‘รัฐบาล’ ชง ‘รัฐสภา’ ฟื้น 34 ร่าง กม. พิจารณาต่อ 'ฝ่ายค้าน-สว.' ทวง ‘ร่างแก้ รธน.’

15 พ.ค. 2569 - 12:01

  • ‘รัฐบาล’ ชง ‘รัฐสภา’ ฟื้น 34 ร่างกฎหมายกลับมาพิจารณาต่อ – ฝ่ายค้าน-สว.ทวง ‘ร่างแก้ไข รธน.-กฎหมาย PRTR’

  • ‘เท้ง’ ถามรัฐบาลใช้ตรรกะอะไรหยิบ/ตีตกร่างกฎหมาย

  • ‘อภิสิทธิ์’ ซัดรัฐบาล เท รธน.ไม่เคารพ MOA-ผลประชามติ ปชช. – ดึงสติรัฐบาลมีอำนาจได้เพราะ ปชช.ควรให้โอกาสกฎหมายที่เสนอโดย ปชช. - ลุ้น! กฎหมายนิรโทษได้ไปต่อหรือไม่

‘รัฐบาล’ ชง ‘รัฐสภา’ ฟื้น 34 ร่าง กม. พิจารณาต่อ 'ฝ่ายค้าน-สว.' ทวง ‘ร่างแก้ รธน.’

การประชุมร่วมรัฐสภา มีวาระสำคัญมีวาระสำคัญในการให้ความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ ที่รัฐสภายังไม่ได้ให้ความเห็นชอบ และยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ ค้างการพิจารณาอยู่ในขั้นตอนต่างๆ ของทั้งสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา โดยไม่สามารถดำเนินการต่อไปได้ เพราะมีการประกาศยุบสภา เมื่อ 12 ธันวาคม 2568 และต่อมาคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ได้มีมติให้ร้องขอต่อรัฐสภา สภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ให้ความเห็นชอบนำร่างกฎหมายบางฉบับ กลับมาพิจารณาต่อตามขั้นตอน อาทิ

ร่างพระราชบัญญัติการอำนวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตและการให้บริหารแก่ประชาชน, ร่างพระราชบัญญัติล้มละลาย, ร่างพระราชบัญญัติบริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด, ร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุข หรือ กฎหมายนิรโทษกรรม, ร่างพระราชบัญญัติการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด ส่วนตำบล เทศบาล และระเบียบบริหารงานบุคคลท้องถิ่น, ร่างพระราชบัญญัติ กสทช. และร่างพระราชบัญญัติเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ เพื่อสร้างกิจการรถไฟฟ้า และร่างพระราชบัญญัติอื่น ๆ จำนวนรวม 34 ฉบับ

parliament-apisit-15may2026-SPACEBAR-Photo02.jpg
parliament-apisit-15may2026-SPACEBAR-Photo01.jpg

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้อภิปรายตั้งคำถามถึงคณะรัฐมนตรี ถึงหลักการในใดการพิจารณาว่า จะนำร่างกฎหมายบางฉบับ กลับมาพิจารณาต่อ เพราะพรรคประชาชน เห็นว่า ยังมีร่างกฎหมายอื่นๆ ที่มีความสำคัญ เช่น กฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายนิรโทษกรรมที่ดิน กฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมายการปฏิรูปกองทัพ และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม แต่กลับปัดตกไม่ขอให้รัฐสภานำกลับมาพิจารณา พร้อมยั้งตั้งข้อสงสัยต่อกรณีที่ก่อนหน้านี้ ภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ออกมาระบุถึงการไม่ส่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับเดิมให้รัฐสภาพิจารณา เพราะอย่างไรก็ไม่ผ่านการพิจารณาของรัฐสภาชุดนี้ เพราะมี สส.และ สว.ไม่เห็นด้วยว่า รัฐบาลสามารถคิดแทน สส.-สว. ได้จริงหรือไม่ จึงตัดสินใจปัดตกต้นแต่ต้น หรือ ให้รัฐสภาพิจารณาว่าร่างกฎหมายใด จะได้ไปต่อหรือไม่ไปต่อ ดังนั้น จึงขอตั้งคำถามกลับไปถึงรัฐบาลว่า ร่างกฎหมายทั้ง 34 ฉบับ ที่รัฐบาลส่งกลับมา จะได้รับมติเห็นชอบจากรัฐสภา หรือทั้ง 34 ฉบับ รัฐบาลได้มีการพูดคุยกันหลังบ้านกับทั้งสภาล่าง และสภาบนแล้ว

