พริษฐ์ วัชสินธุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุ หากจะเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ต้องนับหนึ่งที่สภา ว่า การกระทําโดยรวมของนายกรัฐมนตรี สะท้อนให้เห็นความไม่จริงใจของรัฐบาล ในการเดินหน้ากระบวนการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นผลลัพธ์ของการลงมติโดยประชาชน จากการจัดทําประชามติที่ผ่านมา
พริษฐ์ เข้าใจว่า นายกรัฐมนตรี พยายามปฏิเสธความรับผิดชอบ โดยให้เหตุผลว่า เป็นเรื่องของรัฐสภา ไม่ใช่เรื่องของคณะรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี แต่ตนเองมองว่า นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบตรงนี้ได้
ประการแรก ผลลัพธ์ของการทําประชามติ ที่ประชาชน 21 ล้านคน ลงคะแนนเห็นชอบให้มีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นคําสั่งของประชาชนที่ผูกพันทุกองค์กร แม้จริงอยู่ว่ากระบวนการในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะต้องแก้ไขที่รัฐสภา แต่คณะรัฐมนตรีในฐานะฝ่ายบริหารมีอํานาจ ในการยืนยันร่างเดิม หรือการเสนอร่างใหม่ เข้าสู่กระบวนการการพิจารณาของรัฐสภา ดังนั้น คณะรัฐมนตรีจะปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้
ประการที่สอง ระบบรัฐสภาในประเทศเรา การที่ฝ่ายบริหารเกิดขึ้นมาจากความไว้วางใจ ในการลงมติสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรีและพรรคการเมืองซีกรัฐบาลในรัฐสภา ก็ไม่ได้แยกขาดจากการชัดเจน อย่าลืมว่าสถานะของอนุทิน ในฐานะนายกรัฐมนตรี มีอีกสถานะหนึ่ง คือหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ซึ่งมีเสียงเป็นอันดับหนึ่งในสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้น ทั้งในฐานะนายกรัฐมนตรี และในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบตรงนี้ได้
ประการที่สาม เอาเข้าจริงการจัดทําประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ก็มาจากมติคณะรัฐมนตรีชุดที่แล้ว และมีองค์ประกอบที่ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก น้อยที่สุดก็มีนายกรัฐมนตรีคนเดียวกัน กับคณะรัฐมนตรีชุดนี้
ดังนั้น ด้วยสามเหตุผลดังกล่าว ตนเองเห็นว่า คณะรัฐมนตรีไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบในการเดินหน้ากระบวนการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้ และอนุทินมีความรับผิดชอบที่จะต้องเดินหน้าตามคําสั่งของพี่น้องประชาชน
ส่วนถามว่าจะรับผิดชอบอย่างไร คณะรัฐมนตรีมี 2 ทางเลือก คือ 1.มีมติยืนยันให้ร่างเดิมไปต่อ ซึ่งมีทั้งร่างของพรรคประชาชน และร่างของพรรคภูมิใจไทย หากเดินหน้าต่อก็ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาพิจารณา ระหว่าง 2 ร่าง และ 2.หากไม่ยืนยันร่างเดิม ก็ควรจะมีโรดแมป หรือคําสัญญาที่ชัดเจนว่า เป็นเพราะอะไรและจะเสนอร่างใหม่ ในนามคณะรัฐมนตรีเข้ามาเมื่อไหร่ มีเนื้อหาอย่างไร
แต่ความไม่จริงใจของรัฐบาลที่เราเห็นที่ผ่านมา คือรัฐบาลเลือกไม่ทำทั้ง 2 อย่าง จะยืนยันร่างเดิมก็ไม่ทํา จนเลยเส้นตายมาแล้ว จะสัญญากับประชาชนว่า จะเสนอร่างใหม่เข้ามาเมื่อไหร่ อย่างไร ก็ไม่มี ตอกย้ําถึงความไม่จริงใจของรัฐบาล
"จึงอยากสื่อสารไปถึงนายกรัฐมนตรีว่า การที่ท่านแสดงความไม่จริงใจแบบนี้ ระวังเดี๋ยวประชาชนจะรู้สึกว่า แม้ประชาชนลงคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น ให้มีการจัดทํารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ แต่เหตุผลที่ท่านนายกฯ ไม่อยากให้กระบวนการนี้เดินหน้า เพราะท่านนายกฯ พรรคภูมิใจไทย และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับท่าน ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญ 60 หรือไม่เป็นเพราะท่านได้ประโยชน์ จากการที่เรามีระบบการได้มาซึ่ง สว.ที่เอื้อต่อการฮั้วใช่หรือไม่ เป็นเพราะว่าถ้าได้ประโยชน์ จากการที่เรามีระบบการเมือง ที่ทําให้องค์กรอิสระ อย่างกกต.ไม่ว่าจะจากการเลือกตั้งจะมีข้อพิรุธแค่ไหน แต่ประชาชนก็ไม่มีสิทธิ์ในการเข้าชื่อถอดถอนได้ เป็นเพราะท่านได้ประโยชน์หรือไม่ กับระบบการเมืองที่ออกแบบว่า หากฝ่ายค้านมีการยื่นเรื่อง เพื่อร้องเรียน ป.ป.ช. กรณีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ มีการเปิดช่องให้ประธานสภาฯ ซึ่งมาจากรัฐบาล สามารถปัดตกข้อร้องเรียนดังกล่าว ให้ไปไม่ถึงศาลได้" พริษฐ์ กล่าว
