ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวถึงกรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จะเปิดประชุมคณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) เพื่อพิจารณาว่า จะรับคดีเกี่ยวกับการฮั้วเลือก สว. เป็นคดีพิเศษหรือไม่ว่า เรื่องนี้ต้องย้อนกลับไปมอง เพราะเรื่องนี้เคยเข้าสู่กระบวนการของกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) แล้ว จึงอยากตั้งคำถามถึงการทำงานของกกต.ว่า ได้ทำงานรวดเร็วและเท่าเทียมกันในทุกกรณีหรือไม่ เพราะที่ผ่านมามีหลายกรณีที่ กกต.ทำงานเร็วมาก แต่ก็มีอีกหลายกรณีที่ กกต.จะแกล้งลืม ซึ่งใช้เวลานานส่วน DSI จะมีอำนาจหรือไม่ คิดว่า เป็นเรื่องทางกฎหมายที่อาจจะถกเถียงกันได้
“แต่ต้องตั้งคำถามว่า ที่ผ่านมา กกต.ทำอะไรอยู่ ทั้งๆ ที่เรื่องนี้เคยถูกส่งไปนานมากแล้ว และสิ่งที่สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจน คือที่มาของ สว. ตามรัฐธรรมนูญ ปี 2560 ไม่ได้ตอบโจทย์อะไรและนำมาซึ่งปัญหา จึงอยากตั้งคำถามให้สังคมว่าตกลงแล้ว คำว่า สว.เป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย ด้วยกติกาแบบนี้ ตอบโจทย์หรือไม่ และยังจำเป็นต้องมี สองสภาอยู่หรือไม่ คิดว่าปัญหาครั้งนี้เป็นสัญญาณสำคัญ ที่ต้องมาคิดกันอีกครั้งถึงการดำรงอยู่ของ สว.”
— ปกรณ์วุฒิ กล่าว
ส่วนที่เรื่องนี้ถูกมองว่า เป็นการงัดข้อกันระหว่างผู้มีบารมีทางการเมืองทั้งสองฝั่ง ปกรณ์วุฒิ ระบุว่า เรื่องนี้วนกลับมาที่เดิม คือที่มาของ สว.ตามที่รัฐธรรมนูญ ปี2560 กำหนดไว้ ที่ยืนยันว่า จำเป็นต้องแก้ที่มาของ สว.ว่า ตอบโจทย์การทำงานของสภาฯ จริงหรือไม่ ข้อครหาที่บอกว่า สว.อยู่ภายใต้อาณัติของพรรคใดพรรคหนึ่ง ก็เป็นการพูดอย่างกว้างขวาง ทำให้วนกลับมาถามเหมือนเดิมว่า ที่มา ของ สว. ควรจะเป็นแบบนี้หรือไม่ ถ้าจะมี สว. ควรจะมาจากการเลือกตั้งของประชาชนทั้งประเทศ
“ขอฝากไปถึง กกต. นอกจากเรื่องการทำหน้าที่ ความจริงแล้ว กกต. ไม่ได้แค่ตั้งขึ้นมาเพื่อทำตามกฎหมายที่ระบุ คุณควรจะให้ความเห็นได้ตั้งแต่แรก ว่าวิธีแบบนี้มันไม่เวิร์ค ไม่ใช่เขาบอกว่าทำตามกติกาทุกอย่าง ทุกอย่างถูกต้องตามกฎหมาย งั้นใช้ Ai มาเป็น กกต. ก็ได้ ไม่ต้องใช้คน” ปกรณ์วุฒิ กล่าว
ทั้งนี้ เมื่อถามว่า หากเป็นการงัดข้อระหว่างผู้มีอำนาจทางการเมืองทั้งสองพรรคจริง จะถึงขั้นเปลี่ยนขั้วรัฐบาลเลยหรือไม่ ปกรณ์วุฒิ หัวเราะพร้อมกล่าวว่า ขอย้อนกลับไปยังกติกาการเลือก สว.ที่มีปัญหา แต่จะงัดข้อถึงการเปลี่ยนขั้วรัฐบาลหรือไม่ ก็ขอยืนยันว่า เราพร้อมที่จะเลือกตั้งและให้ประชาชนตัดสินใจอีกครั้งหนึ่งว่า จะให้ใครเป็นผู้นำรัฐบาล จะเปลี่ยนหรือไม่เปลี่ยนขั้วก็ตาม พรรคประชาชน ยืนยันว่าในสภาชุดนี้เราไม่เข้าไปร่วมรัฐบาลแน่นอน
