‘อิ๊งค์’ ยัน ‘ชินวัตร’ ไม่ช้ำ! หลังเจอข้อครหา ‘2 ตระกูล’ จุดชนวนสงคราม

26 ก.ค. 2568 - 17:47

  • ‘อิ๊งค์’ เผย ‘บิ๊กเล็ก’ ยันอาวุธไทยพร้อม ลั่น ‘รัฐบาล-กองทัพ’ ไม่ถอย จะสู้เต็มที่

  • แจง ‘ชินวัตร’ ไม่ช้ำหลังเจอข้อครหา ‘2 ตระกูล’ จุดชนวนสงคราม

  • ย้อนถามสื่อฯ ยังเชื่อข่าว ‘เขมร’ อีกหรือ? ขอบคุณข้อเสนอฝ่ายค้านปมฟ้อง ‘ฮุนเซน’

‘อิ๊งค์’ ยัน ‘ชินวัตร’ ไม่ช้ำ! หลังเจอข้อครหา ‘2 ตระกูล’ จุดชนวนสงคราม

แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและ รมว.วัฒนธรรม ประชุมติดตามมาตรการการรับมือและการช่วยเหลือของกระทรวงวัฒนธรรม ในการร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทยจัดการช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บและผู้เสียชีวิตในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ 4 จังหวัด จากสถานการณ์สู้รบตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา

ต่อมา แพทองธาร แถลงว่า “วันนี้จะมาขอย้ำและยืนยันในเรื่องการแถลงการณ์ของรัฐบาลที่ ภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี แถลงเมื่อวันที่ 25 ก.ค. ถึงการกระทำของกัมพูชา เราถือว่าเป็นอาชญากรรมสงครามขั้นรุนแรง ดิฉันขอย้ำอีกครั้ง ซึ่งวิธีการต่าง ๆ ขัดต่อหลักสันติวิธีของกฎหมายระหว่างประเทศ ขัดเรื่องมนุษยธรรมที่ประเทศไทยปฏิบัติมาตลอด ทางกัมพูชาก็ขัดในเรื่องนี้”

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ความรุนแรงเป็นสิ่งที่รัฐบาลเน้นย้ำมาโดยตลอดว่าไม่อยากให้เกิดขึ้น และที่สำคัญที่สุดคือชีวิตของพี่น้องประชาชน นี่คือสิ่งที่เรายึดถือและพยายามอย่างที่สุดไม่ให้เกิดการเสียเลือดเสียเนื้อ”

จนกระทั่งฝ่ายกัมพูชาได้มีการยิงก่อนเมื่อวันที่ 24 ก.ค. และมีสำนักข่าวต่างประเทศหลายช่องทางตั้งข้อสังเกต ที่เป็นหลักฐานที่มีการเผยแพร่ทางโซเชียลมีเดียได้ว่าวันนั้นนักเรียนในโรงเรียนจังหวัดชายแดนของไทยยังไปเรียนปกติ ซึ่งสื่อต่างประเทศตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าประเทศไทยรู้ว่าจะยิงก็คงให้หยุดเรียนแล้ว แต่ว่าทางกัมพูชารู้หรือไม่ว่าจะมีการยิงแบบนี้เกิดขึ้น เด็กนักเรียนถึงหยุดเรียน นี่ถือเป็นข้อสังเกตอีกข้อหนึ่ง

แพทองธาร กล่าวต่อไปว่า “ถึงแม้ดิฉันจะปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีไม่ได้ แต่ก็ได้มีการรับฟังอัปเดตสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและมีความเป็นห่วง พยายามที่จะติดตาม โดยเมื่อวันที่ 25 ก.ค. ได้พบคณะรัฐมนตรีช่วงที่ไปบันทึกเทป ซึ่งได้มีการสอบถามถึงสถานการณ์กับ พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รมช.กลาโหม ซึ่งตัวรัฐมนตรีได้เน้นย้ำเรื่องของอาวุธยุทโธปกรณ์ต่าง ๆ ของประเทศไทยว่าไม่ต้องเป็นห่วง เรามีพร้อม ทั้งนี้ การที่เราได้ใช้ F-16 ก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ตอบโต้ เพราะทางกัมพูชามีการยิงเข้าถึงแหล่งชุมชนที่มีทั้งลูกเด็กเล็กแดงอยู่ และเกิดผลกระทบกับชีวิต จริง ๆ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น”

ทั้งนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไป รัฐบาล กองทัพ ฝ่ายความมั่นคง จะประสานงานอย่างต่อเนื่องและดูเรื่องนี้อย่างรอบคอบทุกขั้นตอน ตอนนี้ถ้าถามว่าเหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อ ก็ต้องปล่อยให้ทางหน้างานดูว่าจะเป็นอย่างไรต่อ

