ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มี ‘คณะบุคคล’ ได้ร่วมกันทำคำร้องถึงประธานคณะกรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัย ‘พริษฐ์ วัชรสินธุ์’ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ว่ามีการกระทำที่ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. 2563 หรือไม่ โดยเป็นผลสืบเนื่องมาจากการเผยแพร่ข้อความและคลิปวิดีโอที่เกี่ยวข้องกับคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)
คำร้องดังกล่าวระบุว่า ระหว่างวันที่ 10 มิถุนายน ถึงหลังวันที่ 14 กันยายน 2569 พริษฐ์ได้เผยแพร่ข้อความเกี่ยวกับคดีการเลือก สว. ผ่านเพจเฟซบุ๊กและยูทูบของตนเอง
ผู้ร้องชี้ว่า พฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายการกระทำที่ต้องขอให้คณะกรรมการวินิจฉัยใน 3 ประเด็นหลัก
- การเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลและข้อมูลการติดต่อสื่อสารของบุคคลที่สามต่อสาธารณะ ประกอบด้วย รายการโอนเงิน บทสนทนาผ่านแอปพลิเคชัน LINE ข้อมูลการจองและชำระเงินค่าโรงแรม ประวัติการโทร และข้อมูลสัญญาณโทรศัพท์ ซึ่งผู้ร้องระบุว่าฝ่าฝืนข้อบังคับฯ ข้อ 7 และข้อ 12 ประกอบรัฐธรรมนูญ มาตรา 32 วรรคสอง และมาตรา 36 วรรคสอง
- การเผยแพร่ข้อมูลที่ได้มาจากการสืบสวนไต่สวนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขณะที่เรื่องดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการพิจารณา เช่น คำให้การหรือคำชี้แจงของบุคคลต่อหน่วยงาน ประวัติการโทร และความเห็นภายในของสำนักงาน กกต. ซึ่งถูกอ้างว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อบังคับฯ ข้อ 9 ประกอบ พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ. 2560 มาตรา 41 วรรคสาม และมาตรฐานทางจริยธรรมฯ ข้อ 12 และข้อ 16
- การใช้ถ้อยคำกล่าวหาเจตนาไม่สุจริตของบุคคลที่ระบุตัวได้ และการแสดงความคิดเห็นกดดันองค์กรอิสระในเรื่องที่ กกต. กำลังพิจารณา โดยผู้ร้องยกประเด็นนี้ขึ้นมาประกอบการพิจารณาพฤติกรรมและเจตนาตามข้อบังคับฯ ข้อ 10 ข้อ 12 ข้อ 13 และมาตรฐานทางจริยธรรมฯ ข้อ 16 และข้อ 17
นอกจากประเด็นข้อกล่าวหาแล้ว คำร้องยังระบุถึงสถานะของพริษฐ์ ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (ประธานวิปฝ่ายค้าน) ทำให้มีสถานะเป็นกรรมการจริยธรรมโดยตำแหน่ง
ผู้ร้องจึงขอใช้สิทธิคัดค้านกรรมการ และขอให้สั่งการให้พริษฐ์งดเว้นการเข้าร่วมประชุม พิจารณา และลงมติในเรื่องนี้ในทุกขั้นตอน เพื่อให้เป็นไปตามหลักการที่บุคคลจะพิจารณาเรื่องที่ตนเป็นคู่กรณีไม่ได้ รวมทั้งขอสงวนสิทธิคัดค้าน หากพริษฐ์มีการมอบหมายให้สมาชิกวิปฝ่ายค้านคนอื่นมาทำหน้าที่แทน
ในส่วนของพยานหลักฐาน ผู้ร้องได้แนบเอกสารภาพโพสต์เฟซบุ๊กและคลิปวิดีโอรวม 168 หน้า ซึ่งระบุว่ามีข้อมูลส่วนบุคคลของบุคคลที่สามอยู่เป็นจำนวนมาก จึงมีคำขอให้คณะกรรมการเก็บรักษาเอกสารเหล่านี้ไว้เป็นความลับ และใช้เพื่อการพิจารณาหรือตรวจดูตามข้อบังคับเท่านั้น
ในตอนท้ายของคำร้อง ผู้ร้องได้ขอให้คณะกรรมการพิจารณาวินิจฉัย หากพบว่ามีพยานหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าเป็นการฝ่าฝืนอันเกี่ยวกับมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ขอให้เสนอความเห็นต่อสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณา แต่หากเห็นว่าการกระทำไม่ถึงขั้นร้ายแรง ขอให้คณะกรรมการใช้อำนาจลงโทษด้วยการตักเตือน ตำหนิ ให้ขอโทษต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร หรือประณามให้เป็นที่ประจักษ์ตามที่เห็นสมควร
ทั้งนี้ เอกสารคำร้องดังกล่าวมีช่องว่างสำหรับลงชื่อผู้ร้องจำนวน 6 คน อีกทั้งยังไม่ปรากฏว่ามีการลงเลขรับตามระบบสารบรรณของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หรือหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า ตาม ข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. 2563 (ข้อ 23) ได้กำหนดให้ ‘คณะกรรมการจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎร’ ประกอบด้วยกรรมการจำนวนทั้งสิ้น 15 คน โดยมีองค์ประกอบดังต่อไปนี้
- ประธานสภาผู้แทนราษฎร (เป็นประธานคณะกรรมการ)
- ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
- ผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 2 คน (มาจากการเลือกของกรรมการ)
- ประธานคณะกรรมาธิการกิจการสภาผู้แทนราษฎร
- ประธานกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎรพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาล (ประธานวิปรัฐบาล)
- ประธานกรรมการประสานงานพรรคการเมืองฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (ประธานวิปฝ่ายค้าน) หรือสมาชิกในคณะกรรมการประสานงานฯ ที่ได้รับมอบหมายจากประธานวิปฝ่ายค้าน
- สมาชิกจากพรรคการเมืองที่มีสมาชิกดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 4 คน (โดยอย่างน้อยต้องเป็นหญิงจำนวน 1 คน)
- สมาชิกจากพรรคการเมืองที่มิได้มีสมาชิกดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร หรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎร จำนวน 4 คน (โดยอย่างน้อยต้องเป็นหญิงจำนวน 1 คน)




