‘พริษฐ์’ ติง ‘ภท.-พท.’ ปมโมเดลตั้ง ‘สสร.’

23 ก.ย. 2568 - 11:35

  • ‘พริษฐ์’ ติง ‘ภูมิใจไทย-เพื่อไทย’ ควรให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้ง สสร.มากกว่านี้ ถามกลับ ใครจะไปร้องศาล รธน. ถ้ากลัวขัดคำวินิจฉัย มองโมเดล ภท. ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง เสี่ยงกินรวบ บอกสมมติรอบหน้าได้ 200 ที่นั่ง แล้ว 160 สว.ดันคิดตรงกัน ก็ผูกขาดแล้ว ยอมรับ ไม่พึงปรารถนาทั้งคู่ ‘สสร.สีน้ำเงิน-รธน.คสช.60’ เชื่อมีกลไกดีกว่านี้ได้

  • ชี้ ‘อนุทิน’ ต้องประสานทุกฝ่าย จัดการ ‘เขมร’ ตามยุทธศาสตร์เดียวกัน เหตุปัญหาไม่ใช่มีความมั่นคงอย่างเดียว

  • แจง แผนส่งแคนดิเดตนายกฯ 3 คนเป็นความเห็นส่วนตัวของ ‘เพชร กรุณพล’ ยัน ‘เท้ง’ นายกฯลำดับ 1 อยู่แล้ว ส่วนคนอื่นไว้พิจารณาอีกที บอกคดี 44 สส. ยืนยันความบริสุทธิ์ แต่ผลลัพธ์เป็นอย่างไร มีแผนรองรับแล้ว ชี้ การเสนอกฎหมายที่เห็นต่าง เกิดขึ้นได้แต่ไม่ควรนำไปสู่การตัดสิทธิ์ทางการเมือง ลั่น หากเกิดอุบัติเหตุ ‘ปชน.’ ไปต่อแน่

‘พริษฐ์’ ติง ‘ภท.-พท.’ ปมโมเดลตั้ง ‘สสร.’

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทยเสนอ โมเดลตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ หรือ สสร. โดยให้ผู้สนใจสมัครเข้ามาและให้รัฐสภาเป็นผู้คัดเลือกว่า ร่างพรรคประชาชน ได้ยื่นกับประธานสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว แต่ร่างของพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ยังไม่เห็น แต่ได้ทราบถึงรายละเอียด ซึ่งเรามี 2 ข้อสังเกตต่อร่างของ 2 พรรคการเมือง

·     ข้อสังเกตแรกเราต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้มากที่สุด ตราบเท่าที่ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เราเห็นว่าโมเดลของพรรคภูมิใจไทยและพรรคเพื่อไทย ควรเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมให้ได้มากกว่านี้ ซึ่งเราเห็นว่าพรรคเพื่อไทยมีการเปิดให้ประชาชนเลือกตั้งผู้แทน 200 คน ก่อนจะให้รัฐสภาเป็นผู้เลือก แต่อีกส่วนที่มาจากวิชาชีพต่างๆ เข้าใจประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการเลือกหรือออกเสียงเลย ขณะที่ฝั่งพรรคภูมิใจไทย ตามข้อมูลที่ปรากฏวานนี้ (22 ก.ย.) เห็นได้ว่า ใช้วิธีการเปิดรับสมัคร โดยที่ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมในการคัดสรรรายชื่อที่จะส่งต่อมาที่รัฐสภา เราจึงอยากเห็นการมีส่วนร่วมของประชาชนมากกว่าที่เป็นอยู่

·     ข้อสังเกตที่สอง เราต้องการทำให้ความเสี่ยงของการที่ฝ่ายใดจะกินรวบหรือผูกขาด ส.ส.ร. หรือคณะกรรมาธิการยกร่าง ให้มีความเสี่ยงที่ต่ำที่สุด หัวใจของเรื่องนี้คือการที่เราออกแบบวิธีการให้รัฐสภาคัดเลือก ผู้สมัครหรือผู้ที่ถูกสรรหาอย่างไร ซึ่งโมเดลของพรรคประชาชน คณะกรรมาธิการยกร่างจะให้รัฐสภาคัดจากตัวแทนที่ประชาชนเลือกมา 70 คน ให้เหลือ 35 คน แต่วิธีการคัดเราให้แบ่งตามสัดส่วน สส. , สว. และพรรคการเมือง