parliament-apisit-15may2026-SPACEBAR-Photo03.jpg

ขณะที่ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้สนับสนุนให้นำร่างกฎหมายหลายฉบับกลับมาพิจารณาต่อ ซึ่งแม้บางฉบับจะมีข้อถกเถียง แต่ก็ขอให้แต่ละสภาได้พิจารณาอย่างรอบคอบ พร้อมยังตั้งข้อสังเกตถึงร่างกฎหมาย ที่รัฐบาลตัดสินใจไม่ยืนยัน เพราะบ่งบอกถึงแนวคิด หรือทัศนคติของรัฐบาล โดยเฉพาะร่างรัฐธรรมนูญ ที่มีความพยายามแก้ไข เพื่อเปิดโอกาสให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งดำเนินการมาเกือบ 10 ปีแล้ว จนมีการจัดทำ MOA ของพรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย ที่เป็นความหวังของการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ และยังมีการจัดการออกเสียงประชามติ ที่มีประชาชนเห็นชอบ จึงเห็นว่า รัฐบาลควรแสดงความเคารพต่อผลการออกเสียงประชามติ ที่รัฐบาลไปขอให้มีการจัดทำขึ้น

parliament-apisit-15may2026-SPACEBAR-Photo08.jpg

อภิสิทธิ์ ยังทราบดีว่า แม้รัฐบาลจะยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญกลับมา ก็ไม่ได้หมายความว่า ร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านทันที หรือต้องตั้งกรรมาธิการใหม่ แต่ก็น่าเสียดาย เพราะหากรัฐบาลยืนยันร่างรัฐธรรมนูญ สภาก็จะย้อนกลับมาพิจารณาประเด็นที่ค้างอยู่ และประเด็นหมวด 1 และ หมวด 2 สภาชุดก่อน สามารถประนีประนอมได้แล้ว แต่รัฐบาลกลับเลือกให้กระบวนการกลับไปตั้งต้นใหม่ ซึ่งเชื่อว่า ประเด็นละเอียดอ่อนจะกลับมาเป็นความขัดแย้งใหม่ และการตัดสินใจไม่ยืนยันร่างรัฐธรรมนูญ ถือเป็นการไม่เคารพ MOA ที่เคยทำไว้ และเสียงประชามติของประชาชนที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ รวมถึงจะทำให้ปัญหาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ กลับมาเป็นความขัดแย้งในสังคม

parliament-apisit-15may2026-SPACEBAR-Photo09.jpg

อภิสิทธิ์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงร่างกฎหมายที่ประชาชนเข้าชื่อกันในการเสนอกฎหมาย อย่างร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ หรือ ร่างกฎหมาย PRTR ที่กว่าประชาชน จะสามารถรวบรวมชื่อได้ และถึงขั้นที่กรรมาธิการพิจารณาอยู่แล้ว ซึ่งแม้จะมีมุมมองต่างกันระหว่างภาคอุตสาหกรรม ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน แต่เท่าที่ตนทราบ ปัญหาเป็นที่ยอมรับทุกฝ่ายแล้ว แต่รัฐบาลกลับใจไม่กว้างพอที่จะให้ร่างกฎหมายฉบับนี้ไปต่อ และแม้ประชาชน จะสามารถเข้าชื่อกฎหมายยืนยันกลับมาได้ แต่ประชาชน ก็ต้องกลับไปเข้าชื่อกันใหม่ และไปต่อคิวในการเสนอกฎหมายอีกหลายฉบับ

