ข้องใจ! ไม่ให้ ‘ก้าวไกล’ แก้ต่างปม ‘แก้ ม.112’

14 มี.ค. 2567 - 12:15

  • ‘ปดิพัทธ์’ ชี้เร็วเกินไปที่จะคุยเรื่องยุบพรรคก้าวไกล ลั่นขอทำงานเต็มที่ ไม่ให้เสียสมาธิ ถึงเวลาค่อยเตรียมตัว

  • ข้องใจ! ไม่เปิดโอกาสให้แก้ต่างปม ‘แก้ ม.112’ เหน็บศาลที่ไม่ไต่สวนมีแค่ ‘ศาลทหาร-ศาลศาสนา’

Padipat_said_too_early_to_talk_about_the_dissolution_of_Move_Forward_Party_SPACEBAR_Hero_8c5f5b5390.jpg

กลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหญ่ สำหรับกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งคำร้องยุบพรรคก้าวไกล ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย จากการใช้นโยบายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หาเสียง เข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ซึ่งส่งผลให้คณะกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล เข้าข่ายถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 10 ปี หากศาลวินิจฉัยให้ยุบพรรค 

และหนึ่งในคณะกรรมการบริหารพรรคก้าวไกล ในขณะนั้นก็คือ ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่ 1

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้ ปดิพัทธ์ มองว่า ยังเร็วเกินไปที่จะคุยเรื่องยุบพรรค วันนี้สิ่งที่ต้องตั้งหลักก็คือในหลักนิติรัฐและนิติธรรมของประเทศนี้เป็นอย่างไร

ทำไมถึงมองว่า เรื่องยุบพรรคเป็นเรื่องปกติ ถ้าเอาเวลาไปทุ่มเท ก็จะเสียเวลากับการคิดว่า ทำไมถึงยุบพรรค แล้วไปอยู่ที่ไหน อย่างไรมันเสียสมาธิทำงาน ดังนั้น ตอนนี้เดินหน้าทำงานเต็มที่ รู้ข้อจำกัดของกฎหมาย เพราะฉะนั้น ใช้เวลาเวลาที่เหลืออยู่ ไม่ว่าจะสั้นหรือยาวให้ดีที่สุด เท่านั้นพอแล้ว หากมีคำวินิจฉัยจริงๆ มีเดดไลน์ (deadline: เส้นตาย) ค่อยเตรียมตัว

ปดิพัทธ์ สันติภาดา

ส่วนกรณีที่มีการวิเคราะห์ว่า สามารถใช้คำวินิจฉัยเมื่อครั้งที่แล้วได้เลยนั้น ปดิพัทธ์ ได้ถามกลับว่า ศาลที่ไม่ต้องไต่สวนคือศาลอะไร ตนคิดว่าศาลที่ไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกกล่าวหาได้ชี้แจง ถ้าย้อนไปได้ มีแค่ 2 ศาลเท่านั้นก็คือ ศาลทหาร กับ ศาลศาสนา ดังนั้น หากระบบศาลไม่เปิดโอกาสให้ชี้แจง ก็คงต้องมีการตั้งคำถามกับระบอบความยุติธรรม

การจะกล่าวหาข้อกล่าวหาที่รุนแรงขนาดนี้ เป็นข้อกล่าวหาที่พิสูจน์ด้วยหลักฐาน เช่น ไม่ได้ขับรถเร็วเกินอัตรา แต่บอกว่าเป็นการล้มล้างการปกครอง แล้วบอกไม่ต้องมาชี้แจง นั่นผิดทันที เรื่องนี้ทั้งประชาคมโลกและสังคมไทย จะมีคำถามกับระบบยุติธรรมมากมาย

ปดิพัทธ์ สันติภาดา

Padipat_said_too_early_to_talk_about_the_dissolution_of_Move_Forward_Party_SPACEBAR_Photo01_cf85fae9b3.jpg

