พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้อำนวยการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย ออกมาระบุคะแนนนิยมของพรรคประชาชนลดลง และจะไปเพิ่มคะแนนให้กับพรรคเพื่อไทยว่า เป็นความเห็นของสุริยะ คิดว่าคะแนนของพรรคไหนเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับพรรคประชาชน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสุริยะ
ทั้งนี้ ในส่วนของพรรคประชาชนจะมีการเปิดตัวผู้สมัครเมื่อไหร่ พริษฐ์ กล่าวว่า กรอบเวลาในการนำเสนอทั้งนโยบายและผู้สมัครรับเลือกตั้ง คงเป็นไปตามกรอบเวลาของการเลือกตั้ง แต่หมุดหมายที่แจ้งกับพี่น้องประชาชนได้ คือในสัปดาห์หน้าพรรคจะมีการประชุมใหญ่วิสามัญ คงเป็นจังหวะที่เราสามารถได้สื่อสารกับประชาชนให้เห็นถึงกรอบและแนวทางของพรรคในการเลือกตั้งครั้งต่อไปได้อยู่บ้าง
“ผมคิดว่าภารกิจสำคัญที่เราต้องการจะทำในการเตรียมการเลือกตั้งครั้งนี้ คือทำอย่างไรให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นว่า หากพรรคประชาชนได้มีโอกาสเป็นรัฐบาลเราสามารถผลักดันการเปลี่ยนแปลงตามที่สื่อสารกับประชาชนมาโดยตลอดให้เกิดขึ้นจริงได้ ในมุมหนึ่งเราต้องการให้พรรคทำให้พี่น้องประชาชนทั้งเชื่อใจและเชื่อมือ ดังนั้น ทุกอย่างที่เราทำก็จะมุ่งเป้าไปตรงนั้น ไม่ว่าจะเป็นนโยบาย ทีมบริหาร ที่อาจจะมีการนำเสนอก่อนการเลือกตั้งครั้งต่อไป รวมถึงผู้สมัคร สส.ด้วย”
— โฆษกพรรคประชาชน กล่าว
ทั้งนี้ ในจ.ลำพูนที่พรรคประชาชนมีนายกฯอบจ. แต่วันนี้มีพี่ชายของนายก อบจ.ลำพูนไปเป็นผู้สมัครของพรรคเพื่อไทย พริษฐ์ กล่าวว่า คิดว่าถึงเวลาที่เราต้องไม่มองการเมืองเป็นเรื่องของครอบครัว เพราะฉะนั้นการที่มีบุคคลในครอบครัวเดียวกัน อาจจะสังกัดคนละพรรค มีความเห็นทางการเมืองที่แตกต่างกัน หรือแม้กระทั่งลงสมัครสส.คนละพรรค ก็เป็นเรื่องปกติ และเป็นเรื่องที่เขาใจได้ว่าบุคคลในครอบครัวก็อาจจะชุดความคิดทางการเมืองไม่เหมือนกัน ดังนั้น คิดว่าก็เป็นสิทธิ์ของทุกคนในการเสนอตัวลงสมัครรับเลือกตั้ง
เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จะกลับมาเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์อีกครั้ง พริษฐ์ กล่าวว่า ไม่รู้เลย เข้าใจว่าวันที่ 18 ต.ค.นี้ จะมีการเลือกหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กัน ยังไม่ได้มีการพูดคุยกับอภิสิทธิ์เลย
พริษฐ์ ในฐานะผู้เสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพิ่มเติมหมวด 15/1 ในนามพรรคประชาชน ซึ่งเป็นร่างหลักการพิจารณา ในชั้นคณะกรรมาธิการฯ ยังเปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ นัดแรกจะมีขึ้นในวันจันทร์ที่ 20 ต.ค.68 เวลา 14.00 น. โดยจะพิจารณาเรื่องกรอบระยะเวลาเป็นหลัก เพราะกรรมาธิการต้องทำงานอย่างเต็มที่ให้เสร็จสิ้นภายใน 2 เดือน เพื่อส่งกลับมายังสภาพิจารณาต่อในวาระ 2 และ วาระ 3 ให้ทันตามกรอบเวลาและทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งได้ทัน
พริษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนตัวคิดว่า การพิจารณาจะดำเนินไปด้วยดี ต้องเอาประเด็นทั้งหมดที่แต่ละฝ่ายเห็นต่างกันมาแลกเปลี่ยนความเห็นและหาข้อสรุปในแต่ละประเด็นในแต่ละประเด็นก่อน แล้วค่อยพิจารณาข้อความในแต่ละมาตราว่า จะต้องปรับปรุงหรือไม่
ส่วนการเสนอชื่อประธานกรรมาธิการฯ พริษฐ์ มองว่า เมื่อใช้ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชนเป็นร่างหลักประธานก็ควรมาจากพรรคประชาชน แต่จะได้รับเลือกหรือไม่ก็ ขึ้นอยู่กับมติของที่ประชุม
เมื่อถามว่าหากตำแหน่งประธานมีการแข่งขันกันจะมีข้อยุติอย่างไร พริษฐ์ กล่าวว่า ยังไม่ทราบว่าจะมีพรรคอื่นเสนอชื่อหรือไม่ แต่ในมุมของพรรคประชาชนก็ย้ำว่า ในเมื่อร่างพรรคประชาชนเป็นร่างหลักก็เหมาะสมที่พรรคประชาชนจะนั่งเป็นประธาน ซึ่งจะมีการเสนอชื่อ ณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ถ้าเกิดมีพรรคอื่นเสนอเข้ามาด้วย ก็ต้องลงมติ แต่เชื่อว่าไม่ได้เป็นอุปสรรคในการทำงาน สิ่งที่สำคัญกว่าตัวประธานคือเนื้อหาสาระเพราะมีหลายประเด็นที่ยังเห็นต่างกันอยู่ ดังนั้นจึงต้องหาข้อสรุปในประเด็นที่เห็นต่างให้เร็วที่สุด
“ไม่ว่ารัฐสภาจะเห็นชอบร่างแบบไหนออกมา ก็ต้องไปถามประชาชนในการทำประชามติ ถ้าหากร่างที่ทำมาไม่ตอบโจทย์ประชาชนก็มีโอกาสที่จะไม่ผ่านประชามติ จึงอยากให้สมาชิกรัฐสภาตระหนักว่าควรมีร่างที่ประชาชนจะเห็นชอบด้วย”
— พริษฐ์ กล่าว
พริษฐ์ กล่าวต่อว่า ตัวแปรสำคัญตอนนี้คือ พระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ประชามติฉบับใหม่ ว่าจะโปรดเกล้าฯ หรือไม่ มองว่าไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่โปรดเกล้าฯ ซึ่งเราจะรู้อย่างชัดเจนในวันที่ 3 พฤศจิกายนนี้ ถ้ามีการโปรดเกล้าฯ ลงมา ก็จะทำให้เป็นไปตามไทม์ไลน์ คือ ผ่านวาระ 3 ช้าสุดกลางเดือน ม.ค. 2569 แต่เราอยากให้ผ่านภายในปลายเดือน ธ.ค. 2568 ซึ่งแปลว่าวาระ 2 จะต้องเข้ากลางเดือนธ.ค. ถ้าเป็นเช่นนั้นกรรมาธิการจะมีเวลาพิจารณา 2 เดือนเต็ม แต่ถ้าเร็วกว่านั้นได้ก็ดี
ส่วนคำถามประชามติ พริษฐ์ กล่าวว่า คำถามไม่มีอะไรที่ซับซ้อน ถ้าหากร่างรัฐธรรมนูญที่กำลังพิจารณากันอยู่ผ่านวาระ 3 ประชามติรอบแรกก็จะมี 2 คำถาม ซึ่งถูกกำหนดไว้ในคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ดังนั้นคำถามไม่มีอะไรที่ซับซ้อนแต่เวลานี้ สิ่งที่สำคัญ คือให้เรามีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15/1 ผ่านวาระ 3 ได้ทันและมีเนื้อหาที่ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชน
เมื่อถามถึงข้อกังวลการได้มาซึ่ง สสร. ที่อาจขาดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อาจทำให้มีคนไปยื่นร้องต่อศาลแล้วทำให้กระบวนการล่าช้า พริษฐ์ กล่าวว่า ก่อนวันที่ 10 ก.ย. ซึ่ง 3 พรรคหลัก เห็นตรงกันเรื่อง สสร. ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่การที่ สสร. มาจากการเลือกตั้งไปต่อได้ยากเพราะคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นถ้าทุกคนรักษาจุดยืนเดิมควรจะพยายามทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด โดยไม่ขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ
พริษฐ์กล่าวว่า พรรคประชาชนยืนยันว่า สิ่งที่เสนอไม่ได้ขัดคำวินิจฉัยของศาลเพราะศาลระบุเพียงแค่ว่า ไม่ให้ประชาชนเลือกผู้ร่างโดยตรง เราจึงเลือกผู้ร่างโดยอ้อม จึงคิดว่าไม่มีอะไรที่ขัดคำวินิจฉัยของศาล แต่ทั้งนี้ก็ต้องรับฟังความเห็นอีกครั้งหนึ่งส่วนจะมีคนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่นั้นเรื่องนี้ไม่ใช่ว่าใครจะเดินไปร้องก็ได้จะต้องมี 2 ขั้นตอน 1. ต้องอาศัยมติเสียงข้างมากของรัฐสภา ถ้าหากไม่ได้มติตรงนี้ใครจะไปร้องได้ จึงควรใช้กลไกของฝ่ายนิติบัญญัติและกรรมาธิการมาช่วยกันตรวจสอบให้เนื้อหารอบคอบ และวินิจฉัยกันว่าขัดหรือไม่ขัดคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างไร และ 2. หากผ่านวาระ 3 ไปแล้ว สส.หรือ สว. มีสิทธิ์ไปร้องได้โดยอาศัยเสียง 1 ใน 10 แต่นั่นคือปลายทางแล้ว แต่เมื่อถึงจุดนั้นหวังว่า ทุกคนจะเห็นตรงกันว่า ไม่มีอะไรที่ขัดคำวินิจฉัยของศาล
“ผมเข้าใจด้วยระบบการเมืองที่เราอยู่แบบนี้ ภายใต้รัฐธรรมนูญ 60 ทำให้หลายคนกังวลใจ ยืนยันว่าเรื่องการร้อง แต่ผมยืนยันว่า ถ้าทั้ง 3 พรรคหนักแน่นว่าไม่ร้องก็ไม่มีใครร้องได้”
— พริษฐ์ กล่าว
เมื่อถามถึงข้อกังวลเรื่องหมวด 1 หมวด 2 อาจทำให้ถูกคว่ำในวาระ 3 ได้นั้น พริษฐ์ กล่าวว่า เป็นสิทธิ์ของสมาชิกรัฐสภาและกรรมาธิการ ที่จะต้องหารือว่าจะระบุไว้เหมือนรัฐธรรมนูญปี 60 หรือไม่ ซึ่งเป็นคนละเรื่องกับข้อกล่าวหาที่ระบุว่า การเปิดให้พิจารณาหมวด 1 หมวด 2 ได้เท่ากับการล้มล้างการปกครอง เพราะ รัฐธรรมนูญปี 60 ก็เปิดให้สามารถแก้ไขถ้อยคำในหมวด1 หมวด2 ได้ แต่จะต้องไปทำประชามติก่อน ดังนั้น มีความเห็นต่างกันได้ แต่ไม่มีส่วนไหนที่เข้าข่ายการล้มล้างการปกครอง เราต้องคุยกันด้วยเหตุผล ทั้งนี้หากในอนาคตรัฐธรรมนูญหมวดอื่นๆ มีการปรับปรุงเนื้อหาอาจต้องปรับปรุง บางถ้อยคำในหมวด 1 หมวด 2 เพื่อให้สอดคล้องกับหมวดอื่นๆ ซึ่งจะไม่กระทบสาระสำคัญระบอบการปกครองในรูปแบบรัฐ แต่อย่างใดซึ่งถูกล็อกไว้อยู่แล้วเพียงแต่ทำให้เนื้อหาในแต่ละหมวดสอดรับกันเท่านั้น จึงเห็นว่า ไม่ควรหยิบยกเรื่องนี้มาเป็นประเด็นเพื่อมาโจมตี
ส่วนในวาระ 3 ต้องอาศัยเสียงของ สว. มั่นใจในร่างที่กรรมาธิการ ทำออกมาว่าสว.จะให้ความเห็นชอบหรือไม่ พริษฐ์ กล่าวว่า ขึ้นอยู่กับคณะกรรมาธิการชุดนี้ แน่นอนว่าวาระ 3 ต้องอาศัยเสียง สว. แต่เราก็ต้องตอบสังคมให้ได้ว่าหากร่างผ่านวาระ 3 แล้ว เนื้อหาในร่างประชาชนจะเห็นด้วยหรือไม่ ก็ต้องหาสมดุลให้ดีในทุกประเด็น เชื่อว่า กรรมาธิการจะทำด้วยเหตุและผล และเป็นโอกาสดีที่จะได้ทำความเข้าใจกับสว.โดยตรง




