รัฐสภา (7 ก.พ.2567) ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 แถลงข่าวผลงานรัฐสภา ปี 2023 ‘รัฐสภาแห่งความเท่าเทียมและโปร่งใส’ ว่า 6 เดือนที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลง แต่ไม่ง่าย มีอุปสรรคพอสมควร โดยผลงานที่สำเร็จด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน อาทิ การกำหนดพื้นที่การแต่งกายใหม่ จะเห็นได้ว่า ชุดสากลนิยมจะใช้ภายในอาคาร แต่ภายนอกอาคารประชาชนสามารถแต่งกายที่หลากหลายได้
โดยกำหนดเป็นนิยามใหม่ของความสุภาพเพื่อไม่ให้เป็นภาระของประชาชน โดยให้แต่งกายตามฐานะนุรูป คือมีฐานะเท่าไหร่ก็แต่งเท่านั้น ซึ่งได้กำหนดเป็นระเบียบอีกชุดหนึ่งขึ้นมา รวมถึงการเปิดโอกาสให้ประชาชนลงทะเบียน ร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2567 ซึ่งมีผู้มาลงชื่อกว่า 150 คน ภายในไม่กี่ชั่วโมง
หลังจากนี้ก็เตรียมจะเปิดรับประชาชนมาสังเกตการณ์การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งคาดว่าจะมีขึ้นในช่วงเดือนเมษายน ส่วนการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนทำงานที่สำเร็จแล้ว คือ เรื่องห้องให้นมบุตร ขณะที่เรื่องฐานข้อมูลโปร่งใส ได้ปรับปรุงสถานะกฎหมาย ผ่านเว็บไซต์ ที่อัพเดทกฎหมายแบบเรียลไทม์ รวมถึงการปรับปรุงเว็บไซต์ PBO หรือสำนักงบประมาณด้วย
ปดิพัทธ์ กล่าวต่อว่า สำหรับสิ่งที่จะขับเคลื่อนต่อไปในปีนี้ เชื่อว่าจะสามารถยกระดับสภาฯ ในหลายมิติ ในด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน กำหนดไว้ว่าจะให้มีการจัดกิจกรรมที่ลานประชาชนขึ้นทุกเดือน ไม่ใช่แค่ตามเทศกาล และจะมีการฉายภาพยนตร์ที่ลานประชาชนในทุกวันศุกร์ ที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมคุณค่าของสิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตย บทบาทความเท่าเทียมของคนในสังคม โดยในวันที่ 14 กุมภาพันธ์นี้ จะมีกลุ่มแรกที่จะมาใช้กิจกรรม คือกลุ่มเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับประชาชน
นอกจากนี้ จะปรับใช้ Traffy Fondue ในการศึกษาดูงาน เพื่ออำนวยความสะดวกในพื้นที่อาคารรัฐสภา ตลอดจนการสังคายนากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ที่กำลังจะครบรอบ 100 ปี แต่กลับไม่เคยได้รับการแก้ไขใหญ่มาเป็นร้อยปีแล้ว ซึ่งหลายครั้งที่กฎหมายเจออุปสรรคต่อจากสมัยใหม่
โดยรวบรวมและรับฟังความคิดเห็นจากกล่มคนที่ต้องการการพิจารณากฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จากประชาชนทั่วประเทศ ร่วมมือกับมูลนิธิปรีดีเกษมทรัพย์ และคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เพื่อให้มีกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ที่เป็นประโยชน์และเชื่อมโยงกับโลกสมัยใหม่มากขึ้น
ทั้งนี้ ยังมีการจัดเตรียมรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสภา ใช้ขับลาดตระเวนทุก 2 ชั่วโมง ซึ่งที่ผ่านมาตำรวจสภาต้องจ่ายค่าน้ำมันเอง โดยตั้งใจใช้รัฐสภาเป็นต้นแบบในการขยาย ให้ส่วนราชการอื่นๆ สามารถใช้รถ EV ได้ พร้อมระบุว่า ผู้บริหารคนอื่นไม่รู้ แต่หากเป็นตน ถ้าเปลี่ยนรถได้ จะไม่เปลี่ยนเป็นรถใช้น้ำมันแน่นอน แต่เป็นรถ EV
ปดิพัทธ์ ยังกล่าวถึงระบบ ‘แฟ้มผลงาน สส.’ เปิดเผยทิศทางทางการเมือง สังกัดพรรค ของ สส. รวมถึงเปิดเผยรายชื่อของคณะทำงาน สส. ซึ่งปัจจุบันมี สส. ได้ลงรายชื่อแสดงความยินยอมแล้ว 146 ท่าน ทั้งนี้ ส่วนตัวไม่ได้ตำหนิผู้ที่ไม่เปิดเผย เพราะแต่ละคนมีเหตุผลของตัวเอง แต่เชื่อว่าการเปิดเผยในครั้งนี้จะทำให้ประชาชนเห็นความสำคัญของคณะทำงาน สส.
