‘ภาคภูมิ’ เปิดฟางเส้นสุดท้าย! สะบั้นสัมพันธ์ ‘บิ๊กโจ๊ก’

7 ม.ค. 2569 - 18:37

  • ‘ภาคภูมิ’ ยื่นรัฐสภาส่งศาลฎีกา ฟัน ‘เอกวิทย์’ ปม “สินบนทองคำ 246 บาท”

  • แฉฟางเส้นสุดท้ายสะบั้นสัมพันธ์ ‘บิ๊กโจ๊ก’ ถูก “จัดฉาก” ให้ไปรับทองคืน

  • ยันไร้ ‘ดีลตำรวจ’ พร้อมเผย ‘นายเก่า’ พยายามติดต่อเจรจา–ย้ำยังเคารพแต่ต้องแยก “ความถูกต้อง”

‘ภาคภูมิ’ เปิดฟางเส้นสุดท้าย! สะบั้นสัมพันธ์ ‘บิ๊กโจ๊ก’

พ.ต.อ.ภาคภูมิ พิศมัย อดีตลูกน้องคนสนิท ‘บิ๊กโจ๊ก’ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (อดีตรอง ผบ.ตร.) เข้ายื่นหนังสือถึง มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ในฐานะทำหน้าที่ประธานรัฐสภา ผ่าน พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) เพื่อให้ยื่นเรื่องต่อศาลฎีกา ดำเนินการเอาผิด เอกวิทย์ วัชชวัคคุ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณี “รับสินบนทองคำจำนวน 246 บาท” เพื่อช่วยเหลือ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ในคดีเว็บพนันออนไลน์

พิสิษฐ์ กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนี้จะส่งเอกสารให้ สว. ทั้ง 200 คนรับทราบ และดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 236 โดยมีสมาชิกรัฐสภา 1 ใน 5 หรือ 40 คน ยื่นเรื่องต่อประธานศาลฎีกาให้ตั้งองค์คณะไต่สวน ดำเนินการเอาผิดกรรมการ ป.ป.ช. เนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนดให้ดำเนินการผ่านประธานรัฐสภา ซึ่งปัจจุบันประธานวุฒิสภาทำหน้าที่ประธานรัฐสภา

ขณะที่ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ชี้แจงว่า ได้นำพยานเอกสารและวัตถุพยานมายื่นต่อประธานวุฒิสภา เพื่อพิจารณาส่งเรื่องต่อประธานศาลฎีกา เอาผิดกรรมการ ป.ป.ช. กรณีรับสินบนทองคำ 246 บาท การที่ผมเปิดหน้าออกมาเปิดเผยความจริงทุกอย่างในวันนี้ มีฟางเส้นสุดท้ายคือ การที่ผู้บังคับบัญชาโยนความผิดเกี่ยวกับเรื่องการติดสินบนทองคำ 246 บาท ต่อ ป.ป.ช. มาให้ผม อะไรที่เกินขีดความจำกัด และเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง ก็ต้องหยุดยั้งกระบวนการเหล่านี้

และก่อนหน้านี้ยังมีเหตุการณ์วันแถลงข่าว 19 มี.ค. 2567 เกี่ยวกับเส้นเงินเว็บพนัน BNK 38 ล้านบาท ที่เชื่อมโยงถึงอดีต ผบ.ตร. ในวันนั้น ผมและน้องชาย (พ.ต.อ.เขมรินทร์ พิศมัย อดีตผู้กำกับการตำรวจตรวจคนเข้าเมือง จังหวัดจันทบุรี) ไม่เห็นด้วยที่จะมีการแถลงข่าวกล่าวหาใครโดยไม่มีข้อมูล จึงมีปากเสียงทะเลาะกับผู้บังคับบัญชาอย่างรุนแรง รวมถึงมีหลายครั้งที่มีพฤติกรรมโยนความผิดเรื่องอื่น ๆ ให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นผู้รับผิดแทน

