ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาเรื่องด่วน ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณรายจ่ายฯ ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เสนอ วงเงิน 10,328 ล้านบาท
ภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตอบข้อซักถามจากการอภิปรายของ สส. เกี่ยวกับช่วงเวลาไทม์ไลน์การออกร่างกฎหมายงบประมาณในเดือน มิ.ย. และโอนได้วงเงินน้อย 10,300 ล้านบาท เหตุผลเพราะว่ามีข้อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ มาตรา 140 และกฎหมายเงินคงคลัง มาตรา 7 กำหนดไว้ หากรัฐบาลนำเงินคงคลังไปใช้ได้ตามความจำเป็น แต่เมื่อใช้แล้วต้องมาคืนเงินคงคลัง และงบประมาณปี 68 เงินคงคลังถูกนำไปใช้ 71,000 ล้านบาท
และในการใช้เบี้ยหวัดบำเหน็จบำนาญของข้าราชการ เมื่อนำไปใช้แล้วจะต้องตั้งใช้คืน ใน 3 ร่างกฎหมาย คือ การออก พ.ร.บ.งบประมาณประจำปี หรืองบประมาณเพิ่มเติมระหว่างปี หรือออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ซึ่งในช่วงเดือน เม.ย. ไม่สามารถทำได้ ด้วยเงื่อนไขของกฎหมายที่ได้กล่าวไป จึงจำเป็นต้องมีการตั้งงบประมาณปี 2570 ผ่าน ครม. ก่อน ซึ่งหากตั้งงบโอนในเดือนเมษายน เงินจำนวน 71,000 ล้านบาท จะต้องออกไปใช้หนี้เงินคงคลังก่อน
ส่วนเหตุผลที่โอนงบประมาณได้น้อย แต่ละหน่วยงานก็มีภารกิจที่ต้องดำเนินการโดยใช้งบประมาณในการแก้ไขปัญหาให้ประชาชน ซึ่งทันทีที่รัฐบาลประกาศการโอนงบ สิ่งที่เกิดขึ้นคือหน่วยงานรับงบประมาณเร่งรัดเบิกจ่าย ช่วงเดือนมีนาคมจนถึงเดือนพฤษภาคม โดยเฉพาะไตรมาสที่ 2 และไตรมาสที่ 3 ของปีงบประมาณ มีการเบิกจ่ายงบประมาณเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา จึงเป็นเหตุผลที่โอนงบประมาณได้ต่ำกว่าเป้าจากที่คาดการณ์
ในข้อดีของมันก็ยังมี อย่างน้อยหน่วยงานรับงบประมาณต่างๆ เร่งรัดเบิกจ่ายเพื่อนำเงินที่เบิกจ่ายไปหมุนเวียนในระบบ คือข้อดีอีกอันนึงเป็นผลพลอยได้ก็ว่าได้
— ภราดร ปริศนานันทกุล
ภราดร กล่าวต่อไปว่า ส่วนที่ถามว่าเหตุใดบางรายการไม่สมควรตัด แต่รัฐบาลกลับตัด เช่น งบฯ บูรณาการน้ำ หรืองบฯ กรมโยธาธิการและผังเมืองในการแก้ไขน้ำท่วมระยะยาวว่า มีการกำหนดเกณฑ์การตัดงบประมาณ นอกจากงบฯ โครงการสัมมนา การดูงานต่างประเทศที่ฟุ่มเฟือย อีกส่วนที่พิจารณาคือเรื่องงบรายจ่ายลงทุน คืองบลงทุน 1 ปี และงบการลงทุนผูกพัน หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาตัดงบโครงการที่ยังไม่สามารถประกวดราคาได้
และการตัดงบฯ จะไม่กระทบโครงการที่ได้รับการจัดสรรไปแล้วในปี 2569 เพียงเป็นการปรับลดตัวเลข ซึ่งตัวโครงการยังอยู่แต่จะใช้เงินในปีงบประมาณถัดไปแทน ยืนยันตัวโครงการเรื่องเกี่ยวกับน้ำท่วมหรืองบกรมโยธาธิการฯ ไม่ได้ถูกตัดทิ้งไปแต่อย่างใด ซึ่งโครงการ Skill Credit Portfolio ของกระทรวงการอุดมศึกษาฯ ก็ใช้หลักเกณฑ์เดียวกันในการตัด โครงการยังคงอยู่
ส่วนเหตุผลที่ไม่ได้โอนงบประมาณของบางองค์กร เช่น องค์กรอิสระ องค์กรศาล เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 41 วรรคสอง ประกอบกับข้อสังเกตของกรรมาธิการกฤษฎีกาคณะที่ 12 ระบุว่า เมื่องบประมาณจัดสรรไปให้หน่วยรับแล้ว หรือองค์กรอิสระ จะถือเป็นเงินอุดหนุน คือเงินรายได้ของหน่วยงาน ไม่สามารถดึงกลับมาได้ ส่วนกรณีรัฐสภาก็อยู่ในเงื่อนไขเดียวกัน เพราะรัฐสภายังไม่ได้จัดสรรให้จึงสามารถโอนกลับมาได้ และเมื่อโอนแล้ววงเงิน 10,300 ล้านบาท กฎหมายกำหนดไว้จะนำไปใส่ในงบกลาง ในส่วนเงินจำเป็นฉุกเฉินเร่งด่วน ซึ่งงบกลางเหลือ 20,000 ล้านบาท แต่ภารกิจหน้าที่ที่ยังจำเป็นใช้เงินและไม่ได้ตั้งเอาไว้ในงบประมาณปี 2569 ยังมีอีกหลายเรื่อง
ส่วนงบใช้หนี้ของการรถไฟฟ้าสายสีส้มโครงการร่วมทุน ซึ่งมีการตั้งงบประมาณเอาไว้ มีหนี้อยู่ 20,000 ล้านบาท และในปี 2569 ตั้งงบประมาณ 6,000 ล้านบาท และแปรเพิ่มรวมแล้ว 11,000 ล้านบาท เหลือ 9,000 ล้านบาท ที่ยังเป็นภาระอยู่ และจะพิจารณาว่าจำเป็นต้องใช้งบกลางหรือไม่ต่อไป
ภราดร กล่าวด้วยว่า “ในอนาคต 3 เดือนข้างหน้ามีการคาดการณ์ถึงภัยธรรมชาติ จะเกิดปรากฏการณ์เอลนีโญทำฝนขาดช่วง ซึ่งเป็นเสียงสะท้อนถึงสัญญาณปรากฏออกมา อาจเกิดภัยธรรมชาติหลังจากนี้ และจะนำเงิน 10,300 ล้านบาท รวมกับงบกลางอีก 20,000 ล้านบาท คอยแก้ไขปัญหาเหล่านี้”




