ในการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ…. หลังจากที่วุฒิสภาส่งร่างกฎหมายที่แก้ไขกลับมาให้สภาฯ พิจารณาว่า จะยืนยันให้ความเห็นชอบหรือไม่
หัวใจสำคัญหลักที่ถูกถกเถียงมากที่สุด คือกรณีไม่นิรโทษกรรม มาตรา 112 กับเยาวชน อายุต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์
พรรคประชาชน ไม่เห็นด้วย ร่างแก้ไข สว.เลือกปฏิบัติ-สองมาตรฐาน
อนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กทม.พรรคประชาชน มองว่า ทุกคนในสังคมไทย หากอดทนแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ทางการเมือง ด้วยกลไกรัฐสภา ด้วยวิถีทางประชาธิปไตย เราก็จะไม่มีรัฐประหาร 2 ครั้ง ไม่มีผู้คนในบ้านเมืองนี้บาดเจ็บ ล้มตาย จำนวนมาก ไม่มีวิกฤตการณ์ความขัดแย้งทางการเมืองรุนแรง ไม่มีการปิดสนามบิน ไม่มีการปิดทำเนียบ ไม่มีการล้อมปราบประชาชนเมื่อปี 2553 และไม่จำเป็นที่จะต้องมานิรโทษกรรม ขณะที่รัฐประหารได้นิรโทษกรรมตัวเองไปที่เรียบร้อยแล้ว แต่ประชาชนรักชาติจำนวนไม่น้อย ยังไม่ได้รับนิรโทษกรรม สังคมจะเดินหน้าได้ เราต้องให้อภัย แต่เราต้องไม่ลืม ต้องศึกษาบทเรียน ไม่ให้เกิดความขัดแย้งครั้งใหม่
"พลังของเยาวชนเหมือนตอนที่คนหนุ่มสาวในยุคหนึ่ง คนเดือนตุลาคม ก็ต่อสู้กับระบอบเผด็จการทหาร เราต้องไม่ให้สังคมนี้ มีความอยุติธรรม สังคมไหนที่ทำลายอนาคตลูกหลานตัวเองสังคมนั้น ไม่มีอนาคต และเตรียมตัวล่มสลายได้ ดังนั้น อยากให้ผู้ใหญ่ที่เป็นนักการเมือง ที่อยู่ในห้องนี้ เห็นแก่เยาวชนที่เป็นอนาคตของชาติ ทำไมผู้ใหญ่จะต้องยัดเยียดข้อหาคดีให้เขา ถ้าทำอะไรไม่ถูกต้องก็อบรมเขา การลงโทษรุนแรง ไม่ได้สัดส่วนความผิด ไม่มีประเทศไหนที่มีอารยะทำเช่นนั้น"
อนุสรณ์ ยังอธิบายถึงกฎหมายฉบับนี้ เขียนไว้สวยหรูว่า จะสร้างความสามัคคีปรองดอง และสังคมสันติสุข เพื่อให้โอกาสประชาชนกลับมาอยู่ร่วมกัน แต่คำถามที่สภาแห่งนี้ ต้องตอบประชาชนให้ได้ คือเราจะสร้างสันติสุขที่แท้จริงได้อย่างไร หากเราเลือกที่จะนิรโทษกรรมแบบเลือกปฏิบัติ และจงใจตัดคดี มาตรา 112 ซึ่งเป็นใจกลางของความขัดแย้งทางการเมืองในหลายปีที่ผ่านมา หากเราปล่อยให้ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ผ่านไปโดยไม่มีการแก้ไข สังคมไทยจะได้รับผลกระทบที่รุนแรง
'พริษฐ์' ชี้ สภาเป็นคนปิดประตูใส่หน้าเยาวชน ไม่ต้อนรับ-ไม่อนุญาตให้เด็กเดินผ่าน แต่ขอเป็นก้อนหินเล็กๆ เพื่อทําให้ปิดประตูยากขึ้น
พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน อภิปรายโดยยอมรับถึงข้อกังวลว่าสภากําลังจะทําให้เนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้ ห่างไกลจากเป้าหมายในการสร้างเสริมสันติสุขมากขึ้นกว่าเดิม เพราะการสร้างเสริมสังคมสันติสุขได้ ต้องไม่ใช่การนิรโทษกรรมแบบสองมาตรฐาน ที่พอเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมืองของคนกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะปิดสถานที่ราชการ ล้อมคูหาเลือกตั้ง เราพร้อมจะลบล้างความผิด โอบรับเขากลับเข้าคืนสู่สังคม แต่พอเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับการแสดงออกทางการเมืองของคนอีกกลุ่มหนึ่ง แม้ว่าอาจจะเป็นเพียงการแชร์โพสต์ในเฟซบุ๊ก แม้ผู้กระทําอาจอายุน้อยกว่า 18 ปี เรากลับไปตีตราเขา ว่าการกระทําเขานั้น เป็นสิ่งที่ไม่สามารถยกโทษให้ได้
"สิ่งที่พวกผม และพรรคประชาชนย้ํามาตลอด คือหากเราต้องการสร้างประตูบานหนึ่งขึ้นมา เพื่อพยายามนําพาประชาชนทุกกลุ่ม ที่พัวพันกับความขัดแย้งทางการเมืองในอดีต ให้ก้าวไปสู่สังคมสันติสุข ที่เราพยายามจะสร้าง เรายืนยันว่า ประตูบานนั้น ต้องเป็นประตูที่เปิดกว้างกับคนทุกกลุ่ม และปฏิบัติกับคนทุกคนด้วยมาตรฐานเดียวกัน แต่สิ่งที่สภาแห่งนี้กําลังจะทํา คือกําลังจะบอกกับประชาชนบางกลุ่มว่า สังคมสันติสุขที่อยู่ข้างหลังประตูบานนี้ ไม่ต้อนรับพวกเขา ไม่อนุญาตให้เขา เดินผ่านประตูนี้ไปได้ แล้วพอพวกเราพยายามเสนอว่า ไปสร้างประตูอีกบานหนึ่งได้หรือไม่ อาจจะต้องเดินอ้อมไปอีกสักนิด ผ่านไปได้ยากกว่า มีเงื่อนไขที่ต้องพิสูจน์มากกว่า สภาแห่งนี้ก็ไม่ยอม เราจึงบอกว่า ถ้าอย่างนั้น ขอให้ประตูอีกบานหนึ่ง เป็นประตูขนาดเล็กเพียงพอแค่เฉพาะเด็กและเยาวชนที่เดินผ่าน แต่สภาแห่งนี้ก็ยังไม่ยอม จนมาถึงวันนี้ เสมือนกับว่าเสียงข้างมากของสภาในวันนี้ กําลังจะเดินไปที่ประตูเล็ก ๆ ที่เปิดไว้อยู่ แล้วปิดประตูสนิทใส่หน้าพวกเขา เพิ่มล็อกอีกหลายชั้น เพื่อจะบอกกับสังคมว่า สังคมสันติสุขที่อยู่หลังประตูบานนั้น ไม่ต้อนรับพวกเขา"
— พริษฐ์ กล่าว
พริษฐ์ ทราบดีว่า วันนี้พวกตนเองเป็นเสียงข้างน้อย เสมือนก้อนหินก้อนเล็กๆ ที่คงไม่มีน้ำหนักพอ ที่จะค้ำให้ท่านปิดประตูไม่ได้ แต่ในฐานะก้อนหินก้อนเล็ก ๆ ไม่กี่ก้อน ถ้าการมีอยู่ของพวกเรา จะทำให้ท่านปิดประตูได้ยากขึ้น พวกตนเองก็ต้องทำ ขอทิ้งท้ายข้อสังเกตว่า ยิ่งท่านฝืนปิดประตูแรงเท่าไหร่ ประตูบานนั้นจะยิ่งพังเร็วขึ้น

ดังนั้น สิ่งสุดท้ายที่ตนเองอยากจะเห็นพังทลายลงมา คือเป้าหมายที่ตนเองเคยเชื่อว่า สภาแห่งนี้มีร่วมกันในการสร้างสังคมสันติสุข พวกเรายืนยันว่า การจะสร้างได้นั้น จะต้องเป็นกฎหมายนิรโทษกรรมที่ไม่เลือกข้าง ไม่เลือกปฏิบัติ และเป็นธรรมทุกกลุ่ม
พรรคเพื่อไทย ติง สว.คว่ำมาตรการเยียวยาเยาวชนคดี ม.112 แต่ยังสนับสนุน
จาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายถึงสิ่งที่วุฒิสภาแก้มา บางคนพูดเหมือนกับว่าร่างพ.ร.บ.นี้ จะให้นิรโทษมาตรา 112 บางคนอยากให้นิรโทษมาตรา 112 ความจริงเรื่องนี้อยู่ในร่างของสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภาไม่ได้แก้ จึงไม่มีประเด็นที่ต้องพูดกัน ตัวอย่างในอดีตอยากให้เห็นว่าเรื่องร้ายแรงกว่า 112 มีอีกมากเขายังนิรโทษกันมาแล้ว เรื่องการแก้มาตรา 11 ไม่เกี่ยวกับการนิรโทษกรรมแต่เป็นมาตรการพิเศษ ที่จะดำเนินการให้เป็นประโยชน์ต่อเยาวชน ที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งอิงกับกฎหมายที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชนมาใช้เพื่อจะให้เกิดการฟื้นฟูบำบัด โดยให้ศาลพิจารณาว่าอาจจะไม่ต้องดำเนินคดี หรือตัดสินคดี
จาตุรนต์ ย้ำว่า ไม่ใช่การนิรโทษ แต่นำไปสู่การฟื้นฟูบำบัดถ้าเขากระทำผิด แต่การยกเว้นอย่างนี้มันส่งสัญญาณว่ามันไม่มีหลักเกณฑ์ในทางกฎหมายทั่วไป ทำไมยกเว้นเฉพาะกรณีที่เกี่ยวกับมาตรา 112 ในขณะที่เรานิรโทษการกระทำความผิดอย่างอื่นที่ร้ายแรงกว่า ถึงจำคุกตลอดชีวิต หรือประหารชีวิต ซึ่งร้ายแรงกว่า 112 แต่ทำไมถึงยกเว้นกับเยาวชนอาจถูกมองว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ โดยดุลพินิจยทางการเมือง คือการมีจุดมุ่งหมายทางการเมืองเฉพาะ ซึ่งเป็นสัญญาณตรงกันข้ามกับเหตุการณ์ในอดีต ที่ส่งสัญญาณคลี่คลายความขัดแย้ง แต่เราแก้เพียงนิดหนึ่งมีผลต่อคนไม่มาก แต่มันส่งสัญญาณในทางสับสน ว่าสภาผู้แทนราษฎร เห็นอย่างไรกับการแก้ไขความขัดแย้งของสังคม
การเปิดโอกาสให้เด็กและเยาวชนที่มีอายุน้อย ได้มีโอกาสฟื้นฟูบำบัด ปรับตัว และโดยส่วนตัวตนอยากให้แก้ไขกลับไปเป็นเหมือนร่างของสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็เข้าใจว่าหลายคนคงกลัวเสียเวลายาวนาน และตนก็เข้าใจแต่ต้องยืนยันในฐานะที่ผ่านเหตุการณ์ความขัดแย้ง ในสังคมมาและได้เห็นความพยายามในการที่จะส่งสัญญาณการคลี่คลายความขัดแย้งซึ่งตรงกันข้ามกับสิ่งที่วุฒิสภาแก้ไขมา จึงอยากฝากไว้ว่าสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรีต้องช่วยกันคิดปัญหาสำคัญ ที่ยังคงทิ้งค้างอยู่ คือการไม่ทำตามกฎหมายได้ตามใจชอบไปจนถึงการส่งเสริมให้เกิดการรัฐประหาร และเราไม่มีมาตรการหรือวิธีการดูแลความขัดแย้งแห่งยุคสมัย ซึ่งใน 10 กว่าปีมานี้ มีเรื่องที่เป็นลักษณะพิเศษกว่าในอดีต