“สำหรับการไลฟ์สดการประชุมคณะกรรมาธิการฯ นั้น จากการทดลองไลฟ์สดในคณะกรรมาธิการ 2 ชุด มีความเห็นตรงกันว่า การประชุมกรรมาธิการสามารถถ่ายทอดได้ โดยใช้มติจากที่ประชุมกรรมาธิการ ซึ่งตอนนี้มีห้องประชุมที่พร้อมใช้งานไลฟ์สดได้มี 10 ห้อง”

ปดิพัทธ์ ยังกล่าวถึงอีก 1 เรื่องใหญ่ คือ ประธานรัฐสภาได้ดำริให้มีการตั้งคณะกรรมการปรับปรุงโครงสร้างข้าราชการรัฐสภา ถือเป็นการปรับปรุงโครงสร้างครั้งใหญ่ตั้งแต่ปี 2535 เนื่องจากปัจจุบันมีหลายโครงสร้างที่สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาทับซ้อนกัน มีหลายหน่วยงานที่มี 2 ชุด เราจะลดความซ้ำซ้อนลง โดยการตั้งสำนักงานเลขาธิการของรัฐสภา เป็นตำแหน่งใหม่เพื่อให้รับผิดชอบงานของทั้ง 2 สำนักได้อย่างเป็นเอกภาพ
และจะมีการยกระดับหน่วยงาน 2 สำนัก ให้ทัดเทียมสากล คือ 1) สำนักกฎหมาย จำเป็นต้องให้มีความทัดเทียมในการกฤษฎีกา จึงตั้งสำนักงานเลขาธิการนิติบัญญัติขึ้นมา เพื่อให้เราไม่จำเป็นต้องรับฟังความเห็นจากหน่วยงานอื่นในด้านนิติบัญญัติมากเกินไป และ 2) สำนักงบประมาณ ซึ่งมีผลงานที่ยอดเยี่ยม แต่อยู่ภายใต้ข้อจำกัดของของกระทรวงการคลัง จึงต้องยกระดับการติดตามการบริหารงบประมาณ การอนุมัติโครงการ ให้มีความเรียลไทม์และดิจิทัลมากขึ้น
“ขอให้ประชาชนติดตามสถานะขององค์กรนิติบัญญัติ ซึ่งขณะนี้กำลังตกต่ำ และจะจับตาการมีอำนาจล้นเกินขององค์กรอิสระที่ไม่ให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสนอกฎหมาย หรือแสดงความคิดเห็นของตัวเอง ซึ่งภายใต้รัฐธรรมนูญ ปี 2560 ยังมีข้อจำกัดมากมาย แต่อยากให้ประชาชนมีความหวัง มั่นใจและตั้งใจร่วมกัน ที่จะเปลี่ยนแปลงสภาฯให้ดี ให้มีตัวตนและศักดิ์ศรี หากเปลี่ยนแปลงสภาฯ ได้ การเปลี่ยนแปลงประเทศไทยก็ไม่ยากจนเกินไป” ปดิพัทธ์ กล่าว

คืบหน้าตรวจรับอาคารรัฐสภา ตั้ง คกก.อิสระชุดใหม่ เน้นสำรวจ 6 จุดที่ คกก.เสียงข้างน้อยค้าน
ปดิพัทธ์ สันติภาดา รองประธานสภาฯ คนที่ 1 กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจรับอาคารรัฐสภา ว่า ได้ตั้งคณะกรรมการ (คกก.) อิสระชุดใหม่ เป็นที่ปรึกษาจัดทำข้อเสนอแนะด้านวิศวกรรมและด้านสถาปัตยกรรม เพื่อส่งความเห็นให้สำนักเลขาธิการและกรรมการตรวจการจ้าง ให้ได้ข้อสรุปว่าเราจะยืนรับอาคารนี้ และแก้ไขสัญญาหรือไม่ หากข้อกำหนดทางวิศวกรรมเรายอมรับได้ แต่สังคมยอมรับได้หรือไม่
อย่างไรตาม หากความเห็นออกมาแล้วคณะกรรมการตรวจรับสภาฯ ในเสียงข้างน้อย มีความเห็นที่แข็งแรงขึ้น ก็จำเป็นจะต้องยืน และดูว่าทางผู้รับจ้างจะต้องแก้ไขอาคารรัฐสภาให้ตรงตามแบบหรือไม่อย่างไร ทั้งนี้ คงไม่ได้ตรวจสอบย้อนไปถึงปี 2556 แต่จะเน้น 6 จุดที่กรรมการเสียงข้างน้อยไม่รับ เนื่องจากไม่ตรงตามแบบ โดยมีกรอบเวลาพิจารณา 90 วัน และคาดว่าจะได้ความเห็นมาในปลายเดือน ก.พ. นี้
ปดิพัทธ์ กล่าวต่อว่า คณะกรรมการอิสระชุดใหม่ จะประกอบด้วยตัวแทนจากรัฐสภา ที่ไม่ได้อยู่ในคณะกรรมการตรวจรับทั้งเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย ผู้เชี่ยวชาญด้านสถาปัตยกรรม ผู้เชี่ยวชาญด้านสัญญาของรัฐ และผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม รวมถึงตัวแทนจากสำนักงานอัยการสูงสุด กรมบัญชีกลาง สภาวิศวกรรม และสภาทนายความแห่งประเทศไทย
“องค์ประกอบเหล่านี้ แม้เราไม่สามารถบอกได้ว่าจะเป็นกลางตลอด แต่เราพยายามทำความเห็นที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่สุด เพราะความเป็นกลางขึ้นอยู่กับฝ่ายใดจะมอง”