พริษฐ์ ย้ำว่า ยิ่งนายกฯ แสดงความไม่จริงใจ หรือแสดงให้เห็นว่าไม่ได้ให้ความสําคัญกับวาระมีมากเท่าไหน ก็จะยิ่งทําให้ประชาชนมีความรู้สึกว่า ที่นายกฯ เป็นที่เช่นนี้ เพราะได้ประโยชน์ จากระบบการเมืองที่เป็นปัญหาอยู่ ณ ปัจจุบัน และแม้ผลประชามติจะไม่มีผลผูกพันกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใด แต่ก็ผูกพันกับทุกภาคส่วน ว่าจะต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแต่สังคมมีปัญหากับท่าทีของนายกฯ มากที่สุด คือการไม่ทำอะไรสักอย่าง
ส่วนสาเหตุที่คณะรัฐมนตรีไม่ยืนยันร่างของพรรคประชาชนนั้น ตนเองไม่ทราบว่าเพราะอะไร เนื่องจากร่างเดิมที่ค้างอยู่ มีทั้งของพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย หากคณะรัฐมนตรีมีมติยืนยัน ก็จะมีการตั้งกรรมาธิการ เพื่อให้รวมร่างเป็นฉบับเดียว
ส่วนมองอย่างไรกับกรณีที่นิกร จำนงค์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ระบุการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังไม่ต้องรีบทำ ควรแก้ปัญหาเศรษฐกิจก่อน พริษฐ์ กล่าวว่า ทุกปัญหาของประเทศต้องแก้ไขควบคู่กันไป หวังว่าเราจะมีรัฐบาลที่มีศักยภาพทำได้มากกว่าหนึ่งเรื่องในเวลาเดียวกัน การแก้ไขรัฐธรรมนูญสามารถเดินหน้าควบคู่ไปกับแก้ปัญหาปากท้องได้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ไม่สามารถปราบโกงได้จริง ทำให้ประเทศสูญเสียทรัพยากรจากปัญหาทุจริต และหากรัฐบาลจะบอกว่า จะไปแก้ไขรัฐธรรมนูญในช่วงปลายสมัยรัฐบาลนั้นก็อยากถามกลับว่า จะรู้ได้อย่างไรว่านี่ไม่ใช่ปลายสมัยรัฐบาล เราไม่รู้หรอกว่ารัฐบาลจะมีอายุสั้นหรือยาวแค่ไหน
เมื่อถามย้ำถึงข้อสังเกตว่า รัฐบาลนี้ได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญปี 2560 จึงไม่อยากแก้ไขรัฐธรรมนูญ พริษฐ์ กล่าวว่า ยิ่งนายกฯ แสดงความไม่จริงใจเท่าไหร่ ก็ยิ่งตอกย้ำว่า เหตุผลที่แท้จริง เพราะเครือข่ายของพรรคภูมิใจไทย ยังคงได้ประโยชน์ ทั้งเรื่ององค์กรอิสระที่ถูกแทรกแซง จากกลุ่มก้อนทางการเมือง และที่มาของวุฒิสภาที่ได้มาจากการฮั้ว
เมื่อถามต่อว่า หากเป็นเช่นนี้การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญกี่ฉบับ ก็จะผ่านได้ยากใช่หรือไม่ พริษฐ์ กล่าวว่า เสียงของประชาชนชัดเจนแล้วว่า อยากให้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ดังนั้น ทั้งฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติ ต้องเคารพมติของประชาชน อย่างที่นายกฯ พูดว่า เป็นคำสั่งของประชาชน
ส่วนพรรคประชาชน มีแผนที่จะเสนอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ พริษฐ์ กล่าวว่า อยากเห็นความชัดเจนของรัฐบาล ซึ่งพรรคประชาชนจะใช้เวทีการประชุมร่วมรัฐสภา ในวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคมนี้ ทวงถามว่าคณะรัฐมนตรีจะให้คำมั่นสัญญากับประชาชนได้หรือไม่ ว่าจะเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อไหร่ และจะมีโรดแมป และกรอบระยะเวลาอย่างไร
อย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนมี สส.เกือบ 120 คนในสภาฯ เราสามารถเสนอร่างเข้าไปได้อยู่แล้ว และพร้อมจะพิจารณาร่างอื่นที่มีการเสนอเข้ามา ทั้งจาก สส.และภาคประชาชน
#แก้รัฐธรรมนูญ #ประชามติ #พรรคประชาชน #THAILAND #SPACEBAR