“พูดง่ายๆ คือเรามีสมาชิกรัฐสภา 700 คน เอา 700 มาหาร 35 จะเห็นได้ว่า สว.ต้องรวมกลุ่มกัน 20 คน เพื่อเสนอกรรมาธิการ 1 คน เมื่อเป็นแบบนี้ ทำให้ไม่มีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งทางการเมือง สามารถผูกขาดกระบวนการในการคัดเลือกตรงนี้ได้ แต่โมเดลที่เราเห็นของพรรคภูมิใจไทย และไม่แน่ใจว่าพรรคเพื่อไทยจะเป็นเช่นไร คือ การใช้วิธีการคัดเลือกโดยใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา คิดง่ายๆคือ มีพรรคการเมืองหนึ่งมี สส. 200 คน จากการเลือกตั้งครั้งถัดไป แล้วมีสว. คิดคล้ายๆ 160 คน รวมเป็น 360 คน ก็เกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา นั่นหมายความว่าสามารถผูกขาดเลือกคนที่ไปทำหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็น สสร. หรือ คณะกรรมการยกร่าง”

พริษฐ์ กล่าว

ส่วนเหตุผลที่พรรคภูมิใจไทยเสนอโมเดลนี้ เพราะต้องการป้องกันไม่ให้คนไปร้องศาลรัฐธรรมนูญ เนื่องจากไม่ยึดตามคำวินิจฉัยของศาล พริษฐ์ ยืนยันว่าโ มเดลของพรรคประชาชนไม่ได้ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เพราะข้อความเบื้องต้นของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญเขียนเพียงว่า ไม่ให้ประชาชนไปเลือกผู้ร่างโดยตรง ซึ่งโมเดลของพรรคประชาชนและพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้มีส่วนไหนเขียนว่า ให้ประชาชนไปเลือกผู้ร่างโดยตรง อย่างไรก็ตาม ขอทวงถามคำวินิจฉัยเต็มศาลรัฐธรรมนูญไปด้วยแล้วกัน จะได้มีความสบายใจมากขึ้น

“หากกังวล ก็ต้องถามกลับว่าใครจะไปร้อง เพราะถ้าจะมีการไปร้องในระหว่างกระบวนการพิจารณาใน 3 วาระนี้ ต้องเป็นมติของรัฐสภา ต้องมีเสียงข้างมากของสมาชิกรัฐสภา ร้องที่ศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น ถ้า 3 พรรคการเมือง เห็นว่าโมเดลที่พิจารณากันอยู่ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเป็นเหตุให้ไปร้อง มันก็ไม่มีใครไปร้อง”

พริษฐ์ กล่าว

ส่วนจะกลายเป็น สสร. สีน้ำเงินหรือไม่นั้น พริษฐ์ กล่าวว่า ไม่ต้องการให้ สสร.เป็นสีใดสีหนึ่งเลย จึงเป็นเหตุผลว่า ทำไมต้องทำให้ประชาชนมีส่วนร่วมได้มากที่สุด และต้องไม่ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา ไม่เช่นนั้น จะมีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งของเสียงข้างมากในสภา กลุ่มเสียงข้างน้อย จะไม่มีตัวแทนเลย

เมื่อถามย้ำว่า แต่ทิศทางตอนนี้ อาจจะนำไปสู่ สว. สีน้ำเงินอยู่แล้ว พริษฐ์ กล่าวว่า ตรงนี้เป็นขั้นตอนแรกที่ให้ 3 พรรคยื่นโมเดลเข้ามา ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อผ่านวาระ 1 ในชั้นรับหลักการ ก็จะเกิดข้อสรุปจากการถกเถียงในชั้นกรรมาธิการ คิดว่า ยังเป็นรายละเอียดที่สามารถพูดคุยได้ ยิ่งประชาชนส่งเสียงมากขึ้นเท่าไหร่ว่า อยากเห็นโมเดล สสร.เป็นแบบใดหรือกังวลใจแบบไหน ก็อาจจะทำให้ สส. เข้าไปผลักดัน ตามความต้องการของประชาชนให้ได้มากที่สุด

ทั้งนี้ สสร.สีน้ำเงิน กับ รัฐธรรมนูญ คสช. 60 กลัวอันไหนมากกว่ากัน พริษฐ์ ระบุว่า ไม่ได้เป็นสิ่งที่พึงปรารถนาทั้งคู่สังคมไทยสามารถมีโมเดลในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ดีกว่าทั้งสองตัวอย่างนี้ได้ ยืนยันว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ที่เราต้องใช้ในการอยู่ร่วมกัน แน่นอนว่าประชาชนอาจจะเห็นไม่ตรงกันทุกเรื่อง แต่อย่างน้อยก็มีกติกาซึ่งเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย ดังนั้นหากผู้ที่เป็นคนยกร่างกติกา เป็นตัวแทนจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว คิดว่าเป็นเรื่องยากที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว 

อย่างไรก็ตาม หากโมเดลของพรรคภูมิใจไทยสามารถอธิบายได้ว่าสมาชิกรัฐสภาก็เป็นตัวแทนของประชาชนเหมือนกันเพราะมีสส.มาจากการเลือกตั้ง พอจะฟังขึ้นหรือไม่นั้น พริษฐ์ กล่าวยกตัวอย่างการประชุมวิปฝ่ายค้าน เวลาตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ก็จะมีการเสนอชื่อให้แต่ละพรรค แน่นอนว่าตามข้อบังคับอาจจะใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง แต่ก็เป็นที่เข้าใจตรงกัน ว่าควรมีตัวแทนของทุกฝ่ายอยู่ตรงนั้น ดังนั้น อาจมีข้อกังวลใจว่า สักวันหนึ่ง หากใครจะเอาข้อบังคับนี้ไปใช้ในการทำให้คณะกรรมการวิสามัญได้ แต่ตัวแทนเสียงข้างมากอย่างเดียว คิดว่าการไปเขียนตัวกติกาให้เป็นไปตามสัดส่วน น่าจะปลอดภัยที่สุด

“ประเด็นของผม ไม่ได้อยู่ที่สส.จะมาคัดเลือก ประเด็นคืออยู่ที่คัดเลือกแบบไหน ถ้าใช้วิธีเกินกึ่งหนึ่ง มันมีความสุ่มเสี่ยง ที่จะทำให้ฝ่ายใดซึ่งเสียงข้างมากสามารถผูกขาดได้หมดเลย ซึ่งเราไม่อยากเห็น”

พริษฐ์  กล่าว

พริษฐ์ยังให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย ให้อำนาจทหารจัดการปัญหาไทย-กัมพูชาได้ว่า โดยหลักความรับมือภัยความมั่นคงต้องอาศัยการทำงานร่วมกันของทุกฝ่าย ทุกองคาพยพ เพราะมาตรการในการตอบโต้หรือรับมือในเรื่องนี้ รวมถึงการเยียวยาคนไทยที่ได้รับผลกระทบก็ต้องผสมผสานกับมาตรการความมั่นคงทางการทหาร การทูต และเศรษฐกิจ ดังนั้น ในฐานะนายกฯ และฝ่ายบริหารก็คงต้องเป็นฝ่ายรับผิดชอบหลักในการกำหนดยุทธศาสตร์ภาพรวมว่าเป้าหมายหลักของประเทศควรเป็นเช่นไร และควรไปในทิศทางไหน เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคนในประเทศ​ จากนั้น ก็เป็นหน้าที่ของแต่ละฝ่ายที่ไปปฏิบัติมาตรการต่างๆ อีกครั้งหนึ่ง โดยฝ่ายกองทัพคงรับผิดชอบเรื่องฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายกระทรวงการต่างประเทศรับผิดชอบการทูต จึงคิดว่า อนุทิน ในฐานะผู้นำสูงสุด ก็ต้องทำหน้าที่ในการประสานให้การทำงานทุกหน่วยงานมีความเป็นเอกภาพ และทำงานด้วยความไว้เนื้อเชื่อใจต่อกันและกัน ภายใต้ยุทธศาสตร์เดียวกัน

ส่วนเห็นด้วยกับการให้อำนาจทหารมากแบบนี้หรือไม่นั้น พริษฐ์ กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดคือบทบาทนายกฯ ในการประสานทุกฝ่าย และกำหนดยุทธศาสตร์ภาพรวม เพราะการรับมือกับภัยความมั่นคงไม่ได้จำกัดอยู่แค่มาตรการทางการทหารอย่างเดียว แต่ต้องสอดรับกับมาตรการทางการทูต เศรษฐกิจ และข้อมูลข่าวสารด้วย

พริษฐ์ ยังกล่าวถึงแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชนที่มี 3 คนว่า ข่าวที่ปรากฏเป็นความเห็นของ กรุณพล เทียนสุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคประชาชน ซึ่งกรุณพลก็ออกมาชี้แจงแล้วว่า เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวของเขาว่า ทางเลือกที่เป็นไปได้มีแบบไหนบ้าง ยืนยันว่าในพรรคยังไม่ได้มีข้อสรุปและในส่วนของแคนดิเดตนายกฯ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ได้พูดไปแล้วว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ เราอาจจะส่งแคนดิเดตนายกฯ เกินกว่า 1 รายชื่อ แต่เราย้ำว่าจะให้ความชัดเจนกับประชาชนว่าใครคือแคนดิเดตนายกฯ คนหลักของเรา ซึ่งชัดเจนคือ หัวหน้าพรรค และจะมาทำหน้าที่เป็นสส.บัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 1 ด้วย ส่วนรายชื่ออื่นจะเป็นอย่างไร ไม่ทราบ เพราะพรรคเรามีบุคลากรที่มีความสามารถมากมาย คงจะเป็นขั้นตอนต่อไป ในการที่จะรับฟังความคิดเห็นและสรรหา

