ทำเสี่ยงเสียดินแดน! ‘พลังประชารัฐ’ เดินหน้าค้าน ‘MOU44’

29 พ.ย. 2567 - 14:51

  • ‘พลังประชารัฐ’ เดินหน้าค้าน ‘MOU44’ ส่งจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ

  • ‘ธีระชัย-หม่อมกร’ ยืนยันเป็นโมฆะ ฟาดรัฐบาลทำขั้นตอนผิด

  • น่าสงสัยมีประโยชน์ซ่อนเร้น ท้าเปิดเวทีสาธารณะคุยให้กระจ่าง ‘3 ต่อ 3’

Palang_Pracharath_Party_moves_forward_to_oppose_MOU_44_SPACEBAR_Hero_56cba8c942.jpg

แกนนำพรรคพลังประชารัฐ ได้แก่ ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล ประธานร่วมศูนย์นโยบายและวิชาการ พร้อมด้วย ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี ที่ปรึกษาศูนย์นโยบายและวิชาการ แถลงถึงกรณีบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU) ปี 2544 ตอนที่ 3 

ธีระชัย เปิดเผยว่า ได้ทำจดหมายเปิดผนึกถึง แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เพื่อให้คำแนะนำเกี่ยวกับข่าวที่ปรากฏว่า รมว.ต่างประเทศ จะเสนอต่อคณะรัฐมนตรีให้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค (JTC) ชุดใหม่ เพื่อเจรจากับกัมพูชา ในกรอบเอ็มโอยู 2544

การแต่งตั้งเช่นนี้ อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ โดยมีข้อมูลที่เป็นพยานหลักฐาน 2 อย่างคือ

  1. มีพยานเอกสารหลักฐานราชการ ซึ่งมีบทความที่เขียนโดย สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ผู้ที่ลงนามเอ็มโอยู
  2. แถลงการณ์ร่วมที่ลงนามโดย ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี กับสมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน โดยมีข้อความสำคัญที่ปรากฏ คือ ข้อความบรรยายว่าทั้งสองไปทำหน้าที่เป็นประธานในพิธีลงนามเอ็มโอยู 2544 รวมถึงมีข้อความที่ระบุชัดเจนว่า ทั้งสองฝ่ายให้การรับรองเอ็มโอยู 2544 ดังนั้น จึงเป็นการยืนยันว่า เอ็มโอยู 2544 มีสถานะเป็นสนธิสัญญา

ทั้งนี้ ในรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 มาตรา 24 บัญญัติไว้ว่า พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการทำหนังสือสัญญาต่างๆ กับนานาประเทศ ดังนั้น การที่เอ็มโอยู 2544 ไม่ได้มีการกราบบังทูลต่อพระมหากษัตริย์ ก็ไม่ตรงกับข้อบัญญัติของรัฐธรรมนูญ 2540 และหนังสือใดที่มีการเปลี่ยนแปลงบทอำนาจแห่งรัฐ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภา ซึ่งในเอ็มโอยู 2544 มีแผนที่แนบด้วย

ซึ่งแผนที่แนบนั้น มีการกำหนดสิ่งที่เราเรียกว่า ‘พื้นที่พัฒนาร่วม’ รวมถึงมีการกำหนดไว้ด้วยว่า พื้นที่พัฒนานั้นมีการเจรจาแบ่งปันผลประโยชน์ในเรื่องของปิโตรเลียมในพื้นที่สีเขียว แต่ไม่ได้กำหนดให้ไปขยับเส้นอานาเขตพื้นที่สีเขียว ดังนั้น เอ็มโอยู 2544 จึงเป็นเอ็มโอยูที่ทั้ง 2 ประเทศยอมรับพื้นที่สีเขียวเป็นพื้นที่พัฒนาร่วมกันทางปิโตรเลียม

การยอมรับเช่นนั้น ทำให้เกิดผล คือ ทำให้พื้นที่สีเขียวตรงนั้นแหว่งออกไป และทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในหลายพื้นที่ ลักษณะเช่นนี้จึงควรต้องมีการนำเสนอต่อรัฐสภา แต่ในเมื่อเอ็มโอยู 2544 ไม่ได้มีการกราบบังคมทูลต่อพระมหากษัตริย์และนำเสนอต่อรัฐสภา ผมจึงมีความเห็นว่า เป็นส่วนที่สัญญาซึ่งเป็นโมฆะ ไม่มีผลบังคับมาตั้งแต่ต้น รวมถึงประชาชนเกิดความสงสัย เพราะมีข้อพิรุธสำคัญว่า ทำไมรัฐบาลในปี 2544 จึงทำขั้นตอนกลับทางจากกรณีไทย-มาเลเซีย ที่การกำหนดอาณาเขตพื้นที่พัฒนาร่วมเป็นผลสุดท้ายจากการเจรจา แต่เอ็มโอยูกลับไปให้กำเนิดอาณาเขตพื้นที่พัฒนาร่วมตั้งแต่ต้น อันเป็นกรอบที่บีบการเจรจา ทั้งที่จะทำให้ไทยเสี่ยงเสียดินแดน

— ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

Palang_Pracharath_Party_moves_forward_to_oppose_MOU_44_SPACEBAR_Photo04_aa329da93f.jpg

ธีระชัย กล่าวว่า การเจรจาความเมืองต้องใช้ทางราชการเป็นหลัก ไม่ใช่เอาคนที่มีผลประโยชน์ เป็นภาคเอกชนเข้าไปร่วม ซึ่งประชาชนมีความกังวลว่า เอ็มโอยูที่ไม่มีการเจรจาอาณาเขตพื้นที่พัฒนาร่วมให้เสร็จเสียก่อน น่าสงสัยว่ามีประโยชน์ซ่อนเร้น และน่าสงสัยว่าเหตุผลแท้จริงของแถลงการณ์ร่วมนั้น อาจเพื่อมุ่งเรื่องปิโตรเลียมเป็นสำคัญ

ทำไมอยู่ดีๆ ไปทำเอ็มโอยู แล้วเอาแผนที่ไปใส่ ถือเป็นข้อพิรุธ และทำให้กัมพูชาดีใจเพราะได้ประโยชน์ แต่กลับทำให้ประเทศไทยเกิดความเสี่ยงในการเสียดินแดน และยังไปยอมรับเส้น ซึ่งเป็นการละเมิดอธิปไตยของเกาะกูด ประชาชนจึงกังวลว่ามีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่  และที่สำคัญ ในตอนนั้นปรากฏว่า ทักษิณ ก็เดินทางไปที่กัมพูชา เพื่อไปเป็นประธานในพิธีลงนามร่วมกับ ฮุนเซ็นด้วย

ยืนยันว่าเราให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่รัฐบาลและรัฐมนตรีจากพรรคร่วมรัฐบาล มีหน้าที่ต้องทำทุกอย่างให้กระจ่างต่อประชาชน ซึ่งวิธีที่สุดคือการจัดเวทีสาธารณะขึ้นมาพูดคุยกันฝ่ายละ 3 คน รัฐบาลก็ส่งคนที่ได้รับอำนาจเต็มในการชี้แจงเรื่องนี้ มาพูดคุยกับตัวแทนจากพรรคพลังประชารัฐ โดยมีผม, ม.ล.กรกสิวัฒน์ และ สนธิรัตน์ ประชาชนจะได้เกิดความกระจ่าง

— ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล

Palang_Pracharath_Party_moves_forward_to_oppose_MOU_44_SPACEBAR_Photo03_6a60455d95.jpg

ด้าน ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า การที่ สุรเกียรติ์ บรรยายเรื่องเอ็มโอยู 2544 เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายนที่ผ่านมานั้น ผิดพลาดคลาดเคลื่อนอยู่มาก ถึงสาเหตุของการเกิดพื้นที่ทับซ้อน โดย สุรเกียรติ์ ระบุว่าเนื่องจากกฎหมายทะเลสากล ให้ทุกประเทศประกาศเขตเศรษฐกิจออกไปได้ 200 ไมล์ทะเล

แต่อ่าวไทยมีความกว้างไม่ถึง 200 ไมล์ทะเล เมื่อไทยและกัมพูชาต่างฝ่ายต่างประกาศเขตเศรษฐกิจ 200 ไมล์ทะเล จึงทับซ้อนกัน ซึ่งขณะที่ สุรเกียรติ์ เซ็นเอ็มโอยู 2544 กับกัมพูชานั้น น่าจะเข้าใจกฎหมายทะเลสากลไม่ถูกต้อง

ทั้งเรื่องทะเลอาณาเขต และการลากเส้นเขตเศรษฐกิจจำเพาะ 200 ไมล์ทะเล ปรากฏตามอนุสัญญาเจนีวา 1958 ข้อ 12 และอนุสัญญาสหประชาชาติ 1982 ข้อ 15 ที่บัญญัติว่ากรณีที่ฝั่งทะเล 2 รัฐประชิดกัน ถ้าไม่ได้ตกลงเป็นอย่างอื่น รัฐใดย่อมไม่มีสิทธิขยายทะเลอาณาเลยเลยเส้นมัธยะ

