'ปกรณ์' ชงกฎหมายฟันโกงสอบราชการ ชี้เป็นมะเร็งร้ายทำลายชาติ

3 ก.ค. 2569 - 13:28

  • 'ปกรณ์' เสนอกฎหมายเอาผิดทุจริตสอบราชการเป็นคดีอาญา ชี้เป็นมะเร็งร้ายทำลายชาติ ให้ ป.ป.ช. สืบสวนด่วน กำหนดโทษตัดสิทธิตลอดชีวิต หากเป็นข้าราชการให้ไล่ออกและรับโทษ 2 เท่า

'ปกรณ์' ชงกฎหมายฟันโกงสอบราชการ ชี้เป็นมะเร็งร้ายทำลายชาติ

ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวระบุว่าการสอบเข้ารับราชการ การทุจริตในการสอบเข้าทำงานภาครัฐเป็นมะเร็งร้ายที่กัดกร่อนความเชื่อมั่นในระบบราชการ ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายจัดการเรื่องนี้โดยตรง

ปกรณ์ ระบุว่า จะดีไหมถ้าจะมีกฎหมายกำหนดความผิดในการสอบบรรจุเข้ารับราชการหรือปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ โดยมีเหตุผลดังนี้โดยที่ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐมีหน้าที่และอำนาจในการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย การจัดทำและให้บริการสาธารณะ และการบริหารราชการแผ่นดิน ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐจึงต้องเป็นผู้มีความรู้ความสามารถที่แท้จริง และมีความซื่อสัตย์สุจริตในการปฏิบัติหน้าที่

การคัดกรองบุคคลเพื่อบรรจุแต่งตั้งหรือเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐทุกประเภทและทุกระดับจึงต้องเป็นกระบวนการที่มีคุณภาพ โปร่งใส เป็นธรรม และปราศจากการทุจริตในทุกขั้นตอน เพื่อคัดกรองให้ได้คนเก่งและดีเข้ามาทำงานในหน่วยงานของรัฐ อันจะทำให้การบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย การจัดทำและให้บริการสาธารณะ และการบริหารราชการแผ่นดินมีประสิทธิภาพ โปร่งใส หากมีการทุจริตในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ ก็จะทำให้ได้คนทุจริตซึ่งไม่มีคุณภาพเข้ามาทำหน้าที่บังคับการให้เป็นไปตามกฎหมาย การจัดทำและให้บริการสาธารณะ และการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งย่อมบังเกิดผลเสียหายร้ายแรงแก่ประเทศชาติตามมา

อย่างไรก็ดี ปรากฏว่ามีการทุจริตในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐอยู่เนืองๆ โดยใช้วิธีการต่างๆ เพื่อให้ตนเองหรือผู้อื่นสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐ หลายกรณีมีการกระทำกันเป็นขบวนการ มีผู้ร่วมกระทำความผิดเป็นจำนวนมาก ซึ่งยิ่งทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในภาครัฐ สมควรกำหนดให้มีความผิดในการสอบบรรจุเข้าทำงานในหน่วยงานของรัฐขึ้นเป็นการเฉพาะ เพื่อมิให้เกิดการกระทำความผิดอันมีผลต่อเนื่องที่ร้ายแรงต่อประเทศชาติในระยะยาวเช่นนี้ขึ้น

สาระสำคัญคือ

1. กำหนดให้การทุจริตในการสอบบรรจุเข้ารับราชการหรือการเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐเป็นความผิดอาญา

2. ให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีหน้าที่และอำนาจสืบสวนสอบสวนการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ด้วย

3. เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติหน้าที่ตาม 2 ให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน จัดให้มีช่องทางการแจ้งเบาะแสหรือข้อมูลการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้โดยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ด้วย

4. ในกรณีที่มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีหน้าที่และอำนาจสืบสวนสอบสวน แล้วแต่กรณี ดำเนินการสืบสวนสอบสวนโดยเร็ว

5. เมื่อมีการดำเนินการสืบสวนสอบสวนตาม 4 ให้หัวหน้าหน่วยงานของรัฐที่ดำเนินการให้มีการสอบบรรจุมีคำสั่งให้ยุติการดำเนินการสอบบรรจุไว้เป็นการชั่วคราวจนกว่าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน มีหน้าที่และอำนาจสืบสวนสอบสวน แล้วแต่กรณี จะมีหนังสือแจ้งผลการสืบสวนสอบสวน

6. ผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้ถือว่าเป็นผู้เคยกระทำทุจริตในการสอบเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐ และให้ตัดสิทธิเข้ารับราชการหรือเข้าปฏิบัติงานในหน่วยงานของรัฐทุกแห่ง

7. ในกรณีผู้กระทำความผิดหรือผู้ใช้หรือผู้สนับสนุนการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้เป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง หรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ให้ไล่ออกจากราชการ และต้องรับโทษหนักขึ้นอีกเท่าหนึ่ง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์