โวย ‘ยุบพรรค’ ทำให้ประเทศไทยล้าหลัง อ้างคนจะมอง ‘ก้าวไกล’ ถูกตั้งธงปองร้าย

ขณะที่ รังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล มองกรณี กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคก้าวไกล ว่า ต้องเตรียมการรับมือในทุกรูปแบบ โดยโฟกัสไปที่การต่อสู้ทางคดีไม่ให้พรรคก้าวไกลถูกยุบ พยายามชี้ให้องค์กรที่มีอำนาจเข้าใจว่า การยุบพรรคไม่ได้ช่วยอะไร ไม่ได้ทำให้การเมืองดีขึ้น ทั้งนี้ กกต.ซึ่งเป็นองค์กรที่ต้องทำให้การเลือกตั้งเป็นธรรม เป็นส่วนสำคัญในการทำให้กระบวนการทางการเมืองไปต่อได้ แต่การยุบพรรคทำให้ประเทศไทยอยู่กับที่ หรือล้าหลัง แล้วจะทำแบบนี้ต่อไปทำไม

สิ่งที่อยากชวนให้ทุกคนคิด คือ ไม่ใช่แค่การยุบพรรค แต่ต้องให้ความเป็นธรรมกับเราด้วย เพราะกรณี กกต.มีมติออกไป แต่ไม่ได้มีกระบวนการให้เราเข้าชี้แจงโต้แย้งเลย อยู่ๆ รวบรัดตัดความ กกต.จะอ้างว่าฟังเป็นที่ยุติแล้วนั้น คงไม่ได้ กกต.เป็นองค์กรที่ใช้อำนาจ มีดุลพินิจจึงต้องฟังว่า พรรคก้าวไกลมีเหตุผล มีหลักฐาน มีข้อโต้แย้งอะไรบ้าง หากไม่ให้กระบวนการแบบนี้กับเรา แล้วสุดท้ายสังคมไทยจะอยู่กันได้อย่างไร จะถูกมองว่าทำไมพรรคก้าวไกลถึงโดนแบบนี้ ทำไมกรณีของพรรคภูมิใจไทยถึงแตกต่างกัน คนจะรู้สึกว่าพรรคก้าวไกลถูกปองร้ายโดยมีธงทางการเมือง ซึ่งอาจจะมีหรือไม่มีก็ไม่ทราบ แต่ที่สุดถ้าสังคมขาดความเชื่อมั่นในระบบการเมือง ระบบการเมืองก็ไปต่อไม่ได้

รังสิมันต์ โรม

ยกสังคมโลกอาจมองเป็นการทำลาย ‘ฝ่ายค้าน’ ยันเสนอกฎหมาย-ออกแคมเปญตามขั้นตอน

รังสิมันต์ ระบุอีกว่า อีกประการหนึ่งที่หลายคนอาจยังไม่พูดกัน เนื่องจากพรรคก้าวไกลเป็นหนึ่งในพรรคของฝ่ายค้าน กรณีพรรคก้าวไกลถูกยุบ การทำงานของฝ่ายค้านจะเป็นอย่างไรต่อไป สังคมโลกจะมองว่า สุดท้ายนี่เป็นกระบวนการทำลายฝ่ายค้านหรือไม่

ยืนยันว่าสิ่งที่เราได้ทำ ทั้งการออกแคมเปญเลือกตั้ง กกต.ก็รับรองว่าเป็นนโยบายของพรรคก้าวไกล หรือแม้กระทั่งการยื่นกฎหมาย ก็ยื่นตามกระบวนการกฎหมายที่มีอยู่ กฎหมายไม่เคยบอกว่า กรณีมาตรา 112 นั้นห้ามแก้ไข หรือห้ามลดโทษ เพราะหากมีกฎหมายห้ามเรื่องนี้ไว้ เราก็จะไม่ทำ เราพยายามใช้กลไกของสภาฯ ใครหรือพรรคการเมืองใดไม่เห็นด้วย ก็โหวตกันในสภาฯ มันอยู่กันด้วยระบบแบบนี้

รังสิมันต์ โรม

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์