ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล รองหัวหน้าพรรคฝ่ายเศรษฐกิจพลังประชารัฐ และอดีต รมว.คลัง แถลงจุดยืนพรรคฯ ถึงกรณีที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ส่งหนังสือกำหนดอัตราภาษีอากรสำหรับสินค้าไทยร้อยละ 36 ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค. ว่า มีความเป็นห่วงว่าทีมเจรจาจะไม่ทันการ จนอาจเกิดความล้มเหลว และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอย่างหนัก เพราะในปี 2567 ไทยส่งออกสินค้าไปสหรัฐเป็นตลาดอันดับหนึ่ง มูลค่าการส่งออกสินค้าของไทยไปสหรัฐราว 1.93 ล้านล้านบาท หรือ 10.38% ของ GDP หากโรงงานยอดส่งออกลดลง ก็จะต้องปลดคนงาน และจะลามไปถึงคนงานของซัพพลายเออร์ด้วย
ทั้งนี้ ไทยจะมีอุปสรรคในการแสวงหาตลาดใหม่ทดแทน เพราะการส่งออกไปสหรัฐคิดเป็นสัดส่วนต่อมูลค่าส่งออกทั้งหมดของไทยที่สูงเกือบหนึ่งในห้า และรูปแบบสินค้าที่ผลิตเพื่อตลาดสหรัฐซึ่งมีราคาแพงนั้น ก็ไม่สามารถหาตลาดทดแทนได้ง่ายในประเทศที่รายได้ต่ำกว่า ไม่ว่าในเอเชีย แอฟริกา หรืออเมริกาใต้
ขอตำหนิทีมเจรจาที่ไม่เปิดเผยแนวข้อเสนอของไทยและข้อเรียกร้องของสหรัฐ เพื่อให้นักวิชาการในประเทศช่วยกันวิจารณ์และเสนอแนะ เพราะเท่าที่เห็นข้อมูลที่เผยแพร่ในสื่อนั้น ชัดเจนว่าทีมเจรจาเสนอผิดทาง เช่น ไปเสนอว่าไทยจะตั้งเป้าลดยอดขาดดุลการค้ากับสหรัฐลง 70% ภายใน 5 ปี และลดลง 100% ภายใน 7-8 ปี ทั้งที่ ปธน.ทรัมป์ ต้องการผลสรุปที่จับต้องได้ทันที รวมถึงข้อเสนอให้ไทยซื้อเครื่องบินโดยสารและก๊าซธรรมชาติ ทั้งที่สหรัฐย่อมรู้ดีว่ารัฐบาลไทยไม่มีอำนาจบังคับบริษัทเอกชนเหมือนรัฐบาลจีน ส่วนการลดภาษีนำเข้าสินค้าสหรัฐก็เห็นว่าล่าสุด ทีมเจรจาก็ยังเสนอให้ลดเฉพาะสินค้าบางอย่าง ยังไม่ครอบคลุมสินค้าทั้งหมด
ธีระชัย กล่าวอีกว่า “ขอแนะนำให้ทีมเจรจาอ่านข้อความของ ปธน.ทรัมป์ ใน Truth Social ซึ่งกล่าวถึงโมเดลของเวียดนามที่ลดภาษีนำเข้าสหรัฐเหลือศูนย์สำหรับสินค้าทั้งหมด โดยชื่นชมว่า ‘เวียดนามจะทำในสิ่งที่ไม่เคยให้แก่ประเทศใดมาก่อน คือจะเปิดตลาดเต็มที่ให้แก่สหรัฐ กล่าวคือ เวียดนามจะเปิดตลาดให้สินค้าสหรัฐ ซึ่งหมายความว่าสหรัฐจะสามารถส่งสินค้าไปขายโดยเสียภาษีศูนย์เปอร์เซ็นต์’ จะเห็นได้ชัดว่าเขาต้องการเน้นผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นแก่คนอเมริกัน”
ธีระชัย ยังเสนอแนะให้เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โดยอาจพิจารณาเก็บภาษีส่งออกไปสหรัฐจากผู้ส่งออกรายใหญ่ในอัตราต่ำ เช่น ร้อยละ 2-3 ซึ่งจะเก็บรายได้ปีละ 2-3 หมื่นล้านบาท สามารถนำไปช่วยเกษตรกรและพ่อค้ารายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากโมเดลเวียดนาม พร้อมเตือนว่า “ทีมเจรจาจะต้องยืนกรานไม่ยินยอมแลกผลประโยชน์ทางการค้ากับข้อเรียกร้องด้านความมั่นคงที่กระทบภาพลักษณ์ความเป็นกลางระหว่างสหรัฐกับจีนอย่างเด็ดขาด”
มั่นใจว่าความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยกับสหรัฐ ทั้งในด้านกลาโหมและการต่างประเทศ จะช่วยอธิบายจุดยืนของไทยได้อย่างชัดเจน และควรเพิ่มข้าราชการจากทั้งสองด้านเข้าไปร่วมทีมเจรจา
ธีระชัย ชี้ให้เห็นว่า “ต้องหาทางจบให้เร็วที่สุด เพื่อไม่ให้การวางแผนลงทุนของเอกชนในการสร้างหรือขยายโรงงานสะดุดลง และรัฐบาลเองมีหน้าที่ทำการเจรจาให้โปร่งใสเพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า เน้นผลประโยชน์ของประชาชนทั้งประเทศอย่างแท้จริง ไม่มีการกักเรื่องเพื่อปกป้องคุ้มครองธุรกิจผูกขาดใดๆ และประกาศแผนและเป้าหมายการช่วยเหลือเยียวยาให้ชัดเจน”




