ถกมุมมองแก้ไขรัฐธรรมนูญ ‘โภคิน’ หนุนบ่งเสี้ยนหนาม! แก้ ‘มาตรา 256’

6 ธ.ค. 2566 - 12:47

  • ‘โภคิน’ หนุนแก้ ‘มาตรา 256’ บ่งเสี้ยนหนามแก้รัฐธรรมนูญ

  • เห็นต่าง ‘ก้าวไกล’ ชงคำถามพ่วงประชามติ ‘ที่มา ส.ส.ร.-ไม่แตะหมวด 1 หมวด2’

  • พร้อมเตือนคิดซับซ้อน ระวังจะไม่ได้ทำ

Parit_Phokin_Chanin_discusses_views_on_amending_the_constitution_SPACEBAR_Hero_e265c099e8.jpg

ประเด็นการทำประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังเต็มไปด้วยความเห็นต่าง และห่างไกลกับคำว่า ‘ตกผลึก’ โดยหนึ่งในผู้ที่ออกมาให้ความเห็นคือ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล ซึ่งได้ให้สัมภาษณ์บางช่วงบางตอนผ่านรายการมองรัฐ ว่า พรรคก้าวไกลมองประเด็นการทำประชามติก่อนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ นั้นควรทำ 2 ครั้ง ตามกติกา แต่ขณะนี้ยอมรับว่า มีผู้ที่เห็นต่างและมองว่าควรทำประชามติ 3 ครั้ง ซึ่งเป็นเหตุผลทางการเมือง และอาจจะทำให้การเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมมนูญต่อรัฐสภาที่จะเกิดขึ้น อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ไม่ได้รับความเห็นชอบ

ดังนั้น พรรคก้าวไกลจึงเสนอว่า หากจะทำประชามติในครั้งแรก ควรทำ 1 คำถามหลัก และมี 2 คำถามพ่วง โดยคำถามหลักต้องเป็นอย่างกว้าง เช่น เห็นชอบหรือไม่ที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.)  ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง ส่วนคำถามพ่วง 2 คำถามนั้น จะเป็นการแก้ปัญหาความเห็นต่าง คือ ประเด็น ส.ส.ร. ว่าเห็นด้วยหรือไม่ที่จะมี ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด และประเด็นการไม่แก้ไขปรับปรุงหมวด 1 และ หมวด 2

ผมเชื่อว่าเมื่อผลประชามติที่ออกมาไม่ว่าจะเป็นอย่างไร จะทำให้เกิดการยอมรับ และการปฏิบัติตามของสมาชิกรัฐสภา เช่น กรณีที่ประชามติระบุว่าไม่แก้ไขปรับปรุงหมวด 1 และหมวด 2 พรรคก้าวไกลพร้อมจะเดินตามมติของประชามติดังกล่าว

พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคก้าวไกล

พริษฐ์ ยังสนับสนุนการแก้ไขพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ ว่าด้วยเกณฑ์การผ่านประชามติ ที่กำหนดให้ใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของผู้ออกมาใช้สิทธิ และเสียงที่จะได้รับความเห็นชอบ เพราะกังวลว่า ฝ่ายที่ไม่ต้องการให้ประชามติผ่าน จะได้เปรียบเพราะไม่ต้องออกมารณรงค์ใดๆ

ขณะที่ โภคิน พลกุล ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศ พรรคไทยสร้างไทย ในฐานะอดีตประธานรัฐสภา กล่าวว่า ความยากของการประชามติ คือต้องได้เสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่งของผู้มีสิทธิ และผู้มาออกเสียงเห็นชอบ ดังนั้น จึงไม่ง่าย และอาจจะไม่ผ่านแต่หากมีคำถามพ่วง เช่น ไม่แตะหมวด 1 หมวด 2 ซึ่งต้องระวัง เพราะอาจจะมีคนที่ไม่เห็นด้วย ไม่ออกมาใช้สิทธิ หากไม่มีคำถามพ่วงประเด็นดังกล่าว ก็จะเกิดการรณรงค์ให้คนไม่ออกไปใช้สิทธิ ดังนั้น สิ่งที่กำลังคิด คือการคิดมากด้วยกันทั้งสิ้น คิดไปคิดมา คิดเชิงซับซ้อน มองว่าอาจจะไม่ได้แก้ไข

ต้องเอาเสี้ยนตรงนี้ออกไปก่อน หากจะคิดถึงชนวนปัญหาที่ทำให้คิดมาก อาจจะคิดแล้วก็ยังอยู่ที่เดิม ดังนั้น ต้องมีการปรับปรุงแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ได้ หากคิดในเชิงซับซ้อน ต้องทำประชามติอย่างไร ผมมองว่าหากไม่แก้มาตรา 256 ให้เป็นปกติ ประเทศนี้ไปไม่ได้ ชีวิตของประชาชนที่เกี่ยวข้องไปไม่ได้ ดังนั้น ควรเสนอว่าควรแก้มาตรา 256 ให้เป็นปกติ ที่เหลือทำอะไรก็ได้หมด

โภคิน พลกุล ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศ พรรคไทยสร้างไทย

ทางด้าน ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า กรรมการศึกษาแนวทางการจัดทำประชามติของรัฐบาล เตรียมจะสรุปและเสนอให้รัฐบาลพิจารณาในช่วงต้นปี 2567 อย่างแน่นอน ส่วนกรณีที่มีประเด็นการแก้ไข พ.ร.บ.ประชามติ กรรมการเห็นว่าจำเป็นต้องแก้ไข ส่วนกรณีที่มีข้อวิจารณ์ว่า รัฐบาลพยายามยื้อกลไกประชามติหรือไม่นั้น ขอชี้แจงว่า ในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมาเกิดข้อถกเถียงในสังคมจำนวนมาก เช่น ก่อนหน้านี้ มีข้อเสนอของพรรคก้าวไกล แต่ระยะหลังได้เปลี่ยนแปลงตามเสียงสะท้อน และแม้พรรคก้าวไกลจะไม่ตอบรับเข้าร่วมเป็นกรรมการที่ตั้งโดยรัฐบาล แต่ขณะนี้ อยู่ระหว่างการปรับจูน แสดงให้เห็นว่าเกิดการผสานปรับความร่วมมือเข้าหากัน

ผมเชื่อว่าสุดท้าย จะสอดคล้องและการทำประชามติจะเห็นพ้องจากทั้งผู้สนับสนุนรัฐบาล และฝ่ายค้าน ขอให้มั่นใจการทำงานของรัฐบาล ไม่ได้เตะถ่วง ใช้เวลาเท่าที่จำเป็น และคำนึงถึงการใช้งบประมาณของรัฐที่ไม่เปล่าประโยชน์ ซึ่งหวังว่าจะเกิดกระบวนการขับเคลื่อนต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์