‘พริษฐ์’ ชี้ ‘ทักษิณ’ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ‘เป็นสิ่งที่ถูกต้อง’

9 ก.ย. 2568 - 14:41

  • ‘พริษฐ์’ ชี้การที่ ‘ทักษิณ’ เดินหน้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ‘เป็นสิ่งที่ถูกต้อง’

  • หวังศาลพิจารณาตามกฎหมาย ไม่มีแรงจูงใจทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง

  • แนะ ‘เพื่อไทย’ เดินหน้าทำงานต่อ-ไม่ผูกติดบุคคลใด

‘พริษฐ์’ ชี้ ‘ทักษิณ’ เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ‘เป็นสิ่งที่ถูกต้อง’

กรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษา การพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลตำรวจ ของทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่อาจเอาเวลามาพักโทษได้ จึงต้องบังคับโทษจำคุกจำเลยอีก 1 ปี ตามที่ได้มีพระบรมราชโองการลดโทษ จะส่งผลกระทบทางการเมืองอย่างไรนั้น

เรื่องนี้ พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ให้ความเห็นว่า “หากจะพูดถึงเรื่องจุดยืนของพรรคประชาชนต่อทักษิณ เราคงต้องเริ่มต้นด้วยข้อเท็จจริงก่อน คงปฏิเสธไม่ได้ว่าทักษิณเป็นเหยื่อของการถูกทำรัฐประหาร และคดีที่เกิดขึ้นกับทักษิณ ก็ทำให้ทักษิณ ต้องออกจากประเทศไทยไปในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีหลายคนตั้งคำถามว่า มีเหตุจูงใจทางการเมืองหรือไม่”

แต่สิ่งที่พรรคประชาชนพูดมาโดยตลอด คือเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ที่ทักษิณตัดสินใจกลับประเทศไทย เข้าสู่กระบวนการยุติธรรม สิ่งที่สำคัญคือ “ทำอย่างไรให้กระบวนการยุติธรรมนั้น เป็นกระบวนการยุติธรรมที่ปฏิบัติกับทุกคนอย่างเสมอภาค” ส่วนกระบวนการรับโทษ 1 ปีที่ผ่านมา ก็ยังมีหลายจุดที่อาจไม่สอดคล้องกับกฎระเบียบที่เป็นอยู่ ทำให้สังคมตั้งคำถามต่อมาตรฐานกระบวนการยุติธรรมที่เกี่ยวกับการรับโทษ

ดังนั้น การที่ทักษิณตัดสินใจเดินหน้าเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เป็นสิ่งที่ถูกต้อง หากการรับโทษที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ ดำเนินการตามกฎหมายและกฎระเบียบด้วยมาตรฐานเดียวกันกับทุกคน ก็จะเป็นสิ่งสำคัญในการรื้อฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนต่อไป

ส่วนกรณีที่ “ข้าราชการอาจจะเป็นแพะให้ทักษิณ” พริษฐ์ กล่าวว่า “คงเป็นขั้นตอนต่อไป ของการตรวจสอบว่า มีใครที่ใช้อำนาจโดยมิชอบหรือไม่อย่างไร”

ขณะที่ผลกระทบทางการเมือง พริษฐ์ กล่าวว่า “หวังเป็นอย่างยิ่งว่า ศาลจะพิจารณาตามบทบัญญัติในกฎหมาย โดยไม่มีแรงจูงใจทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ไม่ว่ากระบวนการรับโทษหลังจากนี้จะเป็นอย่างไร แต่มองว่า พรรคเพื่อไทยต้องเดินหน้าทำงานต่อไป ในฐานะสถาบันทางการเมืองที่ไม่ได้ผูกติดกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เพราะเมื่อยิ่งทุกพรรคการเมืองเดินหน้าทำงานแข่งขันกัน จะเป็นประโยชน์ต่อประชาธิปไตย และประชาชน”

‘ปชน.’ พร้อมลุยต่อ! ‘ติดตามสัญญา ภท.-ตรวจสอบอำนาจรัฐ-ผลักดันกฎหมายก้าวหน้า’

