ร่างกฎหมายที่ถูกจับตาว่าอาจเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ของการปรับโครงสร้างกองทัพ เดินทางมาถึงจุดสำคัญในสภาฯ ท่ามกลางคำถามที่ลากไปถึงโจทย์ใหญ่กว่านั้นว่า หากจะปฏิรูปกองทัพจริง ใครควรเป็นคนวางเข็มทิศ และอำนาจตัดสินใจควรอยู่ตรงไหนของโครงสร้างรัฐ?
สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบ “ร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. …” ในวาระที่ 2 และ 3 หลังคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยมี ชยพล สท้อนดี สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ น.ท.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น อภิปรายเสนอความเห็นในหลายมาตรา โดยเฉพาะแนวทางปฏิรูปกองทัพ การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ และการกำหนดอำนาจระหว่างฝ่ายการเมืองกับสภากลาโหม
‘ชยพล’ จี้ใส่ “แผนจัดซื้อยุทโธปกรณ์” ในสมุดปกขาว
ชยพลอภิปรายในมาตรา 3 แก้ไขมาตรา 13 เสนอให้บรรจุ “แผนการจัดหายุทโธปกรณ์” เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูปหรือแผนพัฒนาประสิทธิภาพกระทรวงกลาโหม หรือ “สมุดปกขาว” เพื่อให้การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ในแต่ละปีสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ภาพใหญ่ ทั้งด้านสมรรถนะ ความเข้ากันได้ของระบบ (compatibility) และการปฏิบัติการร่วมกันระหว่างเหล่าทัพ
พร้อมเสนอให้สภากลาโหมทำหน้าที่ให้ความเห็นด้านการทหาร ก่อนเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบสมุดปกขาว
ชยพลระบุว่า หากสมุดปกขาวไม่มีแผนจัดหายุทโธปกรณ์ จะเปิดช่องให้เกิดการจัดซื้อที่ไม่สอดคล้องกับภาพรวม เช่น แต่ละเหล่าทัพใช้ระบบสื่อสารหรือมาตรฐานยุทโธปกรณ์ต่างกันจนไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ รวมถึงเกิดปัญหาการส่งกำลังบำรุง อะไหล่ และการซ่อมบำรุง หรือจัดซื้อยุทโธปกรณ์ที่ไม่สนับสนุนแผนป้องกันประเทศ
โดยยกตัวอย่างกรณีกองทัพเรือที่มีแผนจัดหาเรือฟริเกต แต่กลับไปจัดหาเรือดำน้ำก่อน ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นของการมีแผนจัดซื้อที่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การพัฒนากองทัพในภาพรวม
ค้านผูกยุทธศาสตร์ 20 ปี ชี้ความมั่นคงต้องปรับตามโลก
ด้าน น.ท.กิตติพงษ์ อภิปรายเพิ่มเติมว่า ไม่ควรผูกการจัดทำแผนปฏิรูปกองทัพเข้ากับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 และการรัฐประหารโดย คสช. โดยเห็นว่ากองทัพจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ แต่ยุทธศาสตร์ดังกล่าวต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ความมั่นคงและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
น.ท.กิตติพงษ์ ยกตัวอย่างเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงเห็นว่ากรอบเวลา 20 ปีอาจยาวเกินไปสำหรับการวางยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง
พร้อมสนับสนุนให้บรรจุแผนการจัดหายุทโธปกรณ์ไว้ในสมุดปกขาว โดยระบุว่าการพัฒนากองทัพควรประกอบด้วยอย่างน้อย 3 ส่วน ได้แก่ ยุทโธปกรณ์ กำลังพล และแผนการทางทหาร เพราะหากมียุทธศาสตร์แต่ไม่มีแผนจัดหายุทโธปกรณ์ การกำหนดทิศทางพัฒนากองทัพก็จะไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ
นอกจากนี้ หากต้องการให้กองทัพสามารถปฏิบัติการร่วมกันได้จริง ควรมีการจัดตั้งหน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วม (Joint Capability Command: JCC) โดยการจัดหายุทโธปกรณ์ต้องมีแผนร่วมกัน เพื่อให้การปฏิบัติงานระหว่างเหล่าทัพเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งการมีแผนจัดหาระยะยาวยังช่วยประหยัดงบประมาณทั้งในขั้นตอนการจัดหาและการซ่อมบำรุง
จี้ตัด “มติสภากลาโหม” ย้ำอำนาจต้องอยู่ที่ฝ่ายการเมือง
สำหรับมาตรา 5 แก้ไขมาตรา 24 วรรคห้า ชยพลเสนอให้ตัด “มติของสภากลาโหม” ออกจากฐานอำนาจที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสามารถมอบให้บุคคลอื่นปฏิบัติราชการแทน
ชยพลชี้ว่า พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมเดิมให้อำนาจสภากลาโหมไว้สูงอยู่แล้ว โดยเฉพาะมาตรา 43 ที่กำหนดให้รัฐมนตรีต้องดำเนินการตามมติสภากลาโหมในหลายเรื่อง ตั้งแต่นโยบายการทหาร การระดมสรรพกำลัง การปกครองบังคับบัญชา งบประมาณ ไปจนถึงร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทหาร
“สภากลาโหมประกอบด้วยนายพลโดยตำแหน่งจำนวนมาก ซึ่งสามารถลงมติเหนือรัฐมนตรีได้ จะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไปทำไม หากรัฐมนตรีไม่มีอำนาจบริหารกระทรวงของตนเอง อำนาจนั้นควรจะต้องอยู่ที่ฝั่งของการเมืองในการบริหารราชการ ไม่ใช่ไปนั่งเป็นหุ่นเชิดให้กับสภาของนายพล”
— ชยพล สท้อนดี
ด้าน น.ท.กิตติพงษ์ ย้ำหลักการพลเรือนต้องอยู่เหนือกองทัพ โดยเห็นว่ารัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งต้องมีอำนาจเหนือกองทัพ ขณะที่สภากลาโหมควรเป็นเพียงสภาที่ปรึกษา ไม่ควรมีอำนาจเหนือรัฐมนตรี
พร้อมระบุว่า อำนาจสั่งการ อนุญาต อนุมัติ และปฏิบัติราชการ ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐมนตรีอยู่แล้ว ไม่ควรถูกผูกไว้กับมติของสภากลาโหม
หนุนลดกรอบจัดทำแผนเหลือ 90 วัน
ช่วงท้าย ชยพลยังอภิปรายสนับสนุนกรอบเวลา 90 วันในการจัดทำแผนปฏิรูปหรือแผนพัฒนาประสิทธิภาพกระทรวงกลาโหม จากเดิม 6 เดือนตามร่างฯ ของ ครม. โดยระบุว่าแผนดังกล่าวเปรียบเสมือน “กระดูกและเข็มทิศ” ของการปฏิรูปกองทัพ
ชยพลเห็นว่า ข้อมูลที่ใช้จัดทำแผนควรเป็นข้อมูลที่กองทัพมีอยู่แล้วจากการบริหารราชการตามปกติ จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องใช้เวลานานถึง 6 เดือน
นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามต่อแนวทางที่ระบุว่าจะเป็นการวางแผนจากบนลงล่าง โดยชี้ให้เห็นว่า หากที่ผ่านมาแต่ละเหล่าทัพวางแผนจากระดับของตนเองขึ้นมา แล้วจึงนำมาสร้างเป็นแผนภาพใหญ่ครอบอีกชั้นหนึ่ง ก็อาจสะท้อนว่าการพัฒนาของแต่ละเหล่าทัพไม่ได้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน
สภาฯ เห็นชอบ 434 ต่อ 0 เสียง
ท้ายที่สุด ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมฯ ในวาระที่ 2 และ 3 โดยมีผู้ลงมติทั้งหมด 435 คน
- เห็นด้วย 434 คน
- ไม่เห็นด้วย 0 คน
- งดออกเสียง 1 คน
ส่งผลให้ร่างกฎหมายผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ
ทิศทางปฏิรูปกองทัพยังเป็นโจทย์ใหญ่
การผ่านร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมฯ วาระ 2-3 ครั้งนี้ นอกจากเป็นความคืบหน้าสำคัญของการปรับโครงสร้างการบริหารกองทัพแล้ว การอภิปรายของ ชยพล และ น.ท.กิตติพงษ์ ยังสะท้อนโจทย์ใหญ่ของการปฏิรูปกองทัพ ทั้งการวางแผนจัดซื้อยุทโธปกรณ์ให้เป็นทิศทางเดียวกัน การปรับยุทธศาสตร์ให้ทันต่อสถานการณ์ และการยืนยันหลัก “พลเรือนอยู่เหนือกองทัพ” โดยให้อำนาจการบริหารสูงสุดยึดโยงกับฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง




