การประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจาของ ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สส.กทม. เขต 1 พรรคประชาชน ได้ตั้งถามถึง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เรื่องขอให้ตรวจสอบสาเหตุกรณีถนนยุบบริเวณถนนสามเสน หน้าโรงพยาบาลวชิรพยาบาล ซึ่งอนุทิน ได้เดินทางเข้ามาตอบกระทู้ดังกล่าวด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกภายหลังดำรงตำแหน่งนายกฯ
ปารเมศ เริ่มต้นว่า “ผมติดตามข่าวที่นายกฯ ลงพื้นที่ด้วยตัวเองหลายครั้งที่จุดเกิดเหตุที่ถูกจับจ้อง สร้างความหวาดกลัวให้คนไทย เมื่อวันที่ 24 ก.ย.ที่ผ่านมา สิ่งที่เราเห็นไม่ใช่หลุมขนาดใหญ่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการถล่มของความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อโครงการรัฐบาล วิศวกร ผู้เชี่ยวชาญพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าคือหลุมที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย มีความลึกกว่า 50 เมตร กว้าง 30 คูณ 30 เมตร ไม่ได้กลืนกินเพียงถนน แต่กลืนกินความรู้สึกความปลอดภัยในการใช้ชีวิตของคนไทยทั้งประเทศ โชคดีที่ไม่เกิดความสูญเสีย แต่ครั้งหน้าโชคอาจไม่ได้อยู่ข้างเรา ผลกระทบที่เกิดขึ้น ประชาชนรู้สึกหวาดผวา ไม่กล้าใช้ถนนเส้นนี้ที่กำลังก่อสร้างรถไฟฟ้าใต้ดิน ผู้ป่วยและบุคลากรโรงพยาบาลวชิรฯ เป็นหมื่นคนได้รับผลกระทบ ทั้งการเข้าถึงการรักษา รวมถึงการสัญจร”
ปารเมศ กล่าวต่อไปว่า “ชุมชน บ้านพักอาศัย ร้านค้า ต้องสูญเสียรายได้ เกิดความกังวลความปลอดภัยตัวเองตลอดเวลา น้ำประปาหยุดไหลกระทบเป็น 10 ชุมชน นายกฯ น่าจะทราบ คนได้รับผลกระทบเป็นหมื่นคน การจราจรใจกลางเมืองปั่นป่วน เสียเวลา เศรษฐกิจเสียหายอย่างซ้ำซ้อน เหตุการณ์นี้ไม่ใช่แค่อุบัติเหตุทางวิศวกรรมธรรมดา แต่มันคือสัญญาณเตือนต่อโครงการของรัฐขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณนับหมื่นล้านบาท”
ทางสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย ได้เสนอสาเหตุถนนยุบเกิดจาก
- ชั้นดินรองรับอุโมงค์ชั้นบนไหลลงไปยังอุโมงค์ชั้นล่าง เพราะมีปัญหาจุดเชื่อมต่อ
- ดินรองรับทั้งอุโมงค์บน-ล่าง สูญเสียกำลังรับน้ำหนัก ทำให้ดินอ่อนตัวกลายสภาพเป็นของเหลว จนไม่สามารถค้ำน้ำหนักได้
- วงแหวนรับน้ำหนักตัวที่ 6 ซึ่งเป็นตัวสำคัญในการรองรับน้ำหนัก หรืออาจจะเกิดจากความบกพร่องของโครงสร้าง เนื่องจากอุโมงค์ถูกประกอบด้วยชิ้นส่วนต่างๆ ต่อกันหลายๆ ชั้น มีรอยต่อจำนวนมาก หากชิ้นใดชิ้นหนึ่งชำรุด อาจทำให้ทั้งโครงสร้างพังถล่มลงมาทั้งระบบ
