‘อุ๊งอิ๊ง’ หรือ ‘เศรษฐา’ นายกฯ คนที่ 30

24 ก.ค. 2566 - 09:41

  • ชำแหละ ‘จุดแข็ง-จุดอ่อน’ คู่แคนดิเดตนายกฯ พรรคเพื่อไทย ‘แพทองธาร-เศรษฐา’ ชื่อใดสอดรับสถานการณ์-การเมืองในพรรคมากที่สุด เปิดสมการ ‘เส้นทางสู่นายกฯ’ สุดท้ายแล้วใคร ‘ตัวจริง-ตัวสำรอง’ กันแน่

Paetongtarn_Srettha_Candidate_PM_Pheuthai_Party_Real_Power_SPACEBAR_Thumbnail_b23ce8c1f5.jpeg
อีก 3 วัน ประเทศไทยจะมีนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ตัวจริงเสียที หลังจาก ‘พิธา ลิ้มเจริญรัตน์’ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ทึกทักเอาเองว่า เขาคือ นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทยมานานกว่า 2 เดือน  

การประชุมรัฐสภา เพื่อเสนอชื่อนายกรัฐมนตรี จะมีขึ้นในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ เป็นการประชุมหานายกฯ ครั้งที่ 3 ซึ่งครั้งแรก วันที่ 13 กรกฎาคม ที่ประชุมร่วมวุฒิสมาชิกและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเสียงข้างมากไม่รับรองให้ ‘พิธา’ เป็นนายกรัฐมนตรี   

ครั้งที่ 2 วันที่ 20 กรกฎาคม พรรคก้าวไกลพยายามเสนอชื่อ ‘พิธา’ อีก แต่เสียงส่วนใหญ่ในที่ประชุมเห็นว่า ทำไม่ได้ เพราะเป็นการเสนอญัตติซ้ำ ขัดข้อบังคับประชุมรัฐสภา  

มตินี้ ทำให้พรรคก้าวไกลไม่สามารถเล่นเกมยื้อ เสนอชื่อแคนดิเดตไปเรื่อยๆ ดังที่มี สส. พรรคจะร่วมเป็นรัฐบาล 8 พรรค บางคนเสนอ เพราะพรรคก้าวไกลเสนอชื่อ ‘พิธา’ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว ไม่มีตัวเลือกอื่น จึงจำต้องส่งไม้ต่อให้แคนดิเดตพรรคเพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล    

การประชุมเลือกนายกรัฐมนตรีวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ จะได้ผู้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เลยไหม หรือจะต้องมีรอบที่ 4 อีก  

ท่าทีพรรคเพื่อไทยสะท้อนผ่านการให้สัมภาษณ์ของ ‘ภูมิธรรม เวชยชัย’ รองหัวหน้าพรรค ในวันแถลงข่าวรับไม้ต่อ จากพรรคก้าวไกล วันที่ 21 กรกฎาคม ที่บอกว่า ต้องได้นายกรัฐมนตรีในวันที่ 27 กรกฎาคม ให้ได้ โดยอ้างว่า ต้องรีบตั้งรัฐบาล จะได้แก้รัฐธรรมนูญ     

‘ภูมิธรรม’ นั้นเล่นบท Bad Cop หรือ ผู้ร้าย กับพรรคก้าวไกลมาโดยตลอด ควบคู่ไปกับ ‘ชลน่าน ศรีแก้ว’ หัวหน้าพรรค ที่รับบท Good Cop สนับสนุนให้พิธาเป็นนายกรัฐมนตรีอย่างเต็มที่   

แถลงการณ์พรรคเพื่อไทยบ่ายวันที่ 2 กรกฎาคม คือการฉีกเอ็มโอยู 8 พรรคร่วมเดิมทิ้ง เพราะในข้อที่ 3 พรรคเพื่อไทย บอกว่า

 “ต้องขอเสียงสนับสนุน จากสมาชิกรัฐสภาเพิ่มเติม เพื่อให้ได้เสียงเกินกว่า 375 เสียง เบื้องต้นพรรคเพื่อไทยจะขอเสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภาและจากพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ในที่สุด”

อย่างรวดเร็ว ไม่กี่ชั่วโมงถัดมา ‘พรรคการเมืองอื่นๆ’ คือ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมใจกันแสดงจุดยืน “มีเราไม่มีก้าวไกล” ตั้งเงื่อนไขกับพรรคเพื่อไทยว่า จะไม่เข้าร่วมการจัดตั้งรัฐบาล หากยังมีพรรคก้าวไกลอยู่   

พรรคเพื่อไทย เดินเกมอย่างรวดเร็ว ส่งเทียบเชิญ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติพัฒนากล้า พรรรวมไทยสร้างชาติ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคพลังประชารัฐ มาหารือเพื่อจัดตังรัฐบาลวันต่อมาทันที    

การประชุมเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 27 กรกฎาคม จึงขึ้นอยู่กับพรรคเพื่อไทยว่า จะรักษาภาพ ‘ฝ่ายประชาธิปไตย’ ไว้จนถึงนาทีสุดท้าย จัดตั้งรัฐบาล 8 พรรคร่วม ตามเอ็มโอยูที่ตัวเองฉีกทิ้งไปแล้ว หรือจะหักดิบ สลัดพรรคก้าวไกลออกไป โดยอ้างว่า เป็นเงื่อนไขของพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อให้จัดตั้งรัฐบาลได้โดยเร็วที่สุด   

หากเลือกทางแรก มีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาล แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย จะไม่ได้เสียงรับรอง 375 เสียงแน่นอน เพราะวุฒิสภาไม่เอาด้วย การเลือกนายกรัฐมนตรี ก็จะต้องเลื่อนออกไปอีก   

