พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ โฆษกพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงภาพที่ปรากฏ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย ร่วมเฟรมกับ เบญจมิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือ ‘เบน สมิธ’ นักธุรกิจซึ่งถูกกล่าวหาถึงความเชื่อมโยงกับขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติและทุนสีเทา ว่า วานนี้ (4 ธ.ค.) อนุทินได้ชี้แจงแล้ว คิดว่าสิ่งที่จะพิสูจน์ได้อย่างชัดเจนที่สุดว่ารัฐบาลมีความจริงใจจริงจังในการแก้ปัญหาสแกมเมอร์หรือไม่ รัฐบาลมีความเกรงใจบุคคลใดที่มีความเชื่อมโยงเครือข่ายสแกมเมอร์หรือไม่ ไม่ใช่คำพูดของนายกฯ แต่เป็นการกระทำของนายกฯ และรัฐบาล
ดังนั้นสิ่งที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ออกมาแถลงข่าว มองว่าเป็นการนับหนึ่งเท่านั้น หลังจากนี้อยากเชิญชวนทุกภาคส่วนรวมถึงประชาชนทุกคนจับตาดูอย่างใกล้ชิดว่า หลังจากนี้รัฐบาลจะเดินหน้าขยายผลจากการแถลงข่าวของ ปปง. อย่างไร โดยมองว่าการกระทำนั้นต่างหากที่จะเป็นตัวพิสูจน์ว่ารัฐบาลมีความจริงใจแก้เรื่องนี้มากแค่ไหน จะพ้นข้อครหาของการที่มีภาพปรากฏกับบุคคลที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์หรือไม่
ตัวอย่างรูปธรรม เช่น การยึดทรัพย์ในเวลานี้ เป็นการยึดทรัพย์ชั่วคราวภายในกรอบเวลา 90 วัน ที่เปิดให้ผู้ที่ถูกยึดทรัพย์มาชี้แจง และติดตามอย่างใกล้ชิดว่าผ่าน 90 วันไปแล้วการยึดทรัพย์จะเกิดขึ้นจริงต่อหรือไม่ ซึ่งเราจะเห็นการขยายผลในการออกหมายจับ หรือการยึดทรัพย์บุคคลอื่น ๆ ที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์ที่มีฐานอยู่ในประเทศไทยหรือไม่
ซึ่งเชื่อว่าหลายคนตั้งข้อสังเกตว่า มูลค่าที่ถูกยึดทรัพย์เบื้องต้นครอบคลุมมูลค่าทั้งหมด ที่เป็นทรัพย์สินที่มาจากเงินการหลอกลวงประชาชนโดยทางเครือข่ายสแกมเมอร์หรือไม่ ซึ่งตัวอย่างของรูปธรรมและการทำงานของรัฐบาลจะเป็นตัวพิสูจน์
ผมเห็น อนุทิน มีการชี้แจงเป็นภาษาอังกฤษบางคำ ผมมองว่า หาก อนุทินอยากใช้ภาษาอังกฤษให้เป็นประโยชน์ สิ่งสำคัญตอนนี้คือการพยายามประสานความร่วมมือกับเวทีนานาชาติ เพราะเรื่อง ‘สแกมเมอร์’ เป็นเรื่องที่ไม่ได้กระทบแค่คนไทยเท่านั้น แต่กระทบถึงชีวิตและทรัพย์สินของคนในหลายประเทศ ซึ่งหลายประเทศรู้ดีว่าจะแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้ต้องอาศัยประเทศไทย เพราะประเทศไทยมีเชิงภูมิศาสตร์อยู่ระหว่างสองชายแดนที่ถูกมองว่าเป็นฐานของศูนย์สแกมเมอร์ จึงคิดว่าประเทศไทยต้องใช้ประโยชน์จากความร่วมมือในระดับนานาชาติด้วยเพื่อแก้ไขปัญหาเรื่องนี้และปกป้องผลประโยชน์ของคนไทย ทั้งการแลกเปลี่ยนข้อมูล การแลกเปลี่ยนทรัพยากร รวมถึงการพูดคุยการวางมาตรฐานในเรื่องของการฟอกเงินที่ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทุกประเทศ รวมถึงการอาศัยความร่วมมือในการดำเนินคดีของผู้กระทำความผิดที่อาจจะมีการเดินทางไประหว่างประเทศเป็นต้น
พริษฐ์ กล่าวอีกว่า ได้ตั้งข้อสังเกตหลังจากได้ฟัง “คำชี้แจงของผู้มีอำนาจที่ปรากฏภาพกับบุคคลที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายแก๊งสแกมเมอร์” ก็จะเห็นว่า คำชี้แจงหลายครั้งคือ “เจอกันตามหลักสูตรต่าง ๆ ทั้ง วปอ. (วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร) หรือการร่วมงานเลี้ยงในหลักสูตรของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ”
ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องมาทบทวนหรือพิจารณายกเลิกหลักสูตรดังกล่าวของหน่วยงานภาครัฐ ที่จัดโดยหลายหน่วยงานมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น หลักสูตรหลักนิติธรรมเพื่อประชาธิปไตย (นธป.) ของศาลรัฐธรรมนูญ หลักสูตรผู้บริหารกระบวนการยุติธรรมระดับสูง (บยส.) ของศาลยุติธรรม หลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นปยส.) ของ ปปช. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) เป็นต้น
พร้อมเผย เคยตรวจสอบผ่านกลไกของกรรมาธิการ ว่าการมีหลักสูตรเหล่านี้ได้คุ้มเสียหรือไม่ ตอนเชิญหน่วยงานมาชี้แจง ก็ให้เหตุผลว่า “เป็นความพยายามเพื่อสร้างความเรียนรู้ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนรวมถึงหน่วยงานต่าง ๆ”
แต่เราตั้งคำถามถึงประโยชน์ว่าได้ประโยชน์จริงหรือไม่ และคุ้มค่าหรือไม่กับข้อเสีย ไม่ว่าจะเป็นในเชิงงบประมาณภาษีประชาชนที่ใช้อุดหนุน หรือความเสี่ยงเรื่องการไปหล่อเลี้ยงระบบอุปถัมภ์ เนื่องจากผู้เข้าร่วมหลักสูตรเหล่านี้หลายครั้งก็มักจะมาจากหน่วยงานหรือภาคส่วนที่ต้องตรวจสอบกันและกัน ผมคิดว่าเวลานี้เป็นเวลาที่สมควรที่เราจะหยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณาและยกเลิกหลักสูตรดังกล่าว
หากหลักสูตรเหล่านี้สร้างประโยชน์ได้จริงเรื่องการเรียนรู้ ไม่ได้มีไว้เพื่อการสร้างคอนเนกชั่นเป็นหลัก ทำไมไม่ค่อยเห็นผลงานความร่วมมือที่เป็นรูปธรรมจากผู้เข้าเรียน ถ้าหลักสูตรเหล่านี้มีประโยชน์ในการเรียนรู้จริง ไม่ได้มีไว้เพื่อคอนเนกชั่น ทำไมถึงไม่เห็นความพยายามในการปรับรูปแบบหลักสูตรในการลดความเสี่ยงหล่อเลี้ยงรูปแบบอุปถัมภ์ เช่น ปรับการเรียนการสอนเป็นรูปแบบออนไลน์ หรือการรับคนเป็นรุ่น ๆ หรือการเผยแพร่องค์ความรู้จากหลักสูตรในโลกออนไลน์
ผมจึงตั้งคำถามว่า ประโยชน์ในเรื่องการเรียนรู้มีจริงหรือไม่ และอีกมุมหนึ่งสิ่งที่เห็นชัดคือข้อเสียหรือความเสี่ยงเรื่องระบบอุปถัมภ์ เพราะกลายเป็นว่าหลักสูตรเหล่านี้รวมตัวแทนรัฐจากหลายหน่วยงานและภาคเอกชน ก็อาจมีความเสี่ยงในการเอื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน หลักสูตรเหล่านี้กลายเป็นทำเลทอง หรือศูนย์บริการครบวงจร One Stop Service ให้เขาสามารถเข้าถึงผู้มีอำนาจทุกแวดวงในประเทศได้อย่างง่ายดาย
พริษฐ์ ย้ำว่า “เป็นเรื่องตลกร้ายที่หลักสูตรซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันความมั่นคงของประเทศ กลับถูกตั้งคำถามว่า หลักสูตรเหล่านี้กลายเป็นการสร้างพื้นที่ให้บุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์เข้าถึงผู้มีอำนาจรัฐหรือไม่ ทั้งที่สแกมเมอร์เป็นหนึ่งในภัยความมั่นคงของประเทศ”
ส่วนเมื่อถามว่า พรรคประชาชนดำเนินเรื่องการปราบสแกมเมอร์มาสักระยะหนึ่งแล้ว และตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์ก็นำหลักฐานสแกมเมอร์ไปยื่นร้องหน่วยงาน ทำให้หลายคนวิจารณ์ว่าเป็นการเคลมผลงานกันหรือไม่? พริษฐ์ ระบุว่า เรื่องของสแกมเมอร์เป็นเรื่องที่กระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ซึ่งตอนนี้มีหลายภาคส่วนเข้ามาเอาจริงเอาจังเข้ามาร่วมกันตรวจสอบ เรื่องนี้ย่อมเป็นเรื่องที่ดี




