ปดิพัทธ์ สันติภาดา สส.พิษณุโลก ในฐานะรองประธานสภาฯ คนที่ 1 กล่าวถึงความคืบหน้าต่อการหาพรรคการเมืองสังกัด หลังจากพรรคก้าวไกล มีมติขับออกจากสมาชิกพรรค เมื่อ 28 กันยายนที่ผ่านมา ว่า ในสัปดาห์นี้ จะเดินสายหารือกับพรรคการเมืองที่จะเข้าสังกัด ซึ่งยอมรับว่า การทำงานในพรรคการเมืองใหม่ ต้องการทำประโยชน์ให้กับพรรคใหม่ นอกจากมีอุดมการณ์เดียวกัน ทั้งนี้ การพูดคุยคงไม่คุยกันเพียงสั้นๆ อย่างไรก็ดี ยอมรับว่าจะพูดคุยกับพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาฯ 2 พรรค และยังมีพรรคการเมืองนอกสภาฯ ด้วย จึงขอเวลาพูดคุย และคาดว่าจะได้รับคำตอบไม่เกิน 15 ตุลาคมนี้ หากการเดินหน้าพบปะเป็นไปได้ด้วยดี
“ตอนนี้มีพรรคให้เลือกเยอะ แต่พรรครัฐบาลไม่ต้องติดต่อมา” ปดิพัทธ์ กล่าว
ส่วนความชัดเจนของแกนนำพรรคก้าวไกล ที่ทำหน้าที่เป็นข้าราชการการเมืองและคณะทำงาน ปดิพัทธ์ ชี้อแจงว่า พล.ต.ต.สุพิศาล ภักดีนฤนาถ รองหัวหน้าพรรคฯ ได้ลาออกจากตำแหน่งที่ปรึกษาของตนเอง เมื่อ 3 ตุลาคมที่ผ่านมา ขณะที่ อมรัตน์ โชคปมิตต์กุล แกนนำพรรคก้าวไกล ได้แจ้งลาออกด้วยวาจาแล้ว และหลังจากกลับจากต่างประเทศ จะดำเนินการตามธุรการต่อไป
อย่างไรก็ดี สำหรับสมาชิกพรรคก้าวไกลหรือผู้ที่เกี่ยวของกับอนาคตใหม่ ที่ไม่มีบทบาทใดในพรรค ตามกฎหมายสามารถทำหน้าที่เป็นคณะทำงานของตนเองได้ แต่ความเหมาะสม คิดว่าต้องพูดคุยกันอีกครั้ง ทั้งนี้ ทีมงานนั้นมีทั้งเป็นบุคคลภายนอก และหลายพรรค ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว พร้อมทำอย่างโปร่งใสและเปิดเผย แต่ขอเวลาดำเนินการก่อน
ส่วนกรณีที่ถูกยื่นองค์กรอิสระให้ตรวจสอบจริยธรรม กรณีที่ถูกขับออกจากพรรคก้าวไกล ปดิพัทธ์ ชี้แจงว่า ตั้งแต่ที่แสดงวิสัยทัศน์ต่อสภาฯ ในตำแหน่งรองประธานสภาฯ คนที่หนึ่ง คือต้องฟื้นฟูองค์กรนิติบัญญัติ ไม่อยู่ใต้อาณัติของรัฐบาล หรือตุลาการ และ 3 อำนาจอธิปไตย ต้องถ่วงดุล เป็นอิสระต่อกัน ดังนั้น นิติบัญญัติควรจัดการภายในองค์กกรได้ หากต้องพึ่งพาองค์กรที่เต็มไปด้วยคำถาม ถึงความเป็นกลางทางการเมือง โดยเฉพาะองค์กรอิสระ ที่มาจากการสืบทอดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประเด็นสังคมที่ต้องถามในบทบาทและท่าทีของฝ่ายการเมือง




