พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงมติของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะยื่นฟ้องคดี 44 สส. ต่อศาลฎีกา ว่า ตนเองขอยืนยัน สิ่งที่อดีต สส.พรรคก้าวไกลดำเนินการเสนอร่างกฎหมาย เป็นการกระทำที่ไม่ควรนำไปสู่การตัดสิทธิ์ทางการเมือง พรรคประชาชนยืนยันจะทำอย่างเต็มที่ ที่จะยืนยันความบริสุทธิ์ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ผ่านการอธิบายแก่ประชาชนในเชิงสังคม
ส่วนในเรื่องขั้นตอนตามกฏหมาย ขั้นตอนถัดไปทาง ป.ป.ช. จะมีการยื่นเรื่องไปยังศาลฎีกา หากศาลรับคำร้องไว้พิจารณา ก็จะมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ยกเว้นเป็นอื่นใด โดยนายแพทย์วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมาย ในฐานะผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ มีการเตรียมมาตรการ และคำร้อง ว่าหากมีการรับคำร้องพิจารณา จะไม่มีการนำไปสู่หยุดปฏิบัติหน้าที่
แต่อย่างไรก็ตาม ขอพูดแทนเพื่อน สส. ทั้ง 10 คน ที่ปัจจุบันปฎิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎรอยู่ ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ให้เข้ามาทำหน้าที่ในสภาชุดที่ 27 ทุกคนจะเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ จนถึงวินาทีที่มีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ หากจะมี
— พริษฐ์กล่าว
พริษฐ์ กล่าวย้ำว่า สิ่งที่น่ากังวลจากเรื่องนี้ ไม่ใช่อนาคตของพรรค แต่เป็นอนาคตของประเทศ จึงต้องยืนยันหลักการร่วมกัน ว่าการเสนอร่างกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เป็นเรื่องที่ สส. ไม่ว่าพรรคการเมืองใด หรือยุคสมัยใด ควรที่จะกระทำได้
หากเสนอไปแล้วเนื้อหาสาระเป็นเนื้อหาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วย สามารถใช้กระบวนการสภาในการพูดคุยถึงความเห็นที่แตกต่าง ใช้พื้นที่นอกสภาพูดคุยถึงความเห็นที่แตกต่าง และท้ายที่สุดหากเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับเนื้อหาสาระ กฎหมายดังกล่าวก็จะตกไปตามกระบวนการ หากมีใครโต้แย้งเกี่ยวกับเนื้อหาของกฎหมาย ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็มีขั้นตอนกระบวนการในสภาที่สามารถยื่นเรื่องให้มีการตีความได้
“ต้องย้ำว่า การเสนอกฎหมายโดย สส. มันไม่ควรจะนำไปสู่การตัดสิทธิ์ทางการเมือง หากเรายอมรับในหลักการนี้ สิ่งที่น่ากังวลว่า ในวันข้างหน้าอนาคตของประเทศเรา เราจะมีสภาผู้แทนราษฎรแบบไหน ที่ต้องมีความกังวลใจ เรื่องการทำหน้าที่ในการเสนอร่างกฎหมายเข้าสภา” พริษฐ์กล่าว
เมื่อถามถึงข้อกล่าวหา ที่มีการเปิดเผย หากไม่มีผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร การเมืองจะไม่เป็นประชาธิปไตย จะมีข้อหักล้างหรือไม่ในการที่ผู้นำฝ่ายค้านฯ สามารถเป็นคนอื่นได้ นอกจาก ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พริษฐ์ กล่าวว่า ประเด็นที่นายแพทย์วาโยได้ยื่นเข้าไป เป็นข้อต่อสู้ว่าจะมีคำสั่งหยุดปฎิบัติหน้าที่หรือไม่ เราให้เหตุผลไปโดยยึดคำชี้แจงของนายแพทย์วาโยเป็นหลัก เพื่อให้แม่นยำและสอดคล้องกับข้อเท็จจริง ที่จะมีคำสั่งว่าให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่