แต่แน่นอนว่าเราจะพยายามให้ถึงที่สุดในการปกป้องอธิปไตยของเรา เพราะเราไม่เคยเริ่มก่อน เรายืนยันเสมอตลอดหลายเดือนที่ผ่านมาว่าเราไม่ต้องการความรุนแรง แต่ว่าเมื่อความรุนแรงมาถึง เราก็สู้ไม่ถอยเช่นกัน นี่คือสิ่งที่รัฐบาล กองทัพ คุยกันและเน้นย้ำว่า ไม่ต้องห่วง เราไม่ถอย จะสู้เต็มที่

แพทองธาร กล่าวอีกว่า “นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้แสดงหลักฐานความไม่ชอบธรรมของทางกัมพูชา ทั้งการละเมิดสนธิสัญญาหลักกฎหมายระหว่างประเทศ หลักสิทธิมนุษยชน และความไร้มนุษยธรรมอย่างร้ายแรง ไม่ว่าจะเป็นการลักลอบวางระเบิด ซึ่งก่อนหน้านี้ ทหารของประเทศไทยและกัมพูชาได้มีการร่วมกันลาดตระเวนค้นหาระเบิดเก่า แต่ได้หยุดไป แต่ล่าสุดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทหารได้รับบาดเจ็บ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าเป็นระเบิดที่มีการวางใหม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดหลักมนุษยชน ผิดหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างยิ่ง ไม่มีประเทศไหนเขาทำกันแบบนี้”

เรื่องนี้มีหลักฐานครบถ้วน และกระทรวงการต่างประเทศได้ไปบอกให้ทั่วโลกได้รับทราบ และมีการยืนยันจากสื่อในหลาย ๆ ประเทศ เขาเชื่อในสิ่งที่เราพูด เพราะที่ผ่านมา ประเทศไทยพูดความจริงในเรื่องนี้มาโดยตลอด และยืนยันในจุดยืนมาโดยตลอดว่าเราไม่ต้องการความรุนแรง เราไม่อยากให้เกิดความรุนแรง และเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าความรุนแรงครั้งนี้ กัมพูชาเป็นคนเริ่มร้อยเปอร์เซ็นต์

พร้อมเน้นย้ำว่า “จากสถานการณ์นี้ ดิฉันสนับสนุนให้คนไทยมีความสามัคคีกันในชาติ วันนี้เราทะเลาะกันในประเทศถึงระดับหนึ่ง แต่วันนี้เราต้องรักกันและทะเลาะกับคนนอกประเทศก่อน ถ้าเหตุการณ์สงบสุขเมื่อไหร่ ความขัดแย้งภายในประเทศยังรอได้ แต่วันนี้รอไม่ได้แล้ว ที่เราทุกคนจะต้องร่วมมือกันจากทุกฝ่ายและทุกภาคส่วน ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด ดิฉันเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าคนไทยรักกันเองมาก”

แพทองธาร กล่าวอีกว่า “ในส่วนคำครหามากมาย ที่วิถีทางการเมืองพยายามใช้การปลุกปั่น เพื่อให้เกิดความเกลียดชัง มีการเชื่อมโยงว่าสองตระกูลทะเลาะกัน แต่จำกันได้หรือไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนที่แล้ว ดิฉันได้มีการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง โดยได้สั่งการผ่านกระทรวงมหาดไทย ให้ตัดน้ำ ตัดไฟ ตั้งแต่ชายแดนลาวกับพม่า และทำให้ได้ผลจริง ๆ คอลเซ็นเตอร์ที่โทรหาประชาชนลดลงอย่างเห็นได้ชัด และมูลค่าความเสียหายที่ประเมินตัวเลขได้เยอะมาก ประชาชนที่ถูกหลอกจนต้องจบชีวิตตัวเอง หรือเงินหายไปจากบัญชีอย่างรวดเร็ว”