โฆษกพรรคประชาชน ยังกล่าวถึงบทบาทของพรรคประชาชนขณะนี้ ในการทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทย ว่า เราชัดเจนว่า เราจะทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านเต็มตัวต่อไป ส่วนบทบาทเฉพาะหน้า โดยเฉพาะระยะเวลา 4 เดือนต่อจากนี้จนถึงยุบสภา บทบาทของเราจะแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ

1. การติดตามการรักษาสัญญาของรัฐบาลภูมิใจไทย ในฐานะรัฐบาลเสียงข้างน้อยว่า จะทำตามข้อตกลงตามเงื่อนไขของพรรคประชาชนทุกประการ ซึ่งไม่ได้หมายถึงแค่การยุบสภา แต่หมายถึงกรณีการปลดล็อกการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย และอยากชวนประชาชนติดตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในวันพรุ่งนี้ ว่าตกลงแล้วจะต้องมีการทำประชามติ 2 หรือ 3 ครั้ง

ในวันที่ 11 ก.ย.นี้ คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร มีการบรรจุวาระ และเชิญตัวแทนจากทุกพรรคการเมือง รวมถึงภาคประชาชนที่ทำงานเรื่องรัฐธรรมนูญ หารือถึงขั้นตอนถัดไปที่จะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

2. การตรวจสอบอำนาจรัฐของรัฐบาล ทั้งการดำเนินนโยบายเฉพาะหน้า และติดตามหากมีการใช้อำนาจโดยมิชอบ เข้าข่ายการทุจริตคอร์รัปชัน หรือเข้าข่ายการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม

3. เรื่องการผลักดันกฎหมายที่ก้าวหน้าในสภา เนื่องจากในเวลานี้ สมการการเมืองแบบนี้ หากจะพูดถึงการพิจารณากฎหมายในแต่ละสัปดาห์ ถ้าพรรคฝ่ายค้านแต่ละพรรค ซึ่งรวมกันเป็นเสียงข้างมากในสภาเห็นชอบว่าควรจะพิจารณากฎหมายฉบับใดก็สามารถผลักดันได้ หรือหากมีกฎหมายของพรรคภูมิใจไทย ซึ่งพรรคฝ่ายค้านเห็นว่าไม่ควรเห็นชอบด้วย ก็จะไม่สามารถผลักดันได้ ดังนั้น ใน 4 เดือนนี้ หากพรรคฝ่ายค้านเห็นว่า มีประเด็นที่ตรงกัน ก็สามารถผลักดันร่วมกันได้

เมื่อถามว่าการโหวตให้พรรคภูมิใจไทยเช่นนี้เหมือนพรรคประชาชนกลายเป็น “นั่งร้าน” ให้ หากคณะรัฐมนตรีชุดที่กำลังจะออกมานี้ ปฏิบัติหน้าที่ไม่ดีภายใน 4 เดือน แต่กระทบต่อพรรคประชาชนหรือไม่? พริษฐ์ ยืนยันว่า “หากประชาชนไม่ใช่นั่งร้านให้ใคร เราเป็นฝ่ายค้านเต็มตัว หมายความว่าเราจะตรวจสอบรัฐบาลอย่างเต็มตัวเช่นกัน ไม่ใช่แค่แง่มุมของการรักษาสัญญาตามข้อตกลงเท่านั้น แต่หากมีการดำเนินการใดๆ แม้อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเบี้ยวสัญญาเลย เราก็จะใช้กลไกสภาในการตรวจสอบอย่างเต็มที่ ไต่ระดับตั้งแต่ การเสนอกระทู้ ญัตติ กรรมาธิการ การอภิปรายทั่วไป และการลงมติไม่ไว้วางใจ ย้ำว่า ไม่มีคำพูดไหนที่เรากลับไปกลับมา”

