พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่พรรคภูมิใจไทยมีมติจะเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตรา จะทำให้กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ทับซ้อนกันหรือไม่ ว่า เราสามารถทำคู่ขนานกันได้ ซึ่งการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องเดินหน้า เพราะมีผลการทำประชามติ จึงไม่มีเหตุผลที่เราจะไม่เดินหน้า แต่หากมีบางประเด็นที่เราต้องแก้ไขรายมาตรา ที่จะสามารถแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วนได้ ก็สามารถทำคู่ขนานกันได้ อย่างไรก็ตาม ต้องไม่นำเรื่องนี้มาเป็นเหตุผลในการชะลอการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
พริษฐ์ กล่าวว่า ตั้งแต่สภาชุดที่แล้ว พรรคประชาชนได้มีการยื่นแก้ไขรายมาตราคู่ขนานกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ 10 กว่าฉบับ ก็ไม่เห็นว่า ครม. จะยืนยันให้ฉบับไหนไปต่อ และตั้งแต่เปิดสมัยประชุมสภาชุดปัจจุบัน เราก็ยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญไปอีก 2 ฉบับ
เมื่อถามว่าร่างรัฐธรรมนูญที่พรรคภูมิใจไทยจะเสนอแก้ไข เรื่องการเพิ่มอำนาจให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) พรรคประชาชนสนับสนุนหรือไม่ พริษฐ์ กล่าวว่า ต้องดูรายละเอียดของร่างก่อน แต่จากเนื้อหาที่พรรคภูมิใจไทยแถลง มี 2 เรื่อง ได้แก่ 1. ยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ และ 2. กระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น โดยหลักการแล้วพรรคประชาชนเคยเสนอเรื่องนี้เข้าสู่สภาตั้งแต่สภาชุดที่แล้ว แต่ไม่เคยได้รับการตอบสนองจากพรรคภูมิใจไทยก่อนหน้านี้ และ ครม. ก็ไม่ได้มีมติยืนยันให้ร่างกฎหมายดังกล่าวไปต่อ
เมื่อถามว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญแบบรายมาตราในลักษณะนี้ จะเป็นการเอื้อกับระบอบสีน้ำเงินหรือไม่ พริษฐ์ กล่าวว่า ภาพใหญ่ของระบอบสีน้ำเงิน คือการเห็นกลุ่มการเมืองหนึ่ง สามารถฉวยโอกาสจากช่องโหว่ในรัฐธรรมนูญ 60 เพื่อควบคุมการเมือง และเกิดปรากฏการณ์ฮั้ว ทั้งกระดาน เพราะรัฐธรรมนูญ 60 ออกแบบ สว. มาจากการเลือกกันเอง จนเปิดช่องให้กลุ่มการเมืองเข้ามาแทรกแซงกระบวนการ และกุมสภาพเสียงของ สว.ได้
นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญ 60 ยังกำหนดให้ สว. มีอำนาจชี้ขาดบุคคลที่จะไปนั่งในองค์กรอิสระ ซึ่งหากรัฐบาลและองค์กรอิสระสามารถฮั้วกันได้ กลไกในการตรวจสอบจะอ่อนแอลง นี่คือข้อกังวลที่เราย้ำมาตลอด
ดังนั้น เป้าหมายของระบอบสีน้ำเงินมี 2 อย่าง คือ ทำอย่างไรก็ได้ให้การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่สะดุดหยุดลง เพื่อให้ประเทศยังอยู่ในรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งเป็นปุ๋ยชั้นดีของระบอบสีน้ำเงิน แต่หากจำเป็นต้องเดินหน้า เชื่อว่าเขาจะพยายามทำให้อยู่ภายใต้เงื่อนไข และกติกาในการเลือกผู้ร่าง เพื่อชี้ขาดเนื้อหาในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อย่างที่ตนเองเคยวิจารณ์ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญหมวด 15/1 ของพรรคภูมิใจไทย ไม่ได้ให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่างรัฐธรรมนูญ และยังมีกฎเกณฑ์ที่คลุมเครือ รวมถึงเพิ่มอำนาจพิเศษให้ สว. ด้วย