พริษฐ์กล่าวว่า 44 สส.ที่อาจถูกศาลรัฐธรรมนูญตัดสินนั้น ขอย้ำว่า เราต้องไม่ลืมว่าทั้งหมดเกิดขึ้นจากอะไร เพราะเกิดขึ้นจากสส.ของพรรคก้าวไกล เข้าชื่อเสนอกฎหมาย ในฐานะสส.แต่กลับโดนคดีที่อาจจะมีความสุ่มเสี่ยงว่าอาจถูกตัดสิทธิ์ตลอดชีวิต ดังนั้น อย่าลืมข้อเท็จจริงตรงนี้ ซึ่งขอยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับ 44 สส. ไม่ควรเกิดขึ้นกับสส.คนไหนเลย ยอมรับว่ากฎหมายแต่ละฉบับที่สส.แต่ละคนเสนอ ต้องมีทั้งคนเห็นด้วยและเห็นต่าง ซึ่งกฎหมายมาตรา 112 เข้าใจว่า เป็นประเด็นที่มีความเห็นแตกต่างกันเยอะมาก เพียงแต่เนื้อหาจะเป็นสิ่งที่ประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ แต่คิดว่าการที่สส.ทำหน้าที่เสนอกฎหมายเข้าไป ไม่ควรนำไปสู่การตัดสิทธิ์ทางการเมือง

“สิ่งที่พรรคประชาชนให้ความสำคัญมากที่สุดในเวลานี้คือ การยืนยันความบริสุทธิ์ของ 44 สส. และทำให้ทั้ง 44 คนนั้น ไม่ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองในกรณีนี้ สำหรับฉากทัศน์อื่นๆ เรายอมรับทุกแผนอยู่แล้ว แต่ยังไม่ได้มีข้อสรุปที่ชัดเจน และสิ่งที่คุณกรุณพลพูดไป ก็เป็นเพียงความเห็นส่วนตัวทั่วไป และเป็นแค่ทางเลือกหนึ่งในหลายๆ ทางเลือกที่สามารถพิจารณาได้”

พริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่า 25 สส.ของพรรคประชาชน ที่อยู่ใน 44 สส.ของพรรคก้าวไกลมีความกังวลหรือไม่ว่าจะเจออุบัติเหตุ พริษฐ์ กล่าวว่า ตั้งแต่สมัยพรรคก้าวไกลมาสู่พรรคประชาชน เราเผชิญกับคดีทางการเมืองลักษณะนี้มาอยู่เรื่อยๆ ดังนั้น คิดว่าเราต้องทำเต็มที่เท่าที่จะทำได้ โดยการยืนยันความบริสุทธิ์ของเรา แต่ถ้ามีผลลัพธ์ออกมาในทางที่ไม่เป็นคุณ เราก็มีแผนรองรับไว้อยู่แล้ว แต่ยังคงไม่ใช่เวลาที่มาสรุปตรงนั้น เพราะเวลานี้คือเวลาการต่อสู้

ทั้งนี้ ยืนยันว่าพรรคประชาชนได้ไปต่อแน่นอนหรือไม่นั้น พริษฐ์ กล่าวว่า พรรคไปต่อแน่นอน ถ้าเราเห็นกรณีการยุบพรรคก้าวไกลที่เกิดขึ้น ก็จะเห็นว่า เราพยายามทำเต็มที่ในการยืนยันความบริสุทธิ์ และยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับพรรคก้าวไกล ไม่ควรเกิดขึ้นกับพรรคไหนอีก ดังนั้น จึงอยากเชิญชวนทุกพรรคให้มาร่วมกันทบทวนหลักเกณฑ์​หรือกติกาเรื่องการยุบพรรคด้วย แต่เมื่อเหตุเกิดขึ้นแล้ว เช่น กรณีการยุบพรรคจะเห็นว่า เราคงทำหน้าที่ต่อไป โดยมีแผนรองรับและทำให้เราสามารถเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนที่ คิด ฝันเหมือนเรา และอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงตามที่เราเสนอต่อไปได้

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์