parliament-apisit-15may2026-SPACEBAR-Photo11.jpg

อภิสิทธิ์ ยังแสดงความแปลกใจต่อนโยบายของรัฐบาล ที่จะเร่งผลักดันให้ประเทศไทย เข้าร่วม OECD: Organisation for Economic Co-operation and Development หรือ องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา และร่างกฎหมาย PRTR ก็จำเป็นที่ประเทศไทยจำเป็นต้องมี หากประเทศไทยต้องการเป็นสมาชิก OECD จึงสงสัยเป็นอื่นไม่ได้ เพราะเพียงแค่ร่างกฎหมายดังกล่าว ภาคประชาชนเป็นผู้เสนอแต่รัฐบาลก็ไม่ตัดสินใจยืนยัน รวมถึงร่างกฎหมายอื่น ๆ ราว 4 ฉบับ ที่รัฐบาลไม่ยืนยัน ก็สะท้อนมุมมอง และใจของรัฐบาลในการแก้ปัญหาประเทศ

parliament-apisit-15may2026-SPACEBAR-Photo13.jpg

อภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุข หรือ กฎหมายนิรโทษกรรมว่า ส่วนตัวไม่ได้มีปัญหากับการนิรโทษกรรมทางการเมือง เพื่อแก้ปัญหาความขัดแย้ง และผู้ที่ได้ประโยชน์จากร่างกฎหมายฉบับนี้ คือ นักการเมือง และรัฐบาลให้นำกลับมาพิจารณาใหม่ แต่ร่างกฎหมายที่นิรโทษกรรมประชาชน ที่มีปัญหาที่ทำกิน หรือถูกกล่าวหาว่าบุกรุก ทั้งๆ ที่รัฐไปรุกประชาชน แต่รัฐบาลกลับไม่เลือกนำกลับมาพิจารณาต่อ กลายเป็นว่า ร่างกฎหมายที่ประชาชนลงประชามติ หรือร่างกฎหมายที่ภาคประชาชนเสนอ รัฐบาลตัดสินใจไม่เดินหน้า และให้กลับไปตั้งต้นใหม่

อภิสิทธิ์ ยังทวงถามถึงร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน และแนวหน้าสุขภาพ หรือ อสม.ที่ช่วงเลือกตั้ง นักการเมืองมักรัก อสม. แต่เมื่อการเลือกตั้งจบ รัฐบาลของรัฐบาลก็ไม่ได้ระบุถึง ร่างกฎหมายที่จะยกระดับ และสวัสดิการ อสม.ก็ถูกทิ้ง ทั้งที่ทั่วโลกยกย่องกลไก อสม.ที่สร้างระบบสาธารณสุขที่มีความแข็งแกร่งให้กับประเทศ รวมถึงยังมีความท้าทายที่ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย ทั้งติดบ้าน และติดเตียง ซึ่งเหตุใดร่างกฎหมายฉบับนี้ จึงต้องกลับไปตั้งต้นใหม่

อภิสิทธิ์ ยังขอให้รัฐบาลกลับไปทบทวนแนวคิดใหม่ว่า แม้รัฐบาลจะมีอำนาจบริหาร แต่รัฐบาล มาจากสภา และสภามาจากประชาชน สิ่งที่ประชาชนแสดงเจตนารมณ์แล้ว สิ่งที่ประชาชนรวมตัวกันผลักดันกฎหมายแล้ว อำนาจสุดท้ายอยู่ที่นักการเมืองอยู่แล้ว จึงควรให้โอกาสประชาชน และคิดถึงกลุ่มคนที่ถูกมองข้าม ทั้งที่มีปัญหาที่ทำกิน แรงงาน หรือ อสม.ที่ควรมีกฎหมายไปแก้ปัญหา เพื่อทำหน้าที่การเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยที่แท้จริง