“ดังนั้น ถ้าโครงสร้างหลักสร้างเสร็จและได้มาตรฐาน ต่อให้ฝนตกหนักแค่ไหน หรือต่อให้น้ำจากท่อประปาแตก ก็ไม่ควรที่จะมีดินถล่มลงมาแบบนี้”
รัฐบาลมีหน้าที่ตามล่าหาความจริง มาเปิดเผยต่อสาธารณชนโดยเร็วที่สุด เพราะตราบใดที่รัฐบาลยังหาสาเหตุไม่เจอ จะไม่มีวันแก้ไขปัญหานี้ได้เลย และจะไม่สามารถป้องกันเหตุเกิดซ้ำในอนาคต ประชาชนจะเชื่อมั่นในโครงการของรัฐได้อย่างไร ผมคิดว่ากรณีนี้อาจแย่กว่ากรณีของตึก สตง.ถล่ม เพราะกรณีตึก สตง.ถล่ม เรายังทราบเหตุผลชัดเจน ว่าได้รับผลกระทบจากแผ่นดินไหว อย่างน้อยเรารู้ที่มา แต่กรณีนี้ รฟม. ชี้แจงว่าโครงสร้างหลักของอุโมงค์สร้างเสร็จมาหลายเดือนแล้ว มีการเปิดให้มีการสัญจรทุกวัน นั่นแปลว่าหน่วยงานที่กำกับดูแลเชื่อว่าอุโมงค์โครงสร้างหลักนี้ปลอดภัย ได้รับมาตรฐานที่ดี ผมจึงมีคำถามชุดแรกไปยังนายกฯ 1. จะคืนผิวถนนที่มีคุณภาพให้ประชาชนเชื่อมั่นเสร็จเมื่อไหร่ รวมถึงการสร้างอุโมงค์ 2. รัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาอย่างไร ทั้งผู้ประกอบการ ประชาชนที่พักอาศัยบริเวณรอบข้าง ผู้ป่วย หมอ บุคลากรทางการแพทย์ 3. รัฐบาลมีมาตรการเชิงรุกในการตรวจสอบเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุแบบนี้ขึ้น สำหรับการก่อสร้างขนาดใหญ่ที่ดำเนินการอยู่ ทั้งสายสีม่วง สายสีส้ม รวมถึงจะยกระดับมาตรฐานก่อสร้างที่มีความเสี่ยงลักษณะนี้อย่างไร
— ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์
ด้านอนุทิน ชี้แจงว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นบริเวณดังกล่าวทั้งถนนสามเสน โรงพยาบาลวชิรฯ และ สน.สามเสน ได้เร่งสั่งการให้ รมว.คมนาคม ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงโดยเร็วเพื่อให้ทราบสาเหตุที่แม่นยำ และขอให้รายงานผลการตรวจสอบมายังผมทุกสัปดาห์ ในการตรวจสอบ ได้เน้นย้ำให้ใช้หลักเดียวกันกับกรณีตึก สตง.ถล่ม เนื่องจากโครงสร้างวิศวกรรมมีปัญหาแน่นอน
โดยจะมีผู้แทนสภาวิศวกรจากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ผู้แทนวิศวกรจากคณะวิศวกรรมศาสตร์จากสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ ผู้แทนกรมโยธาธิการและผังเมือง ผู้แทน กทม. ตลอดจนผู้เชี่ยวชาญต่างๆ มาร่วมเป็นคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงด้วย ซึ่งเรื่องนี้เป็นเรื่องทางวิศวกรรมศาสตร์ เราจะต้องพบจุดบกพร่อง และนำมาชี้แจงประชาชนได้รับทราบ เพื่อหาวิธีป้องกันไม่ให้เกิดเหตุในอนาคตอย่างแน่นอน