ประเทศไทย ลาว และพม่าได้ทำภาคีร่วมกัน เพื่อจะปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์อย่างจริงจัง ดิฉันก็เกิดความสับสน เพราะตอนนั้นดิฉันก็ยังติดต่อกับทางกัมพูชาในเรื่องสัมพันธ์ส่วนตัว และได้รับแจ้งจากคนที่แปลว่า เขาโกรธที่ไม่ปรึกษาเรื่องนี้กับทางกัมพูชา ดิฉันจึงโทรไปคุยส่วนตัว ซึ่งตอนนั้นยังไม่ได้ถูกอัดเสียง ดิฉันไม่ทราบว่าเป็นการเสียผลประโยชน์หรือไม่ เพราะเรื่องแก้ปัญหายาเสพติดและปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ อาชญากรรมออนไลน์ เป็นหน้าที่รัฐบาลอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อได้คุยกันแล้วก็ทราบว่า กัมพูชาไม่พอใจที่ไม่เชิญไปร่วมด้วย ดิฉันก็เลยตอบกลับไปว่า จะบวกกัมพูชาร่วมไปด้วย แต่ทางกัมพูชากลับบอกว่าไม่ต้องบวก ให้มาทำกันแค่สองประเทศพอ (ไทยกับกัมพูชา) ดิฉันจึงให้ดำเนินการนำเรื่องเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี

แพทองธาร กล่าวอีกว่า “ดังนั้นเมื่อพอกลับมานึกย้อน ก็รู้ว่าเป็นการแสดงความไม่พอใจตั้งแต่ตอนนั้น แต่ก็ไม่คิดว่าความไม่พอใจนี้ เป็นความไม่พอใจในการปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์หรือไม่ เพราะดิฉันไม่เคยทราบเลยว่าจะมีประเทศใดไม่พอใจ เมื่อประชาชนถูกหลอกและเอารัฐบาลมาช่วย ก็เป็นสิ่งที่ดีไม่ใช่หรือ จึงทำให้รู้สึกว่าเราคงไปขัดผลประโยชน์บางอย่าง หรือไม่ จึงทำให้เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้น ดิฉันก็ไม่แน่ใจ ซึ่งดิฉันก็มั่นใจว่า รัฐบาลที่เข้ามาไม่ว่าจะใช้ตระกูลชินวัตรหรือไม่ ก็ต้องปราบเรื่องนี้ เพราะเป็นผลกระทบต่อคนไทย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องปราบเช่นเดียวกับยาเสพติด ไม่ทำก็ไม่ได้”

เมื่อถามว่า การที่นายกรัฐมนตรีบอกว่า ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชารอไม่ได้ แต่ปัญหาการเมืองรอได้ หมายถึงหากจบปัญหาชายแดน จะปลดชนวนระเบิดการเมืองภายในประเทศด้วยตนเองใช่หรือไม่? แพทองธาร อธิบายว่า “ดิฉันหมายความว่า หาโอกาสทำร้ายฝั่งตรงข้ามทางการเมืองมาตลอด ดิฉันเข้าใจการเมือง เพราะเคยเป็นฝ่ายค้านและวันนี้มาเป็นรัฐบาล ดิฉันเข้าใจ คู่แข่งมีทุกพื้นที่อยู่แล้ว แต่อยากจะเชิญชวนให้มาปกป้องกันเองก่อน เพราะเราเป็นคนไทยด้วยกัน การที่เราปกป้องตัวเองก่อน ให้เขาเห็นว่าประเทศเราแข็งแรงมันเป็นสิ่งที่ดี เพราะไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เรารายงานทุกสิ่งทุกอย่าง แต่การจะหาข้อมูลจากกัมพูชาก็เป็นไปได้ยากเหมือนกัน เพราะเขาคุมสื่อได้หมดหรือไม่ เขาคุมทุกสิ่งทุกอย่างในประเทศเขาทั้งหมดได้หรือไม่ ก็ต่างกันแบบนี้ เพราะจริงๆ แล้ว ประเทศประชาธิปไตย เขาไม่ได้คุมสื่อหรืออะไรแบบนี้”

อยากบอกว่า ขอให้รายงานสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้กับประเทศให้ได้มากที่สุด อยากให้ทุกคนร่วมมือกัน ไม่ได้เกี่ยวกับประเด็นการเมืองมากกว่านี้ การเมืองฝั่งตรงข้าม ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล สู้กันมาเสมอว่าเป็นเรื่องปกติของทุกประเทศ แต่เราจะต้องไม่สู้กันเอง จะต้องแข็งแรงเพื่อสู้กับประเทศที่เราเคยคิดว่าเขาเป็นเพื่อน เราต้องสู้ตรงนั้น

ส่วนที่สื่อของกัมพูชานำเสนอภาพของนายกรัฐมนตรีและ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ขอให้ประชาชนทั้ง 2 ประเทศจดจำว่า 2 คนนี้ เป็นต้นเหตุของสงคราม