ด้าน กมนทรรศน์ กิตติสุนทรสกุล สส.ระยอง พรรคประชาชน แสดงความเสียดายที่รัฐบาล ไม่ยืนยันร่างพระราชบัญญัติการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ หรือ ร่างกฎหมาย PRTR กลับมาพิจารณา ทั้งที่กรรมาธิการฯ พิจารณาปรับแก้เสร็จแล้ว และรอการพิจารณาในวาระที่ 3 แต่กลับมีการยุบสภาก่อน พร้อมยังระบุอีกว่า มีอดีตกรรมาธิการฯ ที่เคยยกมือให้ความเห็นชอบ เคยให้ความสำคัญ และร่วมกันพิจารณาร่างกฎหมายฉบับนี้จนแล้วเสร็จ และได้กลับมาเป็นรัฐบาลในชุดนี้ แต่เหตุใดกลับไม่ช่วยกันยืนยันให้นำร่างกฎหมายฉบับนี้ กลับมาในสภาต่อด้วย

parliament-apisit-15may2026-SPACEBAR-Photo12.jpg

ขณะที่ นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ได้ทวงถามร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ที่ผลการออกเสียงประชามติของประชาชน 21 ล้านคนให้ความเห็นชอบจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งเป็นเสียงที่มากกว่าพรรคภูมิใจไทยได้รับจากการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลกลับไม่ยืนยันร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ดังกล่าว ซึ่งถือเป็นการซื้อเวลา เตะถ่วงให้นานที่สุด และยังต้องรอความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญว่า จะต้องจัดการออกเสียงประชามติกี่ครั้งรวมถึง 4 ปี และประชาชนยังตั้งรอการมีรัฐธรรมนูญชุดใหม่ พร้อมรัฐบาลชุดใหม่ แต่ก็ไม่คิดว่า รัฐบาลจะหักหลัง เทรัฐธรรมนูญกลางแดดเช่นนี้

พร้อมยังมองว่า 2 เดือนที่ผ่านมา รัฐบาลไม่ได้ทำในสิ่งที่ได้หาเสียงไว้ เช่น แลนด์บริดจ์, การยกเลิกโฉนดชุมชน และการเปิดเสรีต่างชาติทำธุรกิจ 8 ประเภท รวมถึงการกู้เงิน 400,000 ล้านบาท แต่ที่สัญญาในการแก้รัฐธรรมนูญ กลับไม่ดำเนินการ และเชื่อว่า ประชาชนทราบดีที่รัฐบาล ไม่แก้รัฐธรรมนูญ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ออกแบบมาเพื่อให้รัฐบาลกินรวบประเทศไทย ทั้งบริหาร นิติบัญญัติ และองค์กรอิสระ เป็นสีเดียวกัน พร้อมยังขอให้ไปเปลี่ยนคำขวัญของพรรคภูมิใจไทยใหม่ เป็น “พรรคสักแต่พูด พลัส+”

ด้าน รัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา ยังความไม่เห็นด้วยกับการนำร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างสังคมสันติสุข หรือ กฎหมายนิรโทษกรรม กลับมาพิจารณาใหม่ ที่เป็นการนิรโทษกรรมนักการเมืองบางกลุ่ม และกลุ่มผู้ชุมนุมย้อนหลังไปถึงปี 2548 เพราะกฎหมายต้องไม่เป็นเครื่องมือในการยกเว้นโทษให้คนบางกลุ่มไม่ว่าเป็นฝ่ายในทางการเมือง เพราะหากสังคมเชื่อว่า ทำผิดแล้วไม่ต้องรับโทษแล้ว หลักนิติธรรมของประเทศจะพังทลาย และไม่เหลือรากฐานความยุติธรรม เพราะความยุติธรรมไม่ควรถูกต่อรอง และกฎหมายต้องศักดิ์สิทธิ์กับทุกคนไม่ว่าจะเป็นใคร

parliament-apisit-15may2026-SPACEBAR-Photo04.jpg

ทั้งนี้ เมื่อภายหลังที่ประชุมอภิปรายเสร็จสิ้นแล้ว ที่ประชุมจะมีการลงมติ ซึ่งในการอภิปรายหากมี สส. และ สว.แสดงความไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมายฉบับใดใน 34 ฉบับนี้ ที่ประชุมจะมีการแยกลงมติอีกครั้งว่า จะสนับสนุนให้ร่างกฎหมายที่ สส. และ สว.แสดงความไม่เห็นด้วย ได้รับการพิจารณาต่อไปหรือไม่

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์