‘พลังประชารัฐ’ จี้สอบปฏิญญากัวลาลัมเปอร์โยงปม ‘แรร์เอิร์ธ’ หวั่นต่างชาติแทรกแซง

29 ต.ค. 2568 - 15:14

  • ‘พลังประชารัฐ’ ยื่นประธานสภาฯ สอบปฏิญญากัวลาลัมเปอร์

  • ชี้ ‘MOU แรร์เอิร์ธ’ อาจเปิดช่องต่างชาติแทรกแซงกิจการในไทย

  • เตือนเสี่ยงละเมิดรัฐธรรมนูญมาตรา 3 และหลักความเป็นกลางทางการต่างประเทศ

‘พลังประชารัฐ’ จี้สอบปฏิญญากัวลาลัมเปอร์โยงปม ‘แรร์เอิร์ธ’ หวั่นต่างชาติแทรกแซง

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ยื่นหนังสือถึง วันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ผ่าน คัมภีร์ ดิษฐากรณ์ โฆษกประธานสภาฯ เพื่อให้ตรวจสอบความเหมาะสมของท่าทีทางภูมิรัฐศาสตร์ของรัฐบาลต่อปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ และบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับแร่หายาก

ธีระชัย ระบุว่า “ปฏิญญากัวลาลัมเปอร์” ที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ไปลงนามนั้น มีข้อวิจารณ์ว่าล้มเหลวใน 2 ประเด็น

  • ล้มเหลวเรื่องการปราบปรามสแกมเมอร์
  • ล้มเหลวการแก้ปัญหาบ้านหนองจาน และบ้านหนองแก้ว

ซึ่งในเรื่องของสแกมเมอร์ อ่านเนื้อหาในตัวปฏิญญาปรากฏว่า “พูดถึงปัญหาสแกมเมอร์เบาบางมาก ไม่มีคำว่าสแกมเมอร์ หรือคอลเซ็นเตอร์ชัดเจน”

ขั้นตอนในการดำเนินการโยนไปอยู่ที่คณะกรรมการ GBC ซึ่ง พล.อ.ณัฐพงศ์ นาคพาณิชย์ รมว.กลาโหม ได้ออกมาพูดถึงความคืบหน้าว่ามีการตั้งหน่วยงานตำรวจของทั้งสองฝ่าย ทำการกวาดล้าง แต่เห็นว่า “ปฏิญญาดังกล่าวไม่มีการกำหนดกรอบแผนงาน” ซึ่งลักษณะอย่างนี้จะลากไปได้ยาว และการให้องค์กรตำรวจของทั้งสองประเทศมาร่วมทำแผนปฏิบัติการยิ่งไม่น่าเชื่อถือ เพราะมีข่าวว่าวงการข้าราชการและการเมืองของสองประเทศเกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์

ดังนั้นวิธีการที่จะจัดการสแกมเมอร์ได้อย่างแท้จริง ซึ่งคณะของผมเคยยื่นต่อประธานสภาฯ ไปแล้ว อาทิ การตัดเส้นทางการเงิน ตัดจ่ายไฟ จ่ายน้ำมัน ตัดเน็ต รวมถึงห้ามส่งออกทองคำไปกัมพูชา เป็นต้น

นอกจากนี้ “นายกฯ ยังได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับสหรัฐฯ เกี่ยวกับเร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งเปิดช่องทางเฉพาะพิเศษให้สหรัฐฯ สามารถล่วงรู้ข้อมูลเกี่ยวกับแร่หายาก ล่วงรู้การจัดลำดับขั้นตอนดำเนินการของโครงการต่างๆ สามารถได้รับสิทธิการเข้ามาลงทุนเหมืองแร่ก่อนผู้อื่น รวมไปถึงโครงการเกี่ยวกับการถลุงและแต่งแร่ สามารถเข้ามาแทรกแซงในการยกร่างหรือแก้ไขทบทวนกฎระเบียบเกี่ยวกับแร่หายากเพื่อความมั่นคงของชาติไทย ได้รับสิทธิที่ไทยจะต้องแจ้งให้ทราบถึงการเปิดประมูลการทำแร่ในลำดับต้นเพื่อจะเตรียมการเข้าร่วมประมูลทันเวลา”

ผมเห็นว่าเป็นการแสดงท่าทีที่รัฐบาลไทยเลือกข้างท่ามกลางความขัดแย้งครั้งใหญ่ระหว่างมหาอำนาจสองฝ่ายในเรื่องแร่หายากที่ตึงเครียดอยู่ในขณะนี้ และยังเป็นการเปิดให้สหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงล่วงรู้ข้อมูลลึกด้านทรัพยากรธรรมชาติ ได้รับสิทธิแทรกแซงในการตราข้อกำหนดในเรื่องความมั่นคงของไทย รวมทั้งได้รับสิทธิทางธุรกิจก่อนชาติอื่น ซึ่งอาจตีความได้ว่าเข้าลักษณะเป็นการแสวงหาอำนาจนอกอาณาเขตดังเช่นในสมัยการล่าอาณานิคมอย่างหนึ่ง

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

ผมจึงมีความจำเป็นต้องขอให้ประธานสภาฯ ตรวจสอบเพื่อจะชี้แนะให้เป็นประโยชน์แก่รัฐบาล เกี่ยวกับการลงนามในบันทึกความเข้าใจเกี่ยวกับแร่หายาก มีผลเป็นการเลือกข้างในด้านการเมืองระหว่างประเทศ อันเป็นการฝ่าฝืนหลักการรักษาความเป็นกลางซึ่งเป็นหลักการที่สำคัญในด้านนโยบายการต่างประเทศที่ไทยยึดถือมาตลอด และเข้าข่ายเป็นการส่อเจตนาเปิดช่องทางให้สหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงการบริหารบ้านเมืองของไทย อาจฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 3 ที่บัญญัติไว้ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย ซึ่งไม่สามารถเปิดให้บุคคลชาติอื่นใดแทรกแซงเข้ามามีอิทธิพลได้”

การเร่งรีบลงนามในปฏิญญากัวลาลัมเปอร์ ทั้งที่ไทยได้เปรียบด้านสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ การเผยแพร่ต่อประชาชนเรื่องแผนที่เกี่ยวข้องกับ MOU 2543 โดยอ้างว่าจะใช้เทคโนโลยี LiDAR แทน และต่อไปจะไม่มีแผนที่ 1:200,000 แล้ว ซึ่งเป็นข้อมูลไม่ถูกต้อง การยอมรับข้อความในปฏิญญาที่ไม่กำหนดแผนงานชัดเจนในการปราบปรามสแกมเมอร์ ซึ่งการกระทำเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดความเคลือบแคลงในใจประชาชนชาวไทยและสื่อมวลชนโลก

ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์