พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีในวันพรุ่งนี้ (20 พ.ค.) วิปรัฐบาลจะมีการยื่นญัตติด่วนถึงสถานการณ์เหตุการณ์อุบัติเหตุรถไฟชนรถเมล์ที่ถนนอโศก-ดินแดง ว่า เรามีแผนจะยื่นญัตติด่วนอยู่แล้ว และได้มีการยกหูหาตัวแทนวิปรัฐบาล ตกลงกันว่า จะมีการยื่นญัตติร่วมกัน ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลเห็นตรงกันว่า จะใช้ช่วงเวลาในวันพรุ่งนี้มาพิจารณา คิดว่ามีหลายประเด็นที่จะต้องเสนอแนะรัฐบาล อย่างท่าทีของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ล่าสุด ที่เสมือนเป็นการเสนอทางออกว่า จะไม่ให้มีรถไฟวิ่งเข้ามากลางเมือง คิดว่า อาจจะเป็นแนวคิดที่คิดตื้นไป ไม่ได้รอบด้าน เป็นการผลักภาระให้กับประชาชนที่เดินทางโดยรถไฟ คิดว่าทางออกในเรื่องนี้ควรจะรอบคอบและรอบด้านกว่านี้ หลายอย่างที่เราทำได้เพื่อความปลอดภัยของประชาชน โดยไม่ต้องเพิ่มภาระในลักษณะดังกล่าว
พริษฐ์ กล่าวว่า เช่นตัวอย่างที่ 1.เราต้องเอาจริงและการบังคับใช้กฎหมาย ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเคารพตามกฎจราจร เราต้องยกประสิทธิภาพในการบังคับใช้กฎหมาย และมีการดำเนินการทางกฎหมาย ข้อมูลที่เราเคยได้รับจากทางตำรวจ กทม. ในกรรมธิการเมื่อปีที่แล้ว แม้ในจุดที่มีกล้องและตรวจสอบได้ว่าใครกระทำความผิด หรือฝ่าฝืนกฎจราจร มีการออกใบสั่งกับผู้ที่กระทำความผิดเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ถือเป็นตัวอย่างที่กระบวนการอาจจะยังไม่มีประสิทธิภาพมากพอในการบังคับใช้กฎหมาย
2.การพยายามออกแบบเส้นทางการใช้รถใช้ถนน สะดวกต่อการสัญจรไปมามากขึ้น และด้วยบริบทตรงแยกมักกะสันที่เกิดเหตุ หากรถทุกคันปฏิบัติตามกฎจราจรก็อาจจะเกิดความไม่สะดวกในการเดินทางอยู่ ถือเป็นปัญหาในเรื่องการออกแบบที่เราควรจะมาทบทวนในลักษณะเช่นนี้
3.การเร่งโครงการทางรถไฟส่วนขาด (Missing Link) เพื่อลดจุดตัดระหว่างทางรถไฟกับรถยนต์ เพราะฉะนั้นทางออกในเรื่องนี้ต้องมีความรอบคอบ รอบด้านและทำอย่างรวดเร็ว
“ถ้าจะมาแนวทางของพิพัฒน์ พอเกิดปัญหานี้ก็ไม่ให้รถไฟวิ่งมากลางเมืองเลย คิดว่า แนวคิดอาจจะคิดตื้นไปนิด เป็นการผลักภาระให้กับประชาชนที่ใช้รถไฟมากเกินไป”
— พริษฐ์ กล่าว
พริษฐ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวถึงการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า พรรคประชาชนมีจุดยืนชัดเจนแล้วว่า เราพร้อมที่จะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 256 เพิ่มเติม หมวด 15/1 เพื่อเดินหน้าจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเน้น 3 หลักการสำคัญ คือ 1.ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด คือการมีคูหาให้ประชาชนเลือกผู้ร่างได้ 2.การป้องกันไม่ให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถูกผูกขาดหรือกินรวบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และ 3.ไม่ไปเพิ่มสิทธิพิเศษหรืออำนาจให้กับ สว.ในการมีสิทธิพิเศษที่จะมากำหนดว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะได้รับความเห็นชอบจากวุฒิสภาหรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เราได้ประกาศต่อสาธารณะไปแล้ว และในวันนี้ (19 พ.ค.) เป็นเพียงการนำหลักการเข้าไปหารือในที่ประชุม สส.พรรคประชาชน เพื่อพิจารณารายละเอียดของโครงร่างซึ่งคาดว่าจะมีการนำเสนอได้ในเร็วๆ นี้