นายกรัฐมนตรีย้อนถามว่า “เราจะเชื่อในสิ่งที่กัมพูชาเสนออีกนานหรือไม่ อย่างเรื่องของดิฉัน เขาโพสต์ปล่อยคลิป แล้วเขาก็มาบอกว่าไม่ได้ปล่อย เขาอาจจะโพสต์รูปสาวสวยๆ แต่บอกว่าไม่ได้โพสต์ก็ได้ ไม่ได้ทำไปแล้วก็บอกว่าไม่ได้ทำทุกอย่าง เขาก็มีฉายาอยู่แล้ว Cambodia มีฉายา ซึ่งทั่วโลกก็ตั้งให้” ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะถ่ายมือ และส่ายศีรษะปฏิเสธว่า “ดิฉันไม่ได้ตั้งให้” ก็ทราบกันดีอยู่แล้วว่าเป็นแบบนั้น

ดิฉันจึงคิดว่าเราต้องมั่นใจ อย่าคิดว่าต้องใช้อารมณ์ ว่าเพราะต้องคนนั้นคนนี้ มันเกิดขึ้นเพราะกัมพูชา และเกิดขึ้นเพราะเราปราบคอลเซ็นเตอร์ มันก็ชัดเจนอยู่แล้ว แต่เราอย่าทำให้ขมุกขมัว มันก็อยู่ที่เรา ซึ่งดิฉันมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง ถ้าไม่ใช่ตระกูลชินวัตรเข้ามาทำ ก็ต้องปราบคอลเซ็นเตอร์ ก็ต้องปราบยาเสพติด ปราบอบายมุขเช่นกัน เพราะนี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องทำ

ก่อนย้ำว่า “ดิฉันไม่เสียใจเลยที่ทำการปราบคอลเซ็นเตอร์ เพราะนั่นช่วยคนได้เยอะมาก ฝ่ายความมั่นคงทุกหน่วยทำเรื่องนี้อย่างเต็มที่ ทุ่มเทแรงกายแรงใจ และได้ผลจริงๆ ดิฉันคิดว่าไม่ใช่แค่ประเทศเราไม่เสียใจเรื่องนี้ ทุกประเทศก็คิดแบบนี้ ยกเว้นประเทศที่เสียผลประโยชน์เท่านั้น”

เมื่อถามว่า ครั้งนี้ถือว่า ‘ชินวัตร’ ช้ำหนักหรือไม่? นายกรัฐมนตรียืนยันว่า “ไม่คิดว่า ‘ชินวัตร’ ช้ำหนักในเรื่องนี้เลย เพราะเราทำเพื่อประเทศ การถูกบิดทางการเมือง ถูกใส่ความ ดิฉันจึงอยากให้หยุดเรื่องนี้ก่อน เพราะมันไม่ใช่ เพราะตั้งแต่สมัยที่ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี ความสัมพันธ์ส่วนตัวดีมาก แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้น ทักษิณก็เอาเรื่องของประเทศมาก่อนอยู่ดี ไม่มีการบอกว่าเป็นเพื่อนกันไม่ทำร้ายกัน แต่ต้องเอาเรื่องของประเทศก่อน”

ส่วนที่พรรคฝ่ายค้านเสนอว่า ให้นำเรื่องสมเด็จฯ ฮุนเซน ขึ้นศาลอาญาระหว่างประเทศ ฐานอาชญากรรมสงคราม? นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า “ถือเป็นเรื่องที่ดี ที่ทุกฝ่ายแนะนำเรื่องระหว่างประเทศเข้ามา ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศต้องรับไปพิจารณาว่ามีเรื่องใดที่เหมาะสม หรือควรทำ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศก็ประสานเรื่องนี้อยู่ ซึ่งดิฉันก็ได้รับการรายงานจากรัฐมนตรี ดิฉันก็เป็นห่วง และได้โทรคุยบ้าง แต่แผนการในช่วงนี้ขอให้ถามไปยังภูมิธรรม เวชยชัย ที่รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี เพราะดิฉันต้องขอตอบแค่ในส่วนกระทรวงวัฒนธรรม แต่ครั้งนี้เป็นเพียงการเน้นย้ำข้อความของรักษาการนายกรัฐมนตรีที่แถลงไปเมื่อวานนี้ และอธิบายว่าขณะที่ดิฉันทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีเกิดอะไรขึ้น แต่หลังจากนี้ไปคงไม่เหมาะสมที่จะพูดอะไร”

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีปฏิเสธการตอบคำถามว่าเหตุปะทะชายแดนไทย - กัมพูชาจะยืดเยื้อออกไปหรือไม่ เนื่องจากขณะนี้มีการขยายวงกว้างพื้นที่การปะทะ มายังภาคตะวันออกบริเวณจังหวัดสระแก้ว และตราดแล้ว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์