แต่คิดว่าภาพใหญ่ที่สังคมตั้งคำถาม และจับตาว่า ท้ายที่สุดแล้วกระบวนการนี้ จะไปจบที่การตัดสินว่า 44 สส. ได้กระทำความผิดหรือไม่ เราจึงต้องยืนยันว่า สิ่งที่ได้ทำไป แม้จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมาย ไม่ควรถูกตัดสินว่า เป็นการกระทำความผิด และไม่ควรที่จะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง
สำหรับการเตรียมแผนรองรับในคดี 44 สส. เกี่ยวกับการเรียกประชุม เพื่อกำหนดทิศทางรองรับสถานการณ์นั้น พริษฐ์ ขออย่าพึ่งด่วนสรุปว่า 44 สส. ถูกตัดสิทธิ์ ขณะนี้ไม่มีการตัดสิทธิ์ใดทั้งสิ้น เวลานี้ขอไปทีละขั้นตอน ขณะนี้กำลังยื่นคำร้อง หากศาลรับ จะมีหรือไม่มีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่
แม้ศาลมีคำสั่งหรือไม่เห็นด้วยกับคำร้องพรรคประชาชน ก็ไม่ได้เป็นการสรุปว่า 44 สส. กระทำความผิด แต่จะต้องต่อสู้ในชั้นศาล ที่ต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณา ต้องการจะย้ำว่า หากใครกังวลเรื่องอนาคตพรรคประชาชน ยืนยันว่า มีมาตรการรองรับไว้ทุกฉากทัศน์อยู่แล้ว แต่สิ่งที่กังวลมากกว่าคือไม่ใช่ อนาคตพรรคประชาชน แต่คืออนาคตของประเทศ และระบบการเมืองไทย ยืนยันว่า เหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับอดีต 44 สส. พรรคก้าวไกล หากเกิดขึ้นกับอดีตหรือ สส.ของพรรคอื่น ตนเองก็จะพูดเหมือนกัน เพราะเป็นหลักการที่พรรคการเมืองควรจะยืนยันร่วมกัน
ส่วนมั่นใจในข้อต่อแค่ไหน ที่จะสามารถทำให้ผู้ถูกกล่าวหาปฎิบัติหน้าที่ต่อ ระหว่างการพิจารณาคดี พริษฐ์ กล่าวว่า ทำอย่างเต็มที่ ยังไงก็สู้ยิบตาทุกขั้นตอน แต่ผลลัพธ์เป็นอย่างไร ให้เป็นการตัดสินของศาลฎีกา และชี้แจงเพิ่มเติมว่า การประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีอยู่แล้ว เป็นเรื่องปกติ แม้จะไม่มีคดีทางการเมือง ซึ่งเป็นการประชุม เพื่อหารือกับสมาชิกพรรคในการทำงานขับเคลื่อนทางการเมือง เพื่อประเทศ และเป็นที่ชัดเจนว่า ขณะนี้พรรคประชาชนเป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ส่วนจะมีการพิจารณาวาระอื่นหรือไม่ ต้องรอ กระบวนการเรื่องนี้ ให้มีความชัดเจนก่อน ว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งใดออกมา
“คิดว่ามาตรการรองรับในฉากทัศน์ เราพูดหลายรอบแล้ว เป็นที่รับรู้ของประชาชนอยู่แล้ว ว่ามีความเป็นไปได้แบบไหนบ้าง ณัฐพงษ์ก็พูดหลายครั้ง เมื่อถูกสัมภาษณ์ในเรื่องนี้หลังจากการเลือก ขอใช้พื้นที่นี้ย้ำอีกรอบว่า สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่อนาคตพรรค แต่คืออนาคตของประเทศ ณ เวลานี้ อยากใช้พื้นที่สื่อสารเรื่องนี้เป็นหลัก” พริษฐ์กล่าว