หากเลือก ปิดสวิทช์ก้าวไกลเลย วันที่ 27 กรกฎาคม ประเทศไทยก็จะได้นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 เสียที โดยทีพรรคก้าวไกล และบางพรรคใน 8 พรรคร่วมดั้งเดิม เป็นฝ่ายค้าน  

การเลือกของพรรคเพื่อไทยว่าจะปิดเกมเลือกนายกฯ เมื่อไร จะมีรอบที่ 4 หรือไม่ มีผลต่อการเลือกเสนอแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคในวันที่ 27 กรกฎาคม หากต้องการรักษาภาพฝ่ายประชาธิปไตย คงมีพรรคก้าวไกลในรัฐบาล แคนดิเดตนายกฯ ที่ถูกเสนอชื่อ คือ ‘ตัวสำรอง’ เพราะแน่นอนว่าวุฒิสมาชิกจะไม่โหวตให้ และไม่สามารถเสนอชื่อซ้ำได้อีก   

หากพรรคเพื่อไทยตัดสินใจ ปิดสวิทช์พรรคก้าวไกลไปเลย แคนดิเดตนายกฯ ในวันนั้น คือ ‘ตัวจริง’ 

พรรคเพื่อไทยเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ครบ 3 คน เรียงตามลำดับคือ แพทองธาร ชินวัตร, เศรษฐา ทวีสิน และ ชัยเกษม นิติสิริ   

‘ชัยเกษม’ นั้น ตัดไปได้เลย เพราะถูกเสนอชื่อเพื่อให้ครบ 3 คน และในช่วงหาเสียง มีปัญหาสุขภาพ จนหายหน้าหายตาไป   

แม้จะไม่มีกติกา การเสนอชื่อแคตดิเดต จะต้องเรียงตามลำดับ พรรคจะเสนอใครก็ได้ใน 3 คน แต่ในทางปฏิบัติ แคนดิเดต นายกรัฐมนตรี คนที่ 1 ของพรรคใดๆ ก็คือ คนที่พรรคต้องการให้เป็นนายกรัฐมนตรี เป็นตัวจริง ไม่ใช่ตัวสำรอง ซึ่งผู้ได้รับการเสนอชื่อทุกคน น่าจะรับรู้กันก่อน ที่จะยอมให้มีการเสนอชื่อตัวเอง   

‘อุ๊งอิ๊ง’ ถูกเสนอชื่อเพื่อสร้างภาพลักษณ์ของพรรคเพื่อไทยให้เป็นตัวแทนคนรุ่นใหม่ ในความเป็นลูกสาวของ ‘ทักษิณ ชินวัตร’ และคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์  ผู้มีบารมีนอกพรรคเพื่อไทยตัวจริง เธอย่อมมีแรงสนับสนุนเต็มที่จากคนในพรรค ประกอบกับการวางตัวที่ดี นิ่ง พูดจาแสดงความเห็นแบบพอดีๆ ตามบท ทำให้เธอมีความเหมาะสมมากที่สุด และหากความตั้งใจของทักษิณที่จะกลับประเทศไทย และยอมรับโทษ เป็นเรื่องจริงย่อม ต้องการนายกรัฐมนตรีที่ไว้ใจ้ได้มากที่สุด ซึ่งไม่มีใครดีไปกว่าคนในครอบครัว   

ปัญหาคือ เจ้าตัวต้องการหรือไม่ พ่อและแม่อยากให้ลูกสาวลงสนามการเมือง ซึ่งต้องเผชิญกับแรงกดดันสารพัดแน่นอน หรือเปล่า   

สำหรับ ‘เศรษฐา’ เป็นคนนอกที่ได้รับการสนับสนุนจาก ‘ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร’ แต่มีระยะห่างกับพรรค และไม่ค่อยเป็นที่ชื่นชอบของบราดา สส. สักเท่าไร เพราะความ ‘เยอะ’ อันเป็นบุคลิกส่วนตัว ที่ขึ้นชื่อในหมู่คนที่รู้จักกัน   

‘เศรษฐา’ แม้จะได้ชื่อว่าเป็นนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ประสบความสำเร็จ แต่เมื่อกระโจนเข้าสู่การเมือง กลับไม่ได้แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันแหลมคม และหลายๆ คำพูด เป็นเรื่อง ‘ออฟไซด์’ ที่กลายเป็นการผูกมัดพรรค เช่น การบอกว่า ถ้าเป็นนายกฯ จะต้องมีพรรคก้าวไกล ร่วมรัฐบาล การประกาศว่า ถ้าเป็นนายกฯ จะไม่เอาพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ มาร่วมรัฐบาล    

ที่สำคัญคือ ความเป็นคนที่มั่นใจในตัวเองสูง ทำให้ ‘เศรษฐา’ ถูกบรรดาแกนนำพรรคมองว่า มีความเสี่ยงที่จะคุมไม่ได้ และรัฐบาลใหม่ที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้ง เป็นรัฐบาลผสม หาก ‘เศรษฐา’ เป็นนายกฯ จะทำงานกับพรรคอื่นๆ ได้หรือไม่  

พรรคเพื่อไทย มีกำหนดประชุมครั้งสำคัญ เพื่อลงมติว่าจะเสนอใครระหว่าง ‘อุ๊งอิ๊ง’ หรือ ‘เศรษฐา’ เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ของประเทศไทย ต่อที่ประชุมรัฐสภาในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้   

วันนี้แกนนำพรรคเพื่อไทย คงมีคำตอบแล้วในใจ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์