ลูกน้องบางคนถูกทำร้ายร่างกาย มีทั้งที่เห็นกับตาและคนอื่นเล่าให้ฟัง การให้คนอื่นรับโทษแทน โดยสัญญาว่าหากได้กลับมาจะช่วยเหลือภายหลัง แต่ในความเป็นจริง เมื่อคดีความเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เรื่องไม่ได้จบง่าย ๆ

พร้อมยืนยันว่าการออกมาเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ “ไม่ได้มีผลประโยชน์แลกเปลี่ยนกับทางตำรวจ” คดีของผมมีเพียงเรื่อง “เว็บพนันมินนี่” อย่างเดียว และคดีนี้อยู่ในชั้น ป.ป.ช. หากไปดีลกับตำรวจจะช่วยเหลืออะไรได้ เพราะคดีอยู่ที่ ป.ป.ช.

พ.ต.อ.ภาคภูมิ เผยด้วยว่า หลังจากเปิดหน้าออกมา มีความพยายามจาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ติดต่อมาผ่านตำรวจรุ่นพี่ แต่ไม่มีอะไรต้องคุย เพราะคดีดำเนินไปแล้ว จึงไม่ได้คุย ส่วนคดีถ่ายคลิปที่บ้าน วันมูหะมัดนอร์ มะทา อดีตประธานสภาผู้แทนราษฎร มีความพยายามจะให้ผมยอมรับว่าเป็นผู้ถ่ายคลิป เพื่อไปกดดัน สุชาติ ตระกูลเกษมสุข ประธาน ป.ป.ช. ทำให้พ่อของผมรับไม่ได้ โกรธมาก และตัดกันเด็ดขาดตั้งแต่วันนั้น เดิมผมเคยชื่นชม พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ที่ตั้งใจทำงาน แต่หลังจากมีเรื่องกัน ทำให้เห็นวิธีการอื่นที่นอกเหนือจากการทำงาน บางอย่างขัดกับความเป็นตัวเรา

ส่วนกรณีที่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (รอง ผบช.ก.) ระบุในทำนองว่าการทำงานของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นวิธีที่ “ไร้ร่องรอย” นั้น ผู้บังคับบัญชาระดับสูงมักใช้ลูกน้องทำงาน ทำธุรกรรมแทนให้ทุกอย่าง จึงไม่มีหลักฐานไปเกี่ยวข้องกับคนสั่งการ ทำให้เป็นเรื่องยากที่จะบอกว่ามีความเกี่ยวข้อง จึงจำเป็นต้องเก็บหลักฐาน ผมติดใจ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ มาตั้งแต่เรื่องคลิป วันมูหะมัดนอร์ มะทา กระทั่งมาถึงเรื่องคดีสินบนทองคำ ที่มีความพยายามจะคืนเงิน เพราะผมกับ เอกวิทย์ ไม่รู้จักกัน จึงมีการติดต่อให้คนกลางมาคุยกับผมตามในคลิป

ตอนแรกไม่อยากอัดคลิป ครั้งแรกโทรมาขอให้ผมรับว่าเป็นเจ้าของเงิน เพื่อให้ไปรับเงินคืน แต่ผมปฏิเสธเพราะไม่ได้เป็นเงินผม เงินใครก็ให้ไปรับเอง รู้สึกแปลกใจที่ให้ผมไปรับแทน แต่ยังมีความพยายามโทรติดต่อให้ผมไปรับเงิน และบอกจะยกเงินดังกล่าวให้ผมเลย ผมก็ยิ่งไม่เอาเพราะไม่ใช่ของผม ถ้าผมไปรับก็เท่ากับเป็นคนให้ แสดงว่าทองเป็นของผม ผมจึงปฏิเสธไป จนในที่สุดเขาก็ไปคืนกันเอง

พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวอีกว่า ส่วนที่ศาลปกครองนัดตัดสินคดีวันที่ 9 ม.ค.นี้ จะให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กลับเข้ารับราชการตำรวจหรือไม่นั้น ผมก็อยากให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้กลับมาทำงาน หวังว่าจะได้กลับมา และไม่ต้องค้างคาใจว่า ผมมีส่วนทำให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้รับผลกระทบ ส่วนเรื่องคดีให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม ทั้ง ป.ป.ช. อัยการ ศาล และตำรวจ หากทุกหน่วยทำตรงไปตรงมา ไม่มีใครไปสั่งคดีได้ เพราะเป็นคดีที่มีคนสนใจและจับตามอง

ส่วนกระแสสังคมที่โจมตีการออกมาแฉข้อมูลครั้งนี้นั้น ไม่เกินความคาดหมาย ผมเตรียมรับอยู่แล้ว ทางกฎหมายอาจต้องเป็นผู้ต้องหา ซึ่งผมเตรียมใจไว้แล้ว ขึ้นอยู่กับ ป.ป.ช. และปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการ

เมื่อถามว่า การออกมาเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ถือว่าจบแล้วหรือไม่ เป็นการแตกหักหรือไม่? พ.ต.อ.ภาคภูมิ กล่าวว่า “ไม่ถึงขั้นนั้น ยังเคารพในฐานะผู้บังคับบัญชาที่เคยช่วยสนับสนุน แต่วันนี้ต้องแยกกันระหว่างความถูกต้องเพื่อคนส่วนรวม เพื่อตัวผมเอง และเพื่อองค์กร แม้จะถูกกล่าวหาว่าทรยศหักหลัง ก็เตรียมรับไว้อยู่แล้ว”

เรื่องนี้คนที่ถูกหักหลังคนแรกคือ เอกวิทย์ ถูกถ่ายคลิปเพื่อแบล็กเมล คนที่สองคือผม ที่พยายามให้ผมไปรับเงินคืน เพื่อจัดฉากว่าเป็นเจ้าของเงิน ถ้าสองสิ่งนี้เรียกว่าหักหลัง ก็ไม่ต่างจากสิ่งที่ผมออกมาเปิดเผยข้อมูล ขึ้นอยู่กับว่าใครหักหลังใครก่อน

‘ป.ป.ช.’ ยังไม่ถกรับคดี ‘บิ๊กโจ๊ก’ ติดสินบน ชี้ต้องตรวจสอบข้อมูลเพิ่ม

ขณะที่ สุรพงษ์ อินทรถาวร รองเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) รักษาราชการแทนเลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. วันนี้ (7 ม.ค.) ยังไม่ได้มีการหารือถึงคดีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบคดี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรอง ผบ.ตร. ติดสินบนเป็นทองคำหนัก 246 บาทแก่ เอกวิทย์ วัชชวัลคุ กรรมการ ป.ป.ช. เพื่อช่วยเหลือคดีที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ถูกกล่าวหารับผลประโยชน์คดีพนันออนไลน์ ไว้พิจารณา หรือจะส่งสำนวนกลับไปให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติหรือไม่ ยังไม่ได้มีการบรรจุวาระนี้เข้าที่ประชุม เนื่องจากเห็นว่ายังมีข้อเท็จจริงที่ต้องไปตรวจสอบอย่างละเอียดรอบคอบก่อน

การที่ยังไม่ได้บรรจุเรื่องนี้เข้าวาระการประชุมนั้น ยืนยันว่าไม่ได้เป็นเพราะความกดดัน เพราะผมและกรรมการ ป.ป.ช. ทำเรื่องลักษณะนี้มานาน ผ่านกันมาเยอะ แต่เราดูหน้างานเห็นว่ามีลักษณะที่ต่างจากทั่วไป โดยเหตุแห่งคดีมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย อย่างน้อยก็ 3 ฝ่าย จึงต้องดูข้อกฎหมายเยอะ อย่างไรก็ตาม คาดว่าสัปดาห์หน้าน่าจะมีความคืบหน้าในเรื่องนี้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์