พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) แถลงในวาระครบรอบ 2 ปี การเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ระดับประเทศ พร้อมเปิดหลักฐานเพิ่มเติมในคดี “ฮั้ว สว.” โดยย้ำจุดยืนของพรรคประชาชนที่เรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ส่งคดีเข้าสู่ศาล เพราะเห็นว่าหลักฐานมีความชัดเจนและหนักแน่นกว่าหลายคดีที่ กกต. เคยส่งไปก่อนหน้านี้ แม้พรรคจะไม่สามารถเข้าถึงสำนวนทั้งหมดได้ แต่หลักฐานที่รวบรวมจากข้อมูลสาธารณะและคำให้การของพยานก็เพียงพอที่จะวิเคราะห์ได้ อีกทั้งเชื่อว่าหลักฐานที่ กกต. คณะไต่สวนชุดที่ 26 และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ถือครองอยู่ ย่อมมีรายละเอียดมากกว่า จึงเริ่มทยอยเปิดเผยข้อมูลจากหลายจังหวัด โดยเริ่มจากจังหวัดนครพนม ซึ่งมีหลักฐานรวม 5 ชิ้น
หลักฐานแรกเป็นคลิปเสียงของ ศุภชัย โพธิ์สุ อดีต สส.นครพนม พรรคภูมิใจไทย ที่กล่าวในงานฉลองการได้รับเลือกเป็น สว. ของ สิทธิกร คงยศ เมื่อวันที่ 17 ส.ค. 2567 โดยระบุว่า สว.นครพนมทั้ง 3 คนเป็น “สว.สายสีน้ำเงิน” และยืนยันความสัมพันธ์อันยาวนานกับ สิทธิกร ขณะที่ พริษฐ์ มองว่าคลิปดังกล่าวสะท้อนการแบ่งกลุ่มภายใน สว. และตั้งข้อสังเกตว่า แม้ ศุภชัย จะอ้างว่ามีบทบาทเพียงผู้สนับสนุน แต่พยานหลักฐานที่รวบรวมได้อาจชี้ว่า มีบทบาทมากกว่านั้น
หลักฐานชิ้นที่ 2 เป็นข้อมูลการประชุมที่โรงแรมแห่งหนึ่งในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 24-25 มิ.ย. ก่อนการเลือก สว. ซึ่งพยานระบุว่ามีการจัดทำ “โพยฮั้ว” มี ศุภชัย สว.จากนครพนม 3 คน และบุคคลที่ใช้อักษรย่อ “ป.” ร่วมอยู่ในห้องประชุม พร้อมมีการเสนอเงินสด 300,000 บาท ตำแหน่งผู้ช่วย สว. การให้เซ็นใบลาออกล่วงหน้า และอ้างถึงการบันทึกภาพจากกล้องวงจรปิด เพื่อกดดันผู้สมัครที่ไม่พอใจผลการจัดสรรคะแนน โดยทีมงานของพรรคได้ลงพื้นที่ตรวจสอบและพบว่าโรงแรมดังกล่าวมีกล้องวงจรปิดจำนวนมาก ซึ่งสามารถใช้ตรวจสอบผู้ที่เข้าร่วมประชุมได้
สำหรับหลักฐานชิ้นที่ 3 พริษฐ์ ระบุว่า พบผู้สมัคร สว. จากนครพนม ซึ่งปัจจุบันได้รับเลือกเป็น สว. เป็นผู้ซื้อตั๋วเครื่องบินให้บุคคลอื่น 9 คน พร้อมข้อมูลเที่ยวบินและราคาตั๋ว ขณะที่หลักฐานชิ้นที่ 4 เป็นข้อมูลการนัดรวมตัวกันที่โรงโม่ปูนแห่งหนึ่งในจังหวัดนครพนม ก่อนวันเลือก สว. ประมาณ 1 สัปดาห์
ส่วนหลักฐานชิ้นสุดท้าย เป็นคลิปเสียงสนทนาระหว่างบุคคลที่ปัจจุบันเป็น สว.นครพนม กับผู้สมัครรายหนึ่ง ซึ่งมีการเสนอผลประโยชน์เพื่อชักชวนเข้าร่วม “ขบวนการฮั้ว สว.” โดยระบุอย่างชัดเจนว่ามีขบวนการจัดตั้งจากพรรคการเมืองหนึ่ง อีกทั้งมีการเสนอออกค่าเครื่องบินและโรงแรมให้ทั้งหมด รวมทั้งให้คำมั่นว่าจะจัดตำแหน่งผู้ช่วย สว. พร้อมเงินเดือนเป็นผลตอบแทน โดยช่วงท้ายของคลิปถึงขั้นระบุว่า “คนเรา ทิ้งพ่อทิ้งแม่นี่ ไม่เอาพ่อไม่เอาแม่นี่เยอะ แต่คนที่ไม่เอาเงินนี่ผมยังไม่เคยเห็น” ซึ่ง พริษฐ์ เห็นว่ารายละเอียดทั้งหมดสอดคล้องกับพยานและหลักฐานที่พรรคนำเสนอ จึงสะท้อนให้เห็นรูปแบบของขบวนการจัดตั้งที่เกิดขึ้นทั่วประเทศ
พริษฐ์ ยืนยันกับผู้สื่อข่าวด้วยว่า การพิจารณาคดีต้องดูหลักฐานทุกชิ้นประกอบกัน ไม่ใช่แยกพิจารณาเป็นรายชิ้น เพราะเมื่อเชื่อมโยงคลิปเสียง พยานบุคคล การจองโรงแรม ตั๋วเครื่องบิน การเสนอเงิน และตำแหน่งผู้ช่วย สว. เข้าด้วยกัน จะทำให้เห็นภาพของกระบวนการทั้งหมด พร้อมเรียกร้องให้ กกต. นำหลักฐานทั้งหมดมาพิจารณาอย่างตรงไปตรงมา เนื่องจากเวลาผ่านมาแล้วกว่า 2 ปี ถือว่าเพียงพอต่อการสรุปสำนวน
และหากจำเป็น พรรคประชาชนก็พร้อมส่งหลักฐานที่รวบรวมได้เพิ่มเติม แม้เชื่อว่าหลักฐานส่วนใหญ่ควรอยู่ในมือ กกต. และดีเอสไอแล้วก็ตาม ส่วนประเด็นความน่าเชื่อถือของพยานบุคคลนั้น เห็นว่าต้องพิจารณาควบคู่กับหลักฐานอื่น และยังสามารถตรวจสอบเพิ่มเติมได้จากข้อมูลการเดินทางและภาพจากกล้องวงจรปิดของโรงแรม
นอกจากนี้ พริษฐ์ เปิดเผยว่า ยังอยู่ระหว่างรวบรวมหลักฐานจากจังหวัดอื่น และหากมีข้อมูลครบถ้วนก็จะทยอยแถลงต่อสาธารณะ พร้อมแสดงความเห็นว่า กกต. ควรส่งคดีของผู้ถูกกล่าวหาอย่างน้อย 229 คน ตามข้อเสนอของคณะไต่สวนชุดที่ 26 ให้ศาลเป็นผู้พิจารณา เพราะเชื่อว่าตัวเลขดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการเหมารวม แต่ผ่านการตรวจสอบความเชื่อมโยงของแต่ละบุคคลมาแล้ว พร้อมย้ำว่า กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน คือผู้ที่ผ่านการคัดกรองและพบว่ามีมูลความผิด จึงควรให้ศาลเป็นผู้วินิจฉัยข้อเท็จจริงต่อไป




