ทุกฝ่ายก็พร้อมแล้ว! ยื้อ ‘นิรโทษกรรม’ ได้ประโยชน์อะไร?

8 ต.ค. 2567 - 13:08

  • ‘ประธานวิปฝ่ายค้าน’ ถามยื้อ ‘นิรโทษกรรม’ ได้ประโยชน์อะไร?

  • ชี้ความขัดแย้งทางการเมืองเป็น ‘บาดแผลใหญ่’ มีมานาน

  • เป็นหน้าที่ สส.ต้องนำมาพูดคุยกันอย่างมีวุฒิภาวะ

  • หาจุดกลางที่ดี ‘เปิดประตูบานแรก’

Pakornwut_suspicious_of_the_amnesty_issue_SPACEBAR_Hero_da0ed3a5b2.jpg

ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการเรียกหัวหน้าพรรคการเมืองมาพูดคุยหลักการนิรโทษกรรม ว่า ยังไม่มีใครติดต่อมาพูดคุยอะไร

แต่ถ้าใครได้อ่านโพสต์ของ ชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ถือเป็นบันไดขั้นแรกที่เราเอารายงานฉบับนี้ ที่มีกรรมาธิการทุกพรรคการเมืองเข้าไปพูดคุยกัน รายงานฉบับนี้ไม่ได้เป็นการเสนอกฎหมายเป็นการพูดถึงแนวทางว่าจะมีทางเลือกไหนบ้าง ดังนั้น คิดว่าเป็นบันไดขั้นแรกที่ดีที่เราเอามาพูดคุยกันในรัฐสภาอย่างมีวุฒิภาวะ

ส่วนการเลื่อน ยังไม่เข้าใจว่าตอนนี้พยายามจะเลื่อนอะไร ไม่แน่ใจว่าไม่พร้อมเรื่องอะไร ทุกฝ่ายควรยอมรับกันได้แล้วว่า ความขัดแย้งทางการเมืองใน 4-5 ที่ผ่านมา เป็นบาดแผลใหญ่ที่ทำให้สังคมเกิดความขัดแย้งถึงร้าวลึก

ดังนั้น ในการเปิดประตูบานแรกด้วยการมาพูดคุยถึงการนิรโทษกรรม ของผู้ที่กระทำผิดกฎหมาย โดยมีเหตุจูงใจทางการเมือง ถือเป็นก้าวแรกที่ดีที่จะมีความสามัคคีและปรองดองในสังคม ทั้งหมดนี้ เป็นรายงานการศึกษา ไม่ใช่กฎหมาย การนำมาพูดคุยกันในสภาในสมัยประชุมนี้ ตอนแรก ผมก็คาดหวังว่าจะเป็นวันที่ 10 ต.ค.นี้ แต่ก็มีการเลื่อนออกไปอีก และจะเป็นเรื่องตลกมากที่ 2 สัปดาห์ที่เหลือ ประธานฯ ขอเลื่อนไปเรื่อยๆ ก็จะไม่สมเหตุสมผลว่า เลื่อนไปเพื่ออะไร

ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล

ส่วนที่มีการเลื่อนออกไป เพราะจะมีการพูดคุยกับหัวหน้าพรรคการเมือง แต่ยังไม่มีท่าทีที่จะคุยกัน จะถือเป็นการ ‘ยื้อ’ หรือไม่ ปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ถ้ามองก็มองได้ว่าเป็นการยื้อ เพราะไม่แน่ใจว่ายื้อไปแล้วมีประโยชน์อย่างไร เห็นว่ามีการพูดคุยกันว่าทุกฝ่ายก็พร้อมแล้ว

เมื่อถามว่า ที่ฝ่ายรัฐบาลอาจจะเป็นกังวลเพราะเรื่องมาตรา 112 ปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า ประเด็นนี้ต้องเอาเข้ามาพูดคุยกัน การเข้ามาเห็นชอบกับรายงาน ไม่ได้แปลว่าทุกฝ่ายเห็นชอบกับการนิรโทษกรรม

อาจจะมีความกังวลมากเกินไปหรือไม่? ความขัดแย้งที่มีอยู่ข้างนอก คือหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎร ที่จะหยิบยกเข้ามาถึงวุฒิภาวะความคิดเห็น แตกต่าง หลากหลาย ไม่เห็นด้วยได้ หาจุดตรงกลาง ที่คิดว่าจะดีกับสังคมในระยะยาว

ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล

‘วิปฝ่ายค้าน’ ชี้สามารถเปิดประชุมสมัยวิสามัญ ถก ‘กฎหมายประชามติ’ ให้ทันเลือก อบจ.ต้นปีหน้าได้

ประธานวิปฝ่ายค้าน ยังให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวันที่ 9-10 ต.ค.นี้ ว่า วันที่ 9 ต.ค. จะมีรายงานที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม 4 ฉบับ, กฎหมายเกี่ยวกับประมวลที่ดิน ที่ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน เป็นผู้เสนอ

รวมถึงร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประชามติ ที่ทางวุฒิสภาแก้ไขกลับมา เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรลงมติจะรับตามที่ สว.แก้ หรือจะยืนยันร่างของ สส. ส่วนกระทู้ถามในวันที่ 10 ต.ค.นั้น ต้องรอติดตาม