พริษฐ์ ยังกล่าวถึงกรณีมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ปฏิเสธตอบคำถามหลังมีการเผยแพร่คลิปวีดีโอโพยฮั้วเลือก สว. ว่า ก็งงว่าทำไมถึงย้อนกลับมาที่ตนเองเพราะตนเองไม่ใช่คนในคลิป และคำถามก็ชัดเจนคือ แค่จะให้มงคลยืนยันว่า บุคคลในคลิปใช่มงคลหรือไม่ ซึ่งมงคลน่าจะรู้ดีที่สุด แค่ตอบว่าใช่หรือไม่
"แต่ก็เห็นว่าคุณมงคลไม่ได้ตอบ และคิดว่าบางครั้งการไม่ตอบ ก็เป็นคำตอบแบบหนึ่ง ฉะนั้น เราก็ดูได้จากหลักฐานในคลิป และการไม่ตอบคำถามของประธานวุฒิสภา ว่าบุคคลในคลิปก็คือคุณมงคลและยิ่งตอกย้ำว่า คำถามที่ผมถามถึง กกต. ตั้งแต่ที่ผมได้เผยแพร่คลิปเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จนถึงอีกชุดคำถาม ที่ผมถามประธานวุฒิสภา ว่าใช่บุคคลในคลิปหรือไม่ รวมถึงเอกสารที่มีการยื่นกับ กกต.เป็นเอกสารที่เขียนอะไรไว้บ้าง ใครเป็นคนจัดทำ แต่จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่ได้รับคำตอบคนที่ออกมาชี้แจงที่ผ่านมา ก็เป็นคนที่ผมไม่ได้ถาม และชี้แจงในประเด็นที่ผมไม่ได้ถามเป็นคำถามหลัก " พริษฐ์กล่าว
อย่างไรก็ดี ในวันพรุ่งนี้ กกต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะร่วมประชุมกับคณะกรรมาธิการศาลและองค์กรอิสระ สภาผู้แทนราษฎร วาระที่จะพูดคุย 2 เรื่อง การตรวจสอบคดีฮั้ว สว. กับตรวจสอบข้อพิรุธในการเลือกตั้งปี 2569 เลยคาดหวังว่า กกต. จะเตรียมคำตอบที่ได้นำเสนอไว้ล่วงหน้า เพื่อตอบคำถามที่จะถามในวันพรุ่งนี้
เมื่อถามว่า มีหลักฐานที่ชัดเจนกว่านี้หรือไม่ เพราะอาจถูกมองว่า เป็นการกล่าวหาได้ พริษฐ์ กล่าวว่า หากติดตามการแถลงข่าวเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา จะเห็นว่าคลิปที่ได้เผยแพร่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของชุดข้อมูล และชุดหลักฐานที่ได้รวบรวม เพื่อตั้งคำถามการทำหน้าที่ กกต. เกี่ยวกับคดี ฮั้ว สว. และเข้าใจดี กกต. จะชี้แจงว่าสามารถจดตัวเลขเพื่อกันลืม ซึ่งไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่สิ่งที่ตั้งคำถามว่า เหตุการณ์ในคลิปเห็นปฏิกิริยาของ กกต. มีการเรียกเอกสาร และตักเตือนผู้สมัคร หากเอกสารที่เก็บไม่ได้มีปัญหาอะไร และพฤติกรรมในวันดังกล่าวไม่ได้มีข้อพิรุธ เหตุใด กกต. จึงเรียกเก็บเอกสาร และตักเตือนผู้สมัคร
พริษฐ์ เผยว่า ที่รับรู้มาในคณะไต่สวนชุดที่ 26 ยังมีเอกสารหลักฐานอีกหลายชุดหลายประเภท เช่น บัตรการลงคะแนนที่ ชุดตัวเลขเดิมๆ ปรากฏซ้ำ ซึ่งนำมาคำนวณตามหลักคณิตศาสตร์ สรุปได้ว่า ไม่สามารถเกิดขึ้นได้โดยธรรมชาติ แต่มาจากขบวนการจัดตั้ง และจากหลักฐานจัดตั้ง คาดว่า ในสำนวนจะมีหลักฐานการนัดหมายรวมตัวกันก่อนวันเลือก มีหลักฐานการจ่ายค่าเดินทางให้กลุ่มคนที่อยู่ในกระบวนการจัดตั้ง รวมถึงเส้นทางการเงิน เกี่ยวข้องกับผู้ที่ถูกกล่าวหา
และตามที่ได้รับทราบข้อมูล กกต. จะพิจารณาที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีเป็นที่แรก โดยได้รับข้อมูล และเบาะแสจากการยื่นวิปฝ่ายค้านสัปดาห์ที่แล้วมีเส้นทางการเงินเกี่ยวข้องด้วย ไหลจากกลุ่มทุนกลุ่มหนึ่งที่เป็นผู้สนับสนุนไปยังหลายเส้นทาง รวมถึงบุคคลที่ขณะนี้เป็น สว. จังหวัดดังกล่าว และบุคคลที่เป็นทีมงาน รวมถึง สส. ในจังหวัดดังกล่าว
“อยากให้มองหลักฐานประกอบรวมกัน และเห็นพิรุธเกิดขึ้น แล้วตรวจสอบว่า กกต. จะปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา และไม่ตัดตอนกระบวนการยุติธรรม โดยทำให้เรื่องนี้ไปไม่ถึงศาล และล่าสุดเห็นว่าอธิบดีดีเอสไอ ให้สัมภาษณ์ว่า เหตุการณ์ที่เกิดในคลิป และ กกต. ตั้งคำถาม ไม่เคยถูกรวมในสำนวนที่ดีเอสไอ มีการสอบสวน และไม่เคยให้ กกต. คนดังกล่าวมาชี้แจงในฐานะพยาน จึงต้องถามคณะกรรมการไต่สวนชุดที่ 26 ว่าคำถามที่ได้ถามตั้งแต่วันเสาร์ โพยอยู่ที่ไหน รวมในสำนวนหรือไม่ เหตุการณ์ในวันดังกล่าวรวมอยู่ในสำนวน เพื่อตรวจสอบหรือไม่ ตอนนี้ยังไม่ได้รับความชัดเจน“ พริษฐ์กล่าว
ส่วนมองว่าเป็นการยื้อเวลาหรือไม่ พริษฐ์ กล่าวว่า ตามกรอบกฎหมาย กกต.จำเป็นที่จะต้องมีมติภายใน 90 วัน หลังจากพิจารณาวันแรก และหากตั้งข้อสังเกตด ๆ วันแรกที่ประธาน กกต.ออกมาให้สัมภาษณ์บอกว่า จะมีการพิจารณา แบบจันทร์เว้นจันทร์รวม 12 ครั้ง หากลองบวกตัวเลข จะคิดเป็น 24 สัปดาห์ หรือ 180 วัน ตนเองจึงตั้งข้อสงสัยว่า เกิดอะไรขึ้น แต่พอผ่านมาไม่มีวัน ก็มีการเปลี่ยนว่า จะมีการพิจารณาทุกวันจันทร์ ซึ่ง กกต. จะต้องพิจารณาให้เสร็จภายใน 90 วัน และเราต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด ว่าสุดท้ายแล้วจะมีการพยายามตัดตอนกระบวนการยุติธรรม เพื่อทำให้การส่งคำร้องของผู้ถูกกล่าวหาใด ที่แม้มีหลักฐานชัดจะไปไม่ถึงฝันหรือไม่
เมื่อถามว่าหากสุดท้ายแล้ว กกต.มีมติว่าเรื่องดังกล่าวไม่มีมูล จะตรวจสอบต่อไปอย่างไร พริษฐ์ กล่าวว่า เบื้องต้นจะต้องทวงถามเหตุผล และคำอธิบายของ กกต. เพราะคณะไต่สวนชุดที่ 26 ที่เป็นการทำงานร่วมกันของ กกต.และดีเอสไอ มีข้อสรุปออกมาว่า หลักฐานมีเพียงพอ ที่จะเสนอเรื่องไปยังศาลอย่างน้อย 229 คน หากกกต.จะมีมติออกมาแล้วสวนทาง คือไม่มีการส่งคำร้องใด ๆ ไปที่ศาล คิดว่า กกต. ต้องอธิบายกับสังคมว่า ทำไมจึงตัดสินใจเช่นนั้น
"ผมชวนคิดต่อว่า ท้ายที่สุดแล้ว หาก กกต. มีมติส่งเรื่องไปที่ศาลเฉพาะบางคน แล้วมีการเป่าคดี หรือยกคำร้อง คนอีกกลุ่มหนึ่งก็ต้องทวงถามเช่นกัน ว่าเหตุผลที่ตัดสินใจต่างกัน เป็นเพราะ ความหนักแน่นของหลักฐานต่างกัน หรือเป็นเพราะมีความพยายามสละบางคนในคำร้อง แล้วส่งไปที่ศาล เพื่อลดกระแสสังคม หรือปกป้องคนบางคน ที่อาจจะอยู่ใกล้ศูนย์กลางอำนาจมากกว่า ผมใช้คำว่า ตอนนี้เราอาจจะมีระบบที่เรียกว่า 50 shades of Blue คือ 50 เฉดของสีน้ำเงิน ที่มีความกังวลใจว่า หากเป็นน้ำเงินอ่อนที่สละได้ เรื่องก็อาจจะไปถึงศาล แต่หากเป็นน้ำเงินเข้มที่อยู่ใกล้ชิดกับศูนย์กลางอำนาจ จะไปไม่ถึงศาลหรือไม่ ฉะนั้น หาก กกต. มีมติออกมาที่ปฏิบัติกับ 229 คนแตกต่างกัน ก็ต้องทวงถามว่า ความแตกต่างนั้นอยู่บนพื้นฐานความหนักแน่นของหลักฐานที่ต่างกัน หรืออยู่ที่ผู้ถูกกล่าวหานั้น ใครอยู่ใกล้ชิดศูนย์กลางอำนาจระบอบสีน้ำเงินมากกว่าหรือไม่ " พริษฐ์ทิ้งท้าย




