เมื่อถูกถามถึง “การแก้ไขรัฐธรรมนูญ” ที่ใช้ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มฯ ของพรรคประชาชนเป็น “ร่างหลัก” ประกอบกับประธานคณะกรรมาธิการฯ ก็มาจากพรรคประชาชน เป็นห่วงว่าการแก้ไขจะ “สุ่มเสี่ยงขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ” หรือไม่?
เรื่องนี้ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ. ... (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 156 มาตรา 256 และเพิ่มหมวด 15/1) ชี้แจงว่า “เมื่อมติสภาให้ใช้ร่างของพรรคประชาชนเป็นหลัก ก็ต้องเป็นไปตามมติของสภา ส่วนจะผ่านสภาในวาระ 3 ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับคณะกรรมาธิการฯ จะพิจารณาอย่างไร”
ผมเคยอภิปรายแล้วว่า ทางรัฐสภามีข้อกังวลหลายส่วน แม้แต่ร่างของพรรคภูมิใจไทยเองรัฐสภาก็มีข้อกังวล แต่ประเด็นใดที่สมาชิกมีความกังวล “เราก็จะไปแก้ไขในชั้นกรรมาธิการ”
ภราดร กล่าวอีกว่า ขณะที่ร่างของพรรคประชาชนที่สมาชิกรัฐสภาเป็นกังวล เช่น ประเด็นว่าขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ เกี่ยวกับการได้มาซึ่งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) จากการเลือกตั้ง ซึ่งพรรคประชาชนบอกว่า “การเลือกตั้งโดยตรง แต่การทำหน้าที่ไม่ใช่เป็นผู้ร่าง แต่เป็นเพียงที่ปรึกษาของผู้ยกร่างเท่านั้น”
นอกจากนี้ ยังมีข้อกังวลเรื่องที่ไม่มีการระบุไว้ว่า “ห้ามให้ส.ส.ร.ที่กำลังจะจัดตั้งขึ้นแก้ไขในหมวด 1 และหมวด 2” นี่คือ 2 ข้อกังวลหลักๆ ที่พรรคภูมิใจไทยจะแสดงความเห็นในชั้นกรรมาธิการ ว่า “2 ประเด็นนี้อาจเป็นอุปสรรคใหญ่ในการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ และจะทำให้ร่างผ่านหรือไม่ในวาระ 3” ดังนั้น กรรมาธิการต้องไปพิจารณาว่าหากมี 2 เรื่องนี้ก็จะเป็นข้อกังวลได้
เมื่อถามว่า แม้ร่างของพรรคประชาชนจะเป็นร่างหลัก แต่สามารถแปรญัตติให้คลายความกังวลได้ใช่หรือไม่? ภราดร กล่าวว่า “ทุกร่างมีการระบุว่าจะทำอะไร แต่เป็นเพียงหลักการกว้างๆ ว่าจะให้เพิ่มเติมหมวด 15/1”
เมื่อถามว่า มีปัจจัยอื่นที่จะทำให้รัฐธรรมนูญไม่แล้วเสร็จตาม MOA หรือไม่? ภราดร กล่าวว่า “นายกรัฐมนตรีระบุแล้วว่าจะยุบสภา 31 มกราคม 2569 ซึ่งเป็นไทม์ไลน์เดิมที่ตั้งเอาไว้ และเลือกตั้งใหม่ภายใน 45 วัน ไม่เกิน 60 วัน ดังนั้น คร่าวๆ การเลือกตั้งจะมีขึ้นไม่วันที่ 22 มีนาคม 69 ก็เป็นวันที่ 29 มีนาคม 69 ซึ่งการทำประชามติต้องทำวันเดียวกับวันเลือกตั้ง ดังนั้น การลงประชามติก็จะนับย้อนหลังว่าจะทำวันไหน และรัฐบาลต้องออกคำถามประชามติวันที่เท่าไหร่ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายประชามติฉบับใหม่ ซึ่งได้แก้ไขใหม่เป็น 60 ถึง 150 วันซึ่งร่นมาจากเดิม 90 วันทำให้เวลาของรัฐสภาเพิ่มขึ้นอีก 2-3 สัปดาห์ จึงเชื่อว่าจะทำงานได้ทัน”
กรอบของการทำประชามติถ้าเป็นแบบนี้ ผมค่อนข้างมั่นใจว่าในชั้นกรรมาธิการจะพิจารณาแล้วเสร็จภายในกำหนดได้
ส่วนคำถามประชามตินั้น ภราดร กล่าวว่า “มีการกำหนดไว้อยู่แล้วด้วยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคิดว่าในส่วนของรัฐสภาไม่น่าจะมีปัญหา เพราะทุกส่วนเห็นพ้องกันว่าต้องเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ”
ส่วนกระแสยุบสภาก่อนครบวาระ 31 ม.ค. 69 ตามข้อตกลง MOA นั้น ภราดร กล่าวว่า “ยุบสภาน่าจะไม่มี เพราะนายกรัฐมนตรีประกาศแล้วว่าตามกำหนดเวลา 4 เดือน และนายกฯ ก็ไม่ได้ส่งสัญญาณอะไร ท่านพูดถึงหากมีอุบัติเหตุเฉยๆ แต่ไทม์ไลน์เดิมคือ 31 มกราคม 2569”
‘สธ.’ ยังไม่ยื่นของบกลาง ‘8 พันล้าน’ เติมงบฯ ‘บัตรทอง’ ที่ขาดทุน
นอกจากนี้ ภราดร ในฐานะกำกับสำนักงบประมาณ ยังชี้แจงกรณี พัฒนา พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เตรียมของบกลาง 8,000 ล้านบาท เพื่อใช้ใน “โครงการบัตรทอง” ว่า “วันนี้ยังไม่มีการยื่นเรื่องของบกลางเข้ามา แม้ว่าจะมีข่าวว่าจะมีการของบมาก่อนหน้านี้ แต่ ณ ขณะนี้ยังไม่มี”
เมื่อถามว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีมีการพูดคุยแสดงความห่วงใยเกี่ยวกับปัญหางบบัตรทองไม่เพียงพอ ทำให้โรงพยาบาลมีปัญหาขาดทุนจำนวนมากหรือไม่? ภราดร กล่าวว่า “ผมคิดว่าเรื่องนี้ต้องไปดูในรายละเอียดที่สำนักหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ขอมา ว่ามีส่วนไหนบ้าง และคิดว่ากระทรวงสาธารณสุขก็ควรที่จะต้องส่งเรื่องเข้ามา และเชื่อว่าถ้านายกรัฐมนตรีรับทราบ ก็จะมีการดึงเรื่องเข้ามาพิจารณา และให้เป็นไปตามกฎหมาย”
ส่วนกรณีที่งบกลางยังไม่เข้ามาจะกระทบกับนโยบายฟอกไตฟรีที่นายกรัฐมนตรีประกาศไว้หรือไม่ เพราะต้องใช้งบในส่วนนี้? ภราดร กล่าวว่า “กรณีงบกลาง 8,000 ล้านบาท สำหรับเติมงบประมาณปีที่แล้วที่ขาดอยู่ ส่วนงบประมาณในปีนี้ลงไปตามปกติ ดังนั้น จะไม่กระทบกับนโยบายฟอกไตฟรี”