เมื่อถามว่าสามารถทำงานกับพรรคเพื่อไทยได้อย่างสนิทใจหรือไม่? พริษฐ์ กล่าวย้ำว่า “เขามีสิทธิ์ในการขับเคลื่อนตามจุดยืนของตัวเอง แต่ก็ยังคิดว่าหากมีประเด็นที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ และพรรคประชาชนกับพรรคเพื่อไทยสามารถผลักดันร่วมกันได้ ก็จะเป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน”

เมื่อถามถึงโผ ครม. ซึ่งมีสัดส่วนคนนอกค่อนข้างมาก? พริษฐ์ มองว่า “ในฐานะพรรคฝ่ายค้านเราไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดตั้ง ครม. แต่ประการแรก การเสนอบุคคลภายนอกที่ไม่ดีอยู่ในแวดวงการเมืองเข้ามา ก็ไม่ควรจะเป็นเรื่องที่เราคิดว่าแปลกประหลาดในการเมืองไทย ควรเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นใน ครม. ทุกยุคทุกสมัย ที่จะมีการดึงคนที่มีความสามารถ หรือความรู้เฉพาะทางเข้ามาบริหารประเทศ สำหรับบุคคลภายนอกที่ถูกเสนอเข้ามาใน ครม. นี้ คงดูแค่ชื่อ ประวัติ หรือว่าหน้าตาไม่ได้ ต้องพิสูจน์ด้วยผลงาน”

อีกประการที่ผมมองว่า สำคัญมากกว่า คือการหลีกเลี่ยงการตั้งบุคคลที่อาจมีการพัวพันกับคดีต่างๆ หรือมีความสุ่มเสี่ยงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเข้ามาดำรงตำแหน่งใน ครม. เหมือนอย่างที่เราเห็นกันมาทุกยุคทุกสมัย ว่ามีรัฐมนตรีบางคน ที่ยังคงมีคดี ซึ่งเป็นข้อครหาสังคม ยังคงอยู่ในทุก ครม.ที่ผ่านมา รวมไปถึงตำแหน่งสำคัญๆ ที่สังคมจับตามอง เช่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ก็ควรจะหลีกเลี่ยง การนำบุคคลใดที่อาจมีความเชื่อมโยง หรือความสัมพันธ์กับผู้ที่ปัจจุบันยังถูกกล่าวหา เช่น กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในคดี “ฮั้ว สว.” หรือการฟอกเงิน ที่เกี่ยวข้อง

เมื่อถามว่าคนที่พรรคประชาชนกังวลอาจจะได้เป็นถึงรองนายกรัฐมนตรี? พริษฐ์ กล่าวว่า “ที่พรรคประชาชนกังวล คงต้องบอกตามตรงว่า เป็นรัฐมนตรีมาทุกยุคทุกสมัย แน่นอน อาจจะมีหลายคนมองว่าการที่เราไปยกมือสนับสนุน คนให้เป็นนายกรัฐมนตรี และไปแต่งตั้งคนนั้นคนนี้ ก็เข้าใจได้ หากเราจะถูกมองว่า พรรคประชาชนควรมีส่วนรับผิดชอบ แต่เรายังคงยืนยันในจุดยืนเดิมต่อบุคคลดังกล่าว ว่าเราไม่อยากเห็นคนที่ถูกสังคมตั้งข้อครหามาเป็นรัฐมนตรี”

เมื่อถามว่าดีลระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนจบแล้วหรือยัง หรือมีการวางหมากนอกเหนือจาก MOA? พริษฐ์ กล่าวว่า “ข้อตกลงต่างๆ ปรากฏต่อสาธารณะทั้งหมดอยู่แล้ว ซึ่งเราพยายามทำให้กระบวนการดังกล่าวมีความโปร่งใสมากที่สุด ประชาชนมีส่วนร่วมในการติดตามได้มากที่สุด ณ เวลานี้ ไม่ได้มีเงื่อนไขข้อตกลงอะไร ที่ไม่ปรากฏต่อสาธารณะ แต่สิ่งที่สำคัญ คือช่วยกันทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อให้รัฐบาลเสียงข้างน้อยรักษาสัญญาตามเงื่อนไขที่ได้วางไว้”

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์