ขณะนี้กระทรวงคมนาคมเร่งจัดตั้งกรรมการสอบสวนและนำผลมาศึกษาวิเคราะห์หาความผิดพลาด บกพร่อง และต้องออกมาตรการการดำเนินการก่อสร้างใหม่ หากพบความผิดพลาดจากเทคนิคต้องดำเนินการแก้ไข แต่หากเกิดจากความสะเพร่าหรือเลินเล่อของผู้รับจ้าง ผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบตามสัญญาที่กำหนดไว้ ขณะเดียวกันการตรวจสอบตึก สตง.ถล่ม ได้ติดตามทุกสัปดาห์ ซึ่งผมเชื่อว่าจะได้คำตอบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
— อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน กล่าวอีกว่า สำหรับการแก้ปัญหาพื้นที่ขณะนี้ รฟม. เร่งรัดเพื่อคืนสภาพพื้นที่เกิดเหตุ ซึ่งขั้นตอนการเตรียมคืนพื้นที่ขณะนี้ได้หยุดการสไลด์ของดินแล้ว จากนั้นจะเติมหินคลุก ลาดยาว และคืนพื้นผิวให้ผู้สัญจร ซึ่ง รฟม. ให้ความมั่นใจว่าการคืนผิวจราจรได้ในวันที่ 9 ต.ค.นี้ และจะมีการติดตั้งเครื่องมือติดตามการเคลื่อนไหว สแกนโพรงใต้ดิน และส่งเจ้าหน้าที่สังเกตการณ์ 24 ชั่วโมง
สำหรับการเยียวยาผู้ที่เกี่ยวข้อง ผมกำชับให้กระทรวงคมนาคมและผู้ว่าการ รฟม. แม้ไม่ระบุในสัญญาว่าจะทำอย่างไร แต่เมื่อเกิดเหตุไม่พึงประสงค์ขึ้น ต้องหารือและสั่งการให้ผู้รับจ้างชดใช้ ช่วยเหลือ สนับสนุนผู้ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ สำหรับการเยียวยารวมถึงโอกาสของการสร้างรายได้ช่วงที่เกิดเหตุอย่างเต็มที่ด้วย
— อนุทิน ชาญวีรกูล

ปารเมศ ยังตั้งคำถามถึงความเกี่ยวพันทางการเมืองระหว่างนายกฯ ในฐานะ “อดีตผู้บริหารบริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)” ขณะที่ผู้รับจ้างคือ “กิจการร่วมค้า ช.การช่าง และซิโน-ไทย” ว่า “การตั้งกรรมการตรวจสอบเรื่องดังกล่าว จะให้ความมั่นใจต่อการตรวจสอบที่ตรงไปตรงมาได้อย่างไร ผมขอให้คณะกรรมการฯ ที่ตั้งขึ้นทำงานเป็นอิสระ และทำงานเพื่อปกป้องผลประโยชน์รัฐ ไม่ใช่นายทุน”
นอกจากนี้ การตรวจสอบของเหตุการณ์ ยังไม่ได้ยินจากนายกฯ ว่าจะดำเนินการเอาผิดกับผู้รับจ้างอย่างไร หากตรวจสอบแล้วพบว่าเป็นความบกพร่องของการก่อสร้างหรือการออกแบบ
ขอให้นายกฯ พูดให้ชัดเจนว่าจะดำเนินคดีหรือเรียกค่าเสียหายจากหน่วยงานภาครัฐ จะแบล็กลิสต์ หรือระงับการรับงานโครงการภาครัฐหรือไม่ รวมไปถึงการเรียกร้องค่าเสียหายหากส่งมอบงานล่าช้า
— ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์