กรณีไทย-กัมพูชา, เส้นมัธยะ คือ เส้นที่มีจุดเริ่มต้นจากหลักเขตที่ 73 สุดแดนจังหวัดตราดลากลงทะเล แบ่งกึ่งกลางระหว่างเกาะกูดกับเกาะกง เพื่อความเป็นธรรมในการเดินเรือ ดังนั้น การขีดเส้น 200 ไมล์ทะเล จึงต้องลากต่อออกไปจากเส้นมัธยะนี้ ไม่ใช่แบบที่ สุรเกียรติ์ อธิบายทำให้ผู้ฟังเข้าใจผิดได้ว่า ทุกประเทศมีสิทธิไปลากเส้นจากฝั่งทะเลไปทิศทางใดก็ได้ 200ไมล์ ตามอำเภอใจแบบที่กัมพูชาทำ พื้นที่ทะเลรอบเกาะกูดของไทย จึงถูกกัมพูชาลากเส้นทับซ้อน ตั้งแต่ชายฝั่งไปชนเกาะกูด ซึ่งกรณีเช่นนี้ไม่ปรากฏแบบนี้ที่ใดในโลก

— ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี

Palang_Pracharath_Party_moves_forward_to_oppose_MOU_44_SPACEBAR_Photo02_31217f1f57.jpg

นอกจากนี้ สุรเกียรติ์ยังขาดข้อมูลเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างไทยกับมาเลเซีย, พม่า และเวียดนาม ที่ประสบผลสำเร็จมีลำดับขั้นตอน ดังนี้

  1. คณะรัฐมนตรีตั้งคณะเจรจาขึ้นก่อน
  2. กรอบการเจรจา คือ กฎหมายทะเลสากล
  3. ทำเอ็มโอยูเพื่อบันทึกผลสำเร็จของการเจรจา
  4. ประกาศพระบรมราชโองการ รองรับเส้นเขตแดนใหม่ที่เป็นผลของการเจรจา

ซึ่งทุกกรณีจะใช้กฎหมายทะเลสากลเป็นกรอบในการเจรจาทั้งสิ้น ตามที่ ประจิตต์ โรจนพฤกษ์ อดีตอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ผู้แทนการเจรจากรณี ไทย-มาเลเซีย ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ให้ฟัง ส่วนเอ็มโอยูจะเกิดขึ้นเป็นขั้นตอนเกือบสุดท้าย เพื่อบันทึกผลสำเร็จของการเจรจานั้นๆ

ซึ่งการเจรจาทุกประเทศมีเป้าหมายสำคัญสูงสุด คือ การกำหนดเส้นเขตแดนให้ถูกต้องเป็นอันดับแรก ไม่ใช่เรื่องผลประโยชน์ปิโตรเลียม

กรณีไทย-กัมพูชา จึงผิดแผกแตกต่างจากทุกกรณีที่เคยมีมา เรียกว่าเกิดขึ้นแบบย้อนเกล็ด คือ เกิดเอ็มโอยูขึ้นก่อน แล้วอ้างว่าเอ็มโอยูเป็นกรอบการเจรจา และอาจขัดพระบรมราชโองการ เพราะนำเส้นเขตแดนทางทะเลที่ผิดกฎหมายสากลของกัมพูชามาใส่ไว้ในแผนที่แนบท้าย แม้จะเขียนไว้ในข้อ 5 ของเอ็มโอยูว่า ไม่ได้ยอมรับเส้นของกัมพูชา แต่การรับรู้ถึงเส้นอ้างสิทธิที่ผิดกฏหมาย ก็ถือว่าขัดกับหลักการเดิมโดยสิ้นเชิง

— ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี

Palang_Pracharath_Party_moves_forward_to_oppose_MOU_44_SPACEBAR_Photo01_7c7c192c03.jpg

ส่วนการที่ระบุว่า เอ็มโอยูจะไม่กระทบต่อการอ้างสิทธิของไทยและกัมพูชา หากการเจรจาล้มเหลว ข้อนี้ถือว่าเสียเหลี่ยมให้กัมพูชา เพราะเส้นเขตแดนทางทะเลของกัมพูชานั้น นำไปอ้างที่ไหนในโลกไม่ได้ เพราะผิดกฎหมายสากล แต่กลับปรากฏขึ้นในเอกสารราชการไทยที่ลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ และนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย นำมาลงนามในแถลงการณ์ร่วม ก็จะกลายเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ให้กัมพูชานำมาอ้างในอนาคตได้เช่นกัน

อยากให้มีการจัดเวทีให้ทุกฝ่ายส่งคนที่สามารถพูดเรื่องนี้ได้มาคุยกัน 3 ต่อ 3, เรายินดีเจอทุกเวที ประชาชนจะได้เห็นว่า เรากับรัฐบาล ใครที่ถือตัวจริงกันแน่

— ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี

ในช่วงท้าย เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การเคลื่อนไหวเรื่องนี้ ได้มีการพูดคุยกับ สนธิ ลิ้มทองกุล อดีตแกนนำพันธมิตรฯ ที่จะมายื่นหนังสือเรื่องนี้กับนายกรัฐมนตรีในวันจันทร์ที่ 9 ธ.ค.นี้ ด้วยหรือไม่ ธีระชัย กล่าวว่า “ไม่มีการประสานกันเลย”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์