พริษฐ์ กล่าวต่อว่า ขณะนี้มีหลายพรรคการเมืองที่มีความประสงค์ที่จะยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่เสียง สส.ของพรรค ไม่เพียงพอ เช่น พรรคเพื่อไทย ที่ได้ประกาศต่อสาธารณะแล้ว เราจึงบอกว่า สส. ของพรรคประชาชน 119 คน หากเราสามารถจัดสรร สส.บางส่วน เพื่อไปร่วมเซ็นชื่อให้กับร่างอื่นที่มีความสอดคล้องกับ 3 หลักการของพรรคฯ เราก็ยินดี เพราะอย่างน้อย จะได้มีร่างสอดคล้องของพรรคการเมืองอื่นเข้าไปพิจารณาด้วย รวมไปถึงหากภาคประชาชนจะมีการริเริ่มกระบวนการ การล่ารายชื่อทางเราก็พร้อมที่จะสนับสนุนเช่นกัน ตราบใดที่ร่างสอดคล้องกับ พรรคประชาชน
เมื่อถามว่า หากร่างของพรรคอื่นและภาคประชาชน เข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภา มั่นใจได้หรือไม่ว่า ร่างของพรรคประชาชน จะมีความสุ่มเสี่ยงที่เพื่อนสมาชิกจะไม่เห็นด้วยหรือไม่ พริษฐ์ กล่าวว่า เป็นสิ่งที่เราคงต้องทำเต็มที่ เพื่อโน้มน้าวสมาชิกรัฐสภา และมองว่า 3 หลักการที่ได้เสนอไปนั้น หวังว่าจะเป็น 3 หลักการ ที่ประชาชนเห็นด้วย และเชื่อว่าหากประชาชนเห็นด้วย ก็จะเป็นแรงส่งในโน้มน้าวสมาชิกรัฐสภาได้
พริษฐ์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องวินิจฉัย พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาทว่า ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ว่า เมื่อศาลรับคำร้องแล้วโดยกระบวนการ สภาก็ต้องชะลอการพิจารณาอนุมัติร่าง พ.ร.ก.กู้เงินออกไป แต่ในเมื่อรัฐบาลก็ประกาศชัดว่า จะเดินหน้าใช้เงินต่อ ซึ่งเข้าใจว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ก็น่าจะอนุมัติการใช้เงินในส่วนแรก อย่างไรก็ตาม คิดว่า สิ่งที่สภาฯ จะทำได้เลย คือการเดินหน้าตรวจสอบการใช้เงิน สิ่งที่เป็นรูปธรรมคือการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ เหมือนกับที่ทำในการตรวจสอบ พ.ร.ก.ในอดีตว่า มีการใช้เงินตรงไปตรงมา โปร่งใสหรือไม่
พริษฐ์ กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทางพรรคประชาชนได้ยื่นญัตติด่วนเข้าไปแล้ว ตอนนี้รอการวินิจฉัยของประธานสภาว่า จะเป็นญัตติด่วนหรือไม่ หากวินิจฉัยว่า เป็นญัตติด่วน เรื่องนี้ก็จะถูกพิจารณาในการประชุมสภาฯ ในสัปดาห์หน้า ซึ่งก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ประธานสภาฯ จะวินิจฉัยเป็นเรื่องด่วน เหมือนสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งประธานสภาฯ วินิจฉัยว่า เรื่องแลนด์บริดจ์เป็นเรื่องด่วน เห็นว่า เรื่องนี้ก็ด่วนไม่น้อยไปกว่าเรื่องแลนด์บริดจ์ อาจจะมากกว่าด้วยซ้ำ เพราะรัฐบาลเริ่มใช้เงินจากพ.ร.ก.กู้เงินแล้ว ดังนั้น หากประธานสภาฯ ไม่วินิจฉัยว่าด่วน แล้วถ้าเรื่องนี้ไม่เข้าสภาฯ ในสัปดาห์หน้านั้น คิดว่า ก็ต้องตั้งคำถามจริงๆ จังๆ กับการปฏิบัติหน้าที่ของประธานสภาฯ ว่า มีความเป็นกลางจริงหรือไม่
เมื่อถามว่า นอกจากบรรรจุวาระล่าช้าแล้ว สุดท้ายหากไม่มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญจะเป็นอย่างไร พริษฐ์ กล่าวว่า อย่างที่ชี้แจงไปก่อนหน้านี้ว่า การที่รัฐบาลดำเนินการเอาเงิน 2 ก้อน 200,000 ล้านบาท ที่เป็นเงินสำหรับการช่วยเหลือประชาชน มามัดรวมกับก้อนที่ 2 อีก 200,000 ล้านบาท ที่เป็นโครงการพลังงาน เหมือนกับการพยายยามเอาเงินเยียวยาประชาชนเป็นตัวประกันเพื่อสอดไส้โครงการพลังงาน สะท้อนให้เห็นถึงความไม่ตรงไปตรงมาในการดำเนินการของรัฐบาล หากประสภา หรือสส.รัฐบาลใช้วิธีการพยายามสกัดกั้นการตั้งกรรมาธิการวิสามัญเพื่อตรวจสอบการใช้เงินนั้น ก็จะยิ่งตอกย้ำถึงความไม่ตรงไปตรงมาของรัฐบาลชุดนี้ เรียกว่า เป็นการหนีสภาพลัส หนีสภาแรกคือการยัดไส้โครงการพลังงานเข้ามาในพ.ร.ก.กู้เงินกับก้อนเยียวยา เพื่อใช้กลไกพ.ร.ก.ข้ามกระบวนการปกติของสภา หนีสภาเด้งที่สองคือ การไม่เปิดให้มีการตั้งกรรมาธิการวิสามัญ ก็ยิ่งตอกย้ำข้อกังวลของฝ่ายค้าน