อนุทิน จึงชี้แจงว่า “ในประเด็นความเกี่ยวข้องของผมกับบริษัทผู้รับจ้างนั้น ผมอยู่ในการเมือง เป็นรัฐมนตรีตั้งแต่ปี 2547 ผมมาจากภาคเอกชน ไม่ต่างจากผู้สถาปนาพรรคอนาคตใหม่ เมื่อตัดสินใจทำงานการเมือง รู้ถึงข้อจำกัดต้องเคลียร์ตัวเองให้เกลี้ยง ผมใช้เวลา 21 ปีในการเมือง ซึ่งการออกจากการเป็นผู้บริหารบริษัทเอกชนหลายแห่ง ไม่เฉพาะบริษัทซิโน-ไทย เท่านั้น และเมื่อมีการเลือกตั้ง 2562 รู้ว่าพรรคภูมิใจไทยจะมีโอกาสเข้าทำงานในสภาอย่างยั่งยืน สิ่งล่าสุดที่ทำเมื่อปีนั้นคือขายหุ้นในบริษัทซิโน-ไทย ผ่าน กลต.จนหมด และไม่มีการถือหุ้นใดๆ ที่ขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญ กฎระเบียบที่ทำงานการเมือง”
ผมไม่เกี่ยวข้องกิจการภาคเอกชนใดๆ ตั้งแต่ลาออกมาทำงานภาคการเมือง และเมื่อพ้นตำแหน่งทางการเมืองปี 2549 ผมไม่ได้กลับเข้าไปทำงานภาคเอกชนอีก กรณีนี้บริษัทรับจ้างที่ผมทำงาน 20 ปีก่อน การปกป้องเพื่อให้ประโยชน์ไม่มี ผมและซิโน-ไทย เหมือนไม่รู้จักกัน รู้แค่เป็นบริษัทก่อสร้างและทำธุรกิจอยู่ แต่เมื่อผมอยู่ในภาครัฐ ไปตรวจดูได้ว่า ไม่มีตรงไหนที่ผมเคยใช้ความเกี่ยวข้อง อิทธิพล การโน้มน้าวใดๆ ช่วยเหลือบริษัทนี้ ผมสบายใจที่จะตอบว่า ผมให้สัตยาบรรณว่า นอกจากจะให้อิสระในการตรวจสอบ รวมถึงการตั้งกรรมการตรวจสอบความเสียหาย ที่เป็นสิทธิ์ของ รมว.คมนาคม การตรวจสอบต้องเน้นประโยชน์ของรัฐของราชการเป็นสำคัญ
— อนุทิน ชาญวีรกูล
อนุทิน กล่าวต่อไปว่า ในการตรวจสอบ หากพบว่าเป็นความบกพร่องจากการก่อสร้าง ผู้รับจ้างต้องรับผิดชอบ ซึ่งในขั้นตอนนั้น รฟม.มีบริษัทตรวจการจ้างดูแล ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวไม่มีทางที่มนุษย์หน้าไหนเอื้อประโยชน์ให้คนที่ทำผิด ผู้รับจ้างเหนื่อยแน่ ต่อให้เคลียร์ตัวเองได้ ต้องพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และวิศวกรรม หากพิสูจน์พบว่าบกพร่องรุนแรง มีขั้นตอนจะต้องเสียค่าชดใช้ตามสัญญาที่กำหนดไว้ชัดเจน เท่าที่ทราบคือสิ้นสุดเดือน ส.ค. 70 หากส่วนที่เสียหายที่ต้องซ่อมเมื่อวันสัญญาสิ้นสุดทำไม่เสร็จ ค่าปรับเดินแน่นอน
ผมขอให้ความมั่นใจ เรื่องพวกนี้ ผมไม่เคยเสียหาย มีแต่เสียเพื่อนหลายคนแล้ว เพราะไม่ได้ใช้อิทธิพลหรือใช้อำนาจใดๆ ช่วยเหลือ หากใครขอผมจะเจอแต่ความว่างเปล่า แม้จะส่งไลน์มา ผมกดทิ้งไม่อ่าน และจะบล็อกด้วย เพราะผมยึดถือการปกป้องประโยชน์ประเทศเป็นสำคัญ ซึ่งการตั้งกรรมการนั้นยืนยันว่าต้องมีผู้เชี่ยวชาญรอบด้าน ไม่มีการช่วยเหลือใดๆ มีแต่จะกระทืบ และผมเองจะติดตามงานอย่างใกล้ชิด และทุกครั้งหลังประชุมจะเปิดเผยทุกครั้ง
— อนุทิน ชาญวีรกูล




