทุจริตบ้านพักสวัสดิการทหาร มีการเรียกรับสินบน 5% และอมส่วนต่างค่าบ้าน จนนำไปสู่ความกดดันของทหาร ทำให้เกิดเหตุกราดยิงที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งเรื่องนี้เป็นที่รับรู้ภายในกองทัพ แต่ไม่มีการลงโทษใดๆ
เมื่อผู้เสียหายยื่นหลักฐานไปยังกรมสวัสดิการทหารบก และกระทรวงกลาโหม ปรากฏว่ามีการลงโทษผู้กระทำผิดเพียงงดบำเหน็จครึ่งปี ส่วนอีกถูกกักตัวเพียง 7 วัน ทำให้เห็นถึงความไม่ชอบธรรม ทั้งที่ผู้บัญชาการทหารบก น่าจะรับรู้เรื่องทั้งหมด และการที่โครงการบ้านพักทหาร เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2553 และสิ้นสุดโครงการในปี 2564 เป็นระยะเวลากว่า 10 ปี เป็นช่วงเวลาที่ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จึงควรมีส่วนรับผิดชอบด้วย วันนี้จึงนำหลักฐานมายื่นฟ้องที่ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง เพื่อเป็นการช่วยเหลืออีกหนึ่งช่องทาง เพราะที่ผ่านมาตั้งแต่เกิดเรื่อง ผู้เสียหายถูกกดดันอย่างหนัก
ด้านทนายความ เปิดเผยว่า เบื้องต้น ได้ยื่นฟ้องข้าราชการทหาร 23 นาย ซึ่งทั้งหมดอยู่ในกรมสวัสดิการบก และมีพลเรือนอีก 2 คน ใน 2 ข้อหา คือร่วมกันกับเจ้าพนักงานเรียกรับ ยอมรับทรัพย์สิน และปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งข้าราชการมีตั้งแต่ทหารยศนายพล, นายพัน, เจ้าพนักงานราชการในสังกัด ตำแหน่งสูงสุดเป็นถึงเจ้ากรมสวัสดิการทหารบก ซึ่งมีการร่วมกระทำผิดแล้วกว่า 200 ครั้ง เช่น การเรียกร้องเงิน 5% จากผู้เสียหาย และค่าตรวจหลักทรัพย์ ค่าดูแลแฟ้มลูกค้าที่มาซื้อที่ดิน มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 44 ล้านบาท
ผู้เสียหาย เปิดเผยว่า ต่อสู้มาตั้งปี 2563 ที่ผ่านมาได้ไปเรียกร้องมาทุกช่องทาง แต่กลับไม่ได้รับความช่วยเหลือ และหวังว่าศาลฯ จะเป็นที่พึ่งสุดท้าย เพราะที่ผ่านมาครอบครัวได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก ถึงขั้นลูกไม่ได้เรียนหนังสือ เพราะกลัวจะไม่ปลอดภัย ทั้งนี้ มั่นใจในพยานหลักฐาน และอาจมีการฟ้องเพิ่มเติม หากพบข้อมูลผู้กระทำผิด






