อาจเรียกได้ว่าช่วง ‘หาช่องถล่ม’ แทบทุกจังหวะ สำหรับกรณีที่ พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย เดินเกมปิดสวิตช์ ‘คนบ้านป่า’ โดยจะไปยื่นร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ภายหลัง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ลาประชุมสภาฯ ไปช่วยน้ำท่วม
ในเรื่องนี้ ไพบูลย์ นิติตะวัน เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ มองว่า เป็นเพียงวาทกรรม การไปยื่นไม่มีผลอะไร เพราะ พล.อ.ประวิตร ไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมาย หรือผิดข้อบังคับ ทุกอย่างทำถูกต้องตามกฏหมาย ที่ระบุว่าเป็นการ ‘ปิดสวิตช์’ เป็นเพียงวาทกรรมที่ไม่มีความหมาย
ที่ พร้อมพงศ์ จี้หาเหตุผลการลาประชุมของ พล.อ.ประวิตร มันไม่ใช่หน้าที่เขา เขาไม่ได้มีหน้าที่ ทำไมต้องไปตอบ ถ้าเขาอยากรู้ก็กลับไปถามคนในพรรคเขาที่ลาประชุม, ลาเพราะอะไร มีเหตุผลเยอะแยะ คนในพรรคเขาก็ลากันเป็นประจำ ขอให้ไปดูในส่วนของตนเองก่อน เขาไม่มีสิทธิอะไรที่จะมาถาม ไม่มีสิทธิแล้วมาถาม ไม่รู้ว่าสังคมเรียกว่าอะไร
— ไพบูลย์ นิติตะวัน
ไพบูลย์ ยืนยันว่า พล.อ.ประวิตร ไปสภาฯ หลายครั้งแล้ว แต่ถ้าไม่ได้ไป ก็ยื่นใบลาอย่างถูกต้องเหมือนทุกคน เพราะเป็นระเบียบของสภาฯ ดังนั้น จึงไม่มีปัญหาในข้อกฎหมายหรือข้อบังคับ รวมถึงเรื่องจริยธรรมด้วย และที่ไม่ได้มีการออกมาชี้แจงหรือตอบโต้ เพราะสิ่งที่ พร้อมพงศ์ ไปยื่นร้องเป็นเรื่องไร้สาระ
ส่วนที่ประธานวิปรัฐบาล กล่าวว่า ไม่เคยเจอ พล.อ.ประวิตร ในการประชุมสภาฯ ถือเป็นการผิดปกติวิสัยของ สส.ที่ต้องเข้าร่วมประชุมทุกวันพุธหรือไม่นั้น ไพบูลย์ ตอบโต้ว่า “ท่านที่พูดเป็นยามที่สภาฯ หรือไม่? ถึงมีหน้าที่มาดูว่าใครมาใครไป เวลาไหน ท่านอยู่ตลอดหรือไม่ ไม่ใช่หน้าที่ท่าน คนปฏิบัติอะไรที่ไม่ใช่หน้าที่ตนเองแล้วออกมาพูด มันเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำควรจะทำ ดูกรอบหน้าที่การงานตนเองให้ดี”
ส่วนคำแนะนำของ พร้อมพงศ์ ที่ระบุให้ พล.อ.ประวิตร เปลี่ยนทีมกฎหมาย เนื่องจากไม่มีฝีมือเกรงเกรงว่าจะตกม้าตาย ถูกดำเนินคดีนั้น คำพูดแสดงถึงเจ้าตัว ขอให้สื่อมวลชนชั่งน้ำหนักเอาเอง
เขามีหน้าที่อะไร ที่พูดมาไม่ใช่หน้าที่เขาเลย ไม่ขอตอบอะไรกับคนที่ตั้งคำถามไร้สาระ
— ไพบูลย์ นิติตะวัน
คำฟ้อง ‘หมาแก่’ เสร็จสัปดาห์นี้ เตรียมส่งศาลอาญา-ศาลแพ่ง 30 ก.ย.
ส่วนกรณีที่ พร้อมพงศ์ นำคลิปเสียงดักฟัง พล.อ.ประวิตร และ สุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำมาเปิดเผยต่อสื่อมวลชนที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อ 13 กันยายน กระทั่งมีข่าวมอบหมายให้ทนายความ ไปดำเนินการแจ้งความเป็นการส่วนตัวที่ สน.หัวหมาก เพื่อขอให้สืบสวนเรื่องดังกล่าวนั้น
ไพบูลย์ ชี้แจงว่า การกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายประกาศคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ฉบับที่ 21 เรื่องการห้ามดักฟังโทรศัพท์หรือเครื่องมือสื่อสารใด ส่วนที่อาจเข้าข่ายคือข้อที่ 2 นำไปเปิดเผยกับผู้อื่น ซึ่งขณะนี้ให้อยู่ในอำนาจการทำงานของพนักงานสอบสวน หากว่าเป็นการกระทำผิด ขอให้ดำเนินคดีอาญาต่อไป
นอกจากนี้ ยังมีการทำของ พร้อมพงศ์ ที่ต่างกรรมต่างวาระมาก ซึ่งกำลังรอพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป แต่ที่ยังไม่ดำเนินการ เพราะว่าไม่ได้ห่วงอะไรมาก ความผิดที่จะแจ้งความมีโทษจำคุก 5 ปี มีอายุความ 10 ปี จึงมีเวลาเหลือมาก
ส่วนการเตรียมคำฟ้อง ดนัย เอกมหาสวัสดิ์ และรักษาการผู้อำนวยการบริษัท อสมท. จำกัด (มหาชน) ในคดีหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา ซึ่งจะมีการส่งคำฟ้องไปยังศาลอาญา พร้อมกับที่ศาลเเพ่ง ในการเรียกค่าเสียหาย 50 ล้านบาท โดยความคืบหน้า คาดว่าคำฟ้องจะแล้วเสร็จในสัปดาห์นี้ และยื่นต่อศาลในวันที่ 30 กันยายน
ทั้งนี้ เชื่อว่าจากข้อกฎหมาย มีความน่าจะเป็นสูงมาก แต่อย่างไรก็ตาม ขอให้เป็นไปตามการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ก่อน