เมื่อถามว่า แนวทางต่อจากนี้ สส.มองทางออกเรื่องประชามติอย่างไร ปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า เท่าที่มีการพูดคุยกัน วิปรัฐบาลก็เห็นตรงกับวิปฝ่ายค้าน ซึ่งเราคงมีการยืนยันในหลักการของร่างที่ สส.ส่งไปให้ และคงต้องมีการตั้ง กมธ.ร่วมกันเพื่อเข้าไปพิจารณาว่า ท้ายที่สุดแล้วจะออกมาเป็นเช่นไร

สิ่งที่ผมกังวลและตั้งข้อสังเกตไว้ คือไทม์ไลน์ที่ตอนแรก มีการวางแผนกันไว้ว่า จะทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งนายก อบจ. ที่จะเกิดขึ้นในช่วงต้นปีหน้า และเกิดขึ้นพร้อมกันในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ซึ่งหากทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งนายก อบจ. ในคราวเดียวกัน ก็น่าจะประหยัดงบประมาณได้เยอะ และสะดวกกับประชาชนในการออกมาใช้สิทธิ์

ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล

การแก้ไขร่างฯ และการตั้ง กมธ.ร่วมกัน อาจทำให้กระทบไทม์ไลน์ แต่ยังมั่นใจว่า หากทุกฝ่ายเห็นพ้องกันว่า นี่คือประตูบานแรกที่จะนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เป็นฉบับของประชาชนจริงๆ และหากทุกคนที่เข้าไปเป็น กมธ.ร่วม พิจารณาด้วยความรวดเร็วและรอบคอบเพื่อให้ทัน คิดว่าน่าจะมีประโยชน์

อย่างไรก็ตาม หากจำเป็นต้องใช้เวลา และเป็นช่วงที่คาบเกี่ยวกับช่วงปิดสมัยประชุมสภาฯ ผมคิดว่าสภาฯ ควรพิจารณาเปิดสมัยประชุมวิสามัญ เพื่อให้การประชามติสามารถเกิดขึ้นได้ในช่วงต้นปีหน้า

ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล

เมื่อถามว่า กังวลหรือไม่ หากประชามติไม่ทันช่วงต้นปีหน้า แล้วต้องจัดเอง อาจทำให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์น้อย ปกรณ์วุฒิ มองว่า ขั้นแรกเราพยายามทำให้ทันก่อน และคิดว่าหากทุกฝ่ายไม่มีเจตนาที่จะถ่วงเวลาแล้วร่วมกัน ก็สามารถทำได้อยู่แล้ว หาก กมธ.พิจารณาเสร็จเร็วแล้ว สภาฯ สามารถขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญได้ ก็มั่นใจว่าประชามติสามารถเสร็จทันท่วงทีได้ เพราะทาง สว.ก็ไม่ได้แก้หลายประเด็น

เมื่อถามว่า มีการประสานไปยังพรรครัฐบาลหรือประธานสภาฯ เปิดประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญแล้วหรือไม่ ปกรณ์วุฒิ ก็มองว่า หลังวันที่ 9 ตุลาคม คงต้องมีการพูดคุยกับ กมธ.ร่วมก่อน หากการวางแผนเป็นไปได้ด้วยดี วางแผนได้ว่าจะเสร็จสิ้นช่วงไหน ก็สามารถพูดคุยกับประธานสภาฯ ต่อได้ คิดว่าไม่น่ามีปัญหา และ สส.ทั้งสภาฯ ก็น่าจะเห็นพ้องต้องกัน

ส่วนกรณีที่ สว.มองว่า หาก สส.อยากแก้ ก็สามารถใช้กฎหมายประชามติฉบับปัจจุบันดำเนินการได้เลย ปกรณ์วุฒิ มองว่าอยากให้เสร็จสิ้นสมบูรณ์พร้อม น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า ยืนยันว่ายังเป็นไปได้อยู่

เมื่อถามต่อว่า การไม่ใช้กฎหมายประชามติ ปี 64 เพราะกังวลว่า อาจจะไม่ผ่านใช่หรือไม่ ปกรณ์วุฒิ กล่าวว่า หากเราใช้ฉบับใหม่ น่าจะมีความชอบธรรมกว่า เพราะมีหลายประเด็นที่ สส.ได้แก้ไข และยืนยันว่า ยังมั่นใจว่าประเด็นที่ สว.แก้ไขมานั้น ไม่ต้องใช้เวลานาน

ส่วนกรณีหากท้ายที่สุดแล้ว การมาตั้ง กมธ.ร่วม แล้วนำกฎหมายกลับไปที่แต่ละสภาฯ แต่ยังมีความเห็นที่ไม่ตรงกัน ทำให้กฎหมายฉบับนี้ต้องพักไป 6 เดือน ปกรณ์วุฒิ บอกว่า เรื่องนี้คงต้องพิสูจน์ความจริงใจ

เพราะที่ผ่านมา ก็มีคนครหาว่าเป็นการถ่วงเวลาหรือไม่ เพื่อไม่ให้มีการประชามติ ไม่ให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญหรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ซึ่งต้องตั้งเป็นข้อสังเกตว่าแต่ละฝ่ายมีความจริงใจเรื่องนี้อย่างไรบ้าง

ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์