ขณะที่ ธงธรรม เวชยชัย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย อภิปรายสนับสนุน โดยยอมรับว่า กฎหมายฉบับนี้ไม่สมบูรณ์แบบ สิ่งที่ สว.แก้ไขไม่ให้เด็กอายุ 18 ปีได้รับนิรโทษกรรมความผิดมาตรา 112 เข้าใจถึงความผิดหวังนี้ แต่การเมืองในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีกฎหมายใดที่ทำให้ทุกฝ่ายได้ทุกอย่างตามที่ต้องการ แต่หากสภาฯ เลือกใช้วิธีตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ร่วมฯ สิ่งที่ต้องเจอคือ การรอคอยอย่างน้อย 1 ปี ซึ่งจะทำให้ประชาชนหลายพันคนไม่มีโอกาสกลับไปใช้ชีวิตตามปกติ และระหว่างรอก็ไม่ได้หมายความว่า จะเปลี่ยนแปลงอะไรได้ เพราะหลักการกฎหมายถูกกำหนดไว้ตั้งแต่วาระที่ 1 โอกาสเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญกฎหมาย แทบเป็นไปไม่ได้ หากมองตามข้อเท็จจริงในวันนี้ ก็ไม่มีเยาวชน 18 ปี ถูกคุมขังตามความผิดมาตรา 112
ดังนั้น การรอ 1 ปีก็อาจไม่มีผลลัพท์ทางปฏิบัติตามที่หลายฝ่ายคาดหวัง และโอกาสที่กมธ.ร่วมจะเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญทางกฎหมายก็มีอย่างจำกัด
“ต้องเลือกว่าจะให้ประเทศเดินหน้าได้ทันทีหรือให้ทุกอย่างหยุดรอ โดยไม่มีหลักประกันสิ่งที่หวังจะเกิดขึ้นจริง หัวใจกฎหมายนี้คือ การก้าวไปให้ไกลที่สุดเท่าที่สังคมยอมรับได้ ไมมีใครได้ทั้งหมด ไม่มีใครเสียทุกอย่าง กฎหมายฉบับนี้จึงเป็นก้าวแรกที่เกิดขึ้นจริง ย่อมมีค่ามากกว่าก้าวที่สมบูรณ์แบบแต่ไม่มีวันเกิดขึ้นจริง อย่าให้การต่อสู้ไปพรากโอกาสของคนอีกหลายพันคน จุดยืนพรรคเพื่อไทยคือ การหาทางที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกันได้ และก้าวไปให้ไกลที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ในอนาคตถ้าสังคมไทยมาถึงจุดที่พร้อมจะพูดคุยในเรื่องละเอียดอ่อนได้ ก็สามารถกลับมาพูดคุยกันอีกครั้งได้”
— ธงธรรม กล่าว
อีกหนึ่งประเด็นที่สมาชิกหยิบยกมาอภิปรายคือ การนิรโทษกรรม จากกรณี “การชุมนุมทางการเมือง”
มนพร เจริญศรี สส.นครพนม พรรคเพื่อไทย ย้ำว่า คนเสื้อแดงตั้งตารอกฎหมายฉบับนี้ เพื่อคืนความเป็นธรรม ซึ่งตลอดระยะเวลา 2 ทศวรรษ ผู้ประท้วง ทั้ง นปก. ,นปช. และกลุ่มราษฎร เรียกร้องให้ประเทศอยู่ในครรลองของประชาธิปไตยด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ผู้ชุมนุมจำนวนมากถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด สำหรับร่างกฎหมายนี้ หากพิจารณาตามบัญชีแนบท้ายจะมีคนพ้นโทษ 6,000 กว่าคน ทั้งความผิดในทางแพ่ง อาญา ตั้งแต่ปี 2553 - 2563

ด้าน กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ อยากให้คณะกรรมการตาม พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว พิจารณาการนิรโทษกรรมโดยปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มีความเท่าเทียม ไม่แบ่งแยกชนชั้นและศาสนา เพราะ “กมลศักดิ์” มองความหมายของคำว่า “การชุมนุมทางการเมือง” คือการรวมตัวของกลุ่มบุคคลของประชาชนที่ไม่พอใจ หรือสนับสนุนหรือคัดค้านการบริหารประเทศ ซึ่งไม่จำกัดเฉพาะพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร ไม่จำกัดเฉพาะเสื้อเหลือง เสื้อแดง หรือ กปปส. เพราะ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีคดีในลักษณะนี้อยู่หลายคดีเป็นคดีปิดปากทางการเมือง เช่น คดีแต่งชุดมลายู คดีการลงประชามติ จึงอยากให้คณะกรรมการดังกล่าวที่จะตั้งขึ้นไม่มีทัศนคติลบกับคนมลายู

“สังคมจะสันติสุขได้ เมื่อการบังคับใช้ต้องไม่มีความไม่ยุติธรรมหรือสองมาตรฐาน”
— กมลศักดิ์ กล่าว
กมลศักดิ์ อภิปรายอีกว่า เขาอยู่ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้ยินคำว่า “เสริมสร้างสังคมสันติสุข” มานานมาก แต่ 22 ปีกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ คำนี้ยังไม่ได้ผล จึงขอฝากไปถึงคณะกรรมการตาม พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าว ให้ตระหนักถึงเจตนารมณ์ที่ต้องการสร้างความปรองดองของประเทศ ใช้ดุลยพินิจ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับคนที่ร้องขอ และคนที่โดนข้อหาในบัญชีแนบท้าย
นอกจากประเด็น ม.112 และการชุมนุมทางการเมืองแล้ว ฟาก “ประชาธิปัตย์” แม้จะเห็นด้วยกับกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ แต่ก็ห่วงว่า จะเปิดช่องล้างผิด ‘นักการเมือง-พรรคการเมือง’ ที่เกี่ยวโยงกับคดีเลือก ‘สว.’

สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายพบว่า ในบัญชีแนบท้ายมีให้นิรโทษกรรมเกี่ยวกับกฎหมายเลือกตั้ง และการเลือก สว. ทั้งที่เรื่องนี้ ไม่เกี่ยวกับการชุมนุมของคนเสื้อเหลือง เสื้อแดง หรือ กลุ่ม กปปส. ทำให้เกิดคำถามว่า “ระบุไว้ทำไม” ซึ่งก็มีคนตั้งข้อสังเกตว่า อาจมีประเด็นเกี่ยวข้องกับ “คดีฮั้ว สว.” หรือไม่? ทำให้ผู้ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหา ที่รวมถึงกลุ่มการเมืองในประเด็นอื่นที่ไม่เกี่ยวกับการทุจริต อาจได้รับประโยชน์ใช่หรือไม่?

เช่นเดียวกับ ขณะที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่ยอมรับว่า สนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ เพราะต้องการนิรโทษกรรมเพื่อนำไปสู่การเริ่มต้นใหม่ และสร้างสันติสุข แต่กรณีที่สว.เพิ่มบัญชีท้าย พ.ร.บ.ว่าด้วยการทำผิดของกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่งสว. ปี 2561 กำหนดเงื่อนไขไม่เกี่ยวกับคดีทุจริต การเลือกไม่เป็นธรรม คุณสมบัติอันเป็นเท็จ ก็ทำให้แปลกใจว่า ความขัดแย้งทางการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเลือก สว.ที่ผ่านมาได้อย่างไร?