ปกรณ์วุฒิ ยังให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 151 ว่า เนื้อหาญัตติเสร็จสิ้นเรียบร้อย ซึ่งในวันที่ 27 ก.พ.คงจะมีการยื่นต่อประธานสภาฯ ส่วนกรอบระยะเวลาในการอภิปราย ยืนยันว่า เราขอประมาณ 5 วัน และอยากส่งเสียงไปยังพรรคเพื่อไทยเป็นหลัก เพราะเราเคยเป็นพรรคร่วมฝ่ายค้านด้วยกัน ในสภาชุดที่ 25 มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจทั้งหมด 4 ครั้ง และทุกครั้งใช้เวลา 4 วัน ทุกท่านคงทราบดี ซึ่งหลายท่านก็อวดอ้างตัวเองว่าเก๋าเกมทางการเมือง รู้เรื่องการตรวจสอบถ่วงดุล และในสมัยที่แล้วท่านก็ขอวันอภิปรายไปกับฝ่ายรัฐบาล 5 วันทุกครั้ง หวังว่าได้เป็นรัฐบาล แล้วก็คงจะไม่ลืมว่า ประเทศนี้ยังมีการตรวจสอบถ่วงดุลโดยสภาฯ ระหว่างฝ่ายค้านที่เป็นนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารอยู่ และยืนยันว่า ฝ่ายรัฐบาลจำเป็นต้องให้เวลากับฝ่ายค้านเต็มที่ คาดว่า จะไม่มีข้ออ้างเรื่องคณะรัฐมนตรี (ครม.) หรือนายกรัฐมนตรีติดภารกิจ เพราะนี่คือภารกิจตามรัฐธรรมนูญในการมาชี้แจงต่อสภาฯในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
เมื่อถามว่า การอภิปรายรัฐบาลที่จะถึงนี้ ถือเป็นครั้งแรกของรัฐบาล แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ คาดหวังให้ครม.มาตอบชี้แจงหรือไม่ ปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า คิดว่า ไม่ใช่ความคาดหวัง แต่เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรี ไม่ใช่ถูกถามคำถามหรือถูกตั้งคำถาม แล้วไม่มีการมาตอบชี้แจงเลย หรืออาจจะให้ใครในพรรคคอยลุกขึ้นประท้วงไม่ให้ฝ่ายค้านพูด คือว่า นี่คือหน้าที่ของรัฐมนตรี ที่เมื่อถูกซักฟอกไม่ว่าจะเป็นข้อมูลด้านไหนก็ตามก็เป็นหน้าที่ของรัฐมนตรีที่ต้องชี้แจง ประชาชนจะได้ฟัง 2 ด้าน ว่าฝ่ายค้านกล่าวหาว่าอะไร และรัฐมนตรีชี้แจงว่าข้อมูลที่ฝ่ายค้านพูดไปนั้นถูกต้องหรือไม่
ส่วนที่ผ่านมานายกฯ ระบุว่า เกร็งข้อสอบไว้บ้างแล้ว ในวิปฝ่ายค้านได้มีการคุยกันหรือไม่ว่าข้อสอบอาจจะรั่ว ปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า เราไม่กังวลเรื่องข้อสอบรั่ว หรือหากรั่ว ถ้าสิ่งที่เราพูดคือข้อเท็จจริงก็วัดกันในสภาฯ ว่า ข้อมูลที่เราพูดไปกับสิ่งที่นายกฯหรือรัฐมนตรีจะชี้แจงกลับมา สังคมจะให้น้ำหนักกับฝั่งไหนมากกว่ากัน อย่างไรก็ตาม ย้ำว่าวั นที่ 27 ก.พ. น่าจะรู้ว่า มีประเด็นใดบ้าง และผู้นำฝ่ายค้านจะนำแถลงเรื่องนี้ด้วยตัวเอง
ทั้งนี้ จากเสถียรภาพของรัฐบาล ทางฝ่ายค้านมีลุ้นเรื่องการลงคะแนนหรือไม่นั้น ปกรณ์วุฒิ คิดว่าเป็นการพูดคุยของพรรคร่วมฯ และหากถามว่าคาดหวังหรือไม่นั้น ทุกครั้งที่เราอภิปรายสิ่งที่เราคาดหวังมากคือ สังคมจะเห็นว่า ข้อมูลที่มีจะสะท้อนถึงความไม่มีประสิทธิภาพ ความทุจริตคอร์รัปชันของรัฐบาลอย่างไร ส่วนการลงมติเป็นเรื่องของการเมืองเป็นหลัก
“เราหวังว่าการลงมติ หรือการไปล็อบบี้เพื่อลงมติไว้วางใจ จะไม่ใช่การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกันระหว่างพรรคการเมือง เพื่อให้ลงมติไว้วางใจ หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง และคาดหวังว่าทุกคนจะลงมติตามเนื้อหาสาระที่ทางฝ่ายค้านได้พูดไป และหากสิ่งไหนชัดเจนมากหรือพรรคไหนมีแผลที่ชัดเจน หลักฐานชัด คิดว่าในฐานะผู้นำรัฐบาลก็ควรจะตัดสินใจในการปรับครม. หรือปรับรัฐมนตรี ที่อาจจะมีข้อครหาเหล่านั้นออก”
— ปกรณ์วุฒิ กล่าว