พรรคภูมิใจไทย VS พรรคประชาชน
‘ทนายแจม’ โต้ทุกคนที่เห็นด้วย บอก เด็กไม่ได้ถูกล้างสมอง แต่ สว. ล็อกมาตรา 11 ปิดปากเยาวชน ขอตีเก๊ทั้งหมด ย้อน ในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีใครได้ทุกอย่างที่ต้องการ แต่ประโยคนี้ออกมาจากปากของลูกชายคนที่รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรม ม. 112
ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม.พรรคประชาชน อภิปรายด้วยความเคารพต่อเจตนาของผู้เสนอ ที่ต้องการคลี่คลายสลายความขัดแย้งทางการเมือง และพาประเทศไทยออกจากวังวนของคดี ความโกรธแค้น และความไม่ไว้วางใจที่สะสมมาหลายปี
โดยขออธิบายกับสิ่งที่สมาชิกบางคนยังมีความเข้าใจบางอย่างที่ผิดไปคำว่า"เด็กถูกล้างสมอง" ที่หลาย ๆ คน อภิปรายซ้ำ ๆ พูดเป็นแผ่นเสียงตกร่อง ว่าเด็กไม่ได้ถูกล้างสมองง่าย ๆ แต่รุ่นเก่า ๆ รุ่นเราต่างหาก ที่ถูกเลือกข้อมูลจากผู้มีอำนาจเอามาใส่ในสมอง
สำหรับกรณีคดีมาตรา 112 มีเยาวชนไม่ถึง 10 คดีนั้น หากดูข้อมูลก็จะรู้ว่าเยาวชนโดนคดี ม. 112 อย่างน้อย 18 คน รวม 21 คดี และหากข้อมูลปัจจุบัน ของศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน โดนคดีมาตรา 112 คือรวม 20 คน 24 คดี
ขณะที่การยกตัวอย่างตัวเลขผู้ที่ได้รับประโยชน์การนิรโทษกรรมในสมัยต่าง ๆ ยกตัวอย่างคดีทั้งก่อการร้าย ปิดสนามบิน อั้งยี่ กบฏ ครอบครองอาวุธ ซ่องโจร บุกรุกสถานที่ราชการ ในขณะที่คดีมาตรา 112 คือการทำโพล โพสต์เฟสบุ๊ก กดไลก์ รีทวิต แปลข่าว อ่านแถลงการณ์ ใส่ชุดไทย ใส่เสื้อครอปท็อป อีกมาตราหนึ่งคือมาตรา 110 ที่ชื่อมาตราร้ายแรงมาก ๆ แต่พฤติกรรมใน คดีคือการชุมนุมปกติ เราไม่รู้ว่ามีขบวนเสด็จขับรถผ่านมา และมีการชูสามนิ้ว นี่คือพฤติกรรมในคดี ที่ท่านบอกว่าร้ายแรงมาก ให้อภัยไม่ได้
"การเมืองในโลกแห่งความเป็นจริง ไม่มีใครได้ทุกอย่างที่ต้องการ ประโยคนี้ออกมาจากปากของลูกชายคนที่รับประโยชน์จากการนิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 ผ่านคำสั่งที่ 66/23 และใช่ ไม่มีเยาวชนคนไหนในเรือนจำตอนนี้ที่ติดคุกในคดีมาตรา 112 แต่คดีอื่น ๆ ในบัญชีแนบท้าย ก็ไม่มีใครอยู่ในเรือนจำสักคน เพราะการนิรโทษกรรมที่เราต้องการ คือเราต้องการได้ใช้ชีวิตปกติ เอาชีวิตปกติกลับคืนมา แต่คดีมาตรา 112 และมาตรา 110 ไม่มีใครกลับมาใช้ชีวิตปกติได้ หลายคนแค่เอาลมหายใจกลับมายังไม่ได้เลย เอาร่างกลับมายังไม่ได้เลย"
— ศศินันท์ เน้นย้ำ
พร้อมยืนยันว่า การที่เราจะไม่เห็นชอบในวันนี้ กับการแก้ไขของ สว. ไม่ได้หมายความว่าเราไม่ได้เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมคน 6,000 กว่าคน ส่วนหลายท่านที่บอกว่า ถ้านิรโทษกรรมคดีมาตรา 112 เดี๋ยวก็กลับมาทำอีก ท่านไม่เห็นตั้งคำถามว่า จะกลับมาทำอีกกับคดีอื่น ๆ เลย มีอะไรมายืนยันว่าไม่ทำอีก ก็ไม่มีเหมือนกัน

ศศินันท์ เห็นว่า เมื่อประตูปิดสนิทแบบนี้ ต่อให้จะมีก้อนหินสักกี่ก้อน ไปวางเอาไว้ ก็จะยังปิดอยู่ดี และยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่ไม่ใช่เยาวชน ถูกใช้คดีมาตรา 112 เป็นเครื่องมือทางการเมือง ถูกกลั่นแกล้ง และยืนยันในหลักการของสิทธิเสรีภาพ และถูกดำเนินคดี รวมถึงคดีมาตรา 110 ด้วย ที่ไม่ได้รับนิรโทษกรรมเช่นเดียวกัน เขาเหล่านี้ไม่ได้มีพฤติกรรมที่ร้ายแรง ไม่ได้ปิดสนามบิน ไม่ได้บุกรุกสถานที่ราชการ ไม่ได้ฆ่าใครตาย แต่ต้องมาถูกกีดกันออกจากกระบวนการนี้
"ที่พวกท่านประสานเสียง เป็นเสียงเดียวกันว่า เราจะเดินหน้าไปด้วยกัน จะก้าวข้ามความขัดแย้งไปด้วยกัน ตนเองตีเก๊ทั้งหมด การปิดประตูใส่ประชาชนที่ถูกใช้มาตราเหล่านี้ เป็นเครื่องมือ ไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งจบลง เป็นเพียงการส่งสัญญาณว่า รัฐไม่ได้ต้องการสมานฉันท์ปรองดอง หรือการเสริมสร้างสังคมสันติสุขอะไรจริง ๆ เลย แต่นั่นคือการทำให้คนรุ่นใหม่ ที่จะเติบโตมาในสังคมนี้ต่อไป ได้รับบทเรียนว่าความยุติธรรมของรัฐ ไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคนอย่างเท่ากัน เท่าเทียม ตามที่รัฐธรรมนูญมีไว้แม้แต่น้อย"
— ศศินันท์ กล่าว
'นิกร' ชี้ หากนิรโทษกรรม ม.112 เยาวชน จะสร้างความขัดแย้งในอนาคต หากยังไม่ผ่านกฎหมายตอนนี้ จะมัดรวมอีก 6,000 คน ให้ไม่ได้รับความเป็นธรรมด้วย ขอยุติขัดแย้ง 20 ปี เพื่อให้สังคมเย็นลง ยัน 'บัญชีแนบท้าย' ไม่เกี่ยวกับ 'คดีฮั้ว สว.'
นิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงข้อกังวลของสมาชิกโดยยืนยันถึงความเป็นกลาง ท่ามกลางความขัดแย้ง การสูญเสียชีวิต จึงพยายามอย่างยิ่งที่จะให้เกิดความปรองดองมาตลอดชีวิตทางการเมืองของตนเอง
โดยย้ำว่า ร่างที่ สว.แก้ไขมานั้น ยังคงยืนยันตามหลักการเดิม มาตรา 3 ฐานทุจริตและประพฤติมิชอบ ล้มผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 การกระทําความผิดที่ทําให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย หรือเป็นการกระทําความผิดต่อส่วนตัว หรือกระทําความผิดที่ต้องทําให้ต้องรับผิดต่อบุคคลอื่น ที่ไม่ใช่หน่วยงานของรัฐเป็นรายกลุ่ม ขณะที่ในบัญชีแนบท้าย พ.ร.บ. ก็ยังเป็นไปตามร่างสภาผู้แทนราษฎรที่ส่งไป แต่ สว.มีการขยายเพิ่มเรื่องความผิดเกี่ยวกับอากาศยานเท่านั้น แล้วจึงลําดับศักดิ์กฎหมายใหม่
ส่วนที่มีข้อถกเถียงรุนแรง การนิรโทษกรรมที่อาจเกี่ยวกับกรณีฮั้ว สว. ใน พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ยืนยันว่า เป็นเรื่องที่ไม่จริง เพราะถ้าเป็นแบบนั้น จะต้องมีการเตรียมการไว้ แต่ในส่วนนี้มีการเสนอฐานความผิด ไว้ตั้งแต่ตอนเสนอกฎหมาย ในเรื่องที่เกี่ยวกับความผิดเลือกตั้ง จากการปิดหน่วยเลือกตั้ง หรือฉีกบัตรเลือกตั้ง ซึ่งตนเองเป็นคนเพิ่มเข้าไปเอง จึงให้ความเห็นกับ สว.ไป ว่าควรทําให้ชัดเจน ในคําว่า " เฉพาะที่ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้งโดยทุจริต การเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม และคุณสมบัติที่เป็นเท็จ" ส่วนกรณีอั้งยี่นั้น ไม่ใช่เรื่องที่เกี่ยวข้องกับความผิดเลือกตั้ง เป็นกฎหมายอีกฉบับ ยืนยันว่า ไม่ได้เกี่ยวกับการได้มา สว.
สำหรับมาตรา 11 นั้น สว.ไม่ได้มีการตัดคํา หรือแก้ไข แต่เป็นการเพิ่มความ นี่คือสิ่งที่นอกเหนือจากนั้น ตามหลักการเดิม 25 ฐานความผิดแนบท้าย ซึ่งยกให้เฉพาะเยาวชน ไม่ได้เขียนว่าให้นิรโทษกรรม มาตรา 112 แล้วมาตัดทิ้ง ซึ่ง สว. เชื่อว่าการเพิ่มเข้ามาเช่นนี้ คือทําให้ชัดเจนขึ้น ยกตัวอย่างกรณีการพิจารณา คดีของเยาวชนที่อายุต่ํากว่า 18 ปี ในเรื่องอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือฐานความผิด อนุญาตให้หมด แต่มาตรา 112 ลองคิดดูว่าถ้าขึ้นไปแล้วจะผ่านศาลหรือไม่ ผ่านกรรมการหรือไม่ แล้วยังจะต้องไปชนกับมาตรา 3 ที่มีการระบุห้ามไว้ ความเห็นส่วนตัวของตนเอง ตั้งแต่ตอนแก้ไขแล้ว ดูแล้วน่าจะผ่านยาก หรือไม่ผ่าน เพราะขัดหลักการกับกฎหมายฉบับนี้
"ขอเรียนด้วยความเคารพให้คิดในมุมกลับด้วยว่า ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเมื่อผ่านไปคือ หากเยาวชนกระทําผิด มาตรา 112 ได้รับการนิรโทษกรรม ร่องรอยของกฎหมายฉบับนี้จะเหมือนกับ 66/23 หากในอนาคตมีใครไปบอกเยาวชนว่าเดินไปเลยมุมนี้ และมีการกระทําการใดไป ก็จะมีความขัดแย้ง ขณะนี้รัฐกําลังขัดแย้งโดยใช้การถือกฎหมาย มาตรา 112 มีเยาวชนจํานวนไม่กี่คน แต่คลื่นความเห็นของประชาชนส่วนใหญ่ที่มองอีกข้างจะมีปัญหาแน่ในสังคมไทย และเกิดความขัดแย้งขึ้น ดังนั้น จึงตัดสินใจแล้วว่า ทางออกที่เป็นอยู่เช่นนี้ชอบแล้ว และหาทางเยียวยาช่วยเหลือบุคคลดังกล่าวที่เป็นเยาวชนต่อไป เพราะถ้ากฎหมายไม่ผ่าน เท่ากับเอากรณีนี้มัดคน 6,000 คนไปด้วย ซึ่งไม่เป็นธรรม ต้องยุติความขัดแย้ง 20 ปีเสีย ให้ผ่านไป หาทางให้สังคมเย็นลง"
— นิกร กล่าว
สุดท้าย ที่ประชุมสภาได้ลงมติ จำนวน 449 คน โดยมีผู้เห็นชอบ 306 เสียง ไม่เห็นชอบ 141 เสียง งดออกเสียง 2 เสียง เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติสร้างเสริมสันติสุข พ.ศ. ... ที่ สว. แก้ไขเพิ่มเติมมา





