สภาฯ ไฟเขียวร่างฯ ‘จัดระเบียบกลาโหม’ เปิดเกม ‘ปฏิรูปกองทัพ’ ใครคุมทิศ ใครถืออำนาจ?

2 ก.ย. 2569 - 15:15

  • สภาฯ ผ่านวาระ 2-3 ร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบกลาโหมฯ ฉบับ ครม.

  • ‘ชยพล-กิตติพงษ์’ สงวนความเห็น เปิดโจทย์ใหญ่ปฏิรูปกองทัพ

  • ทั้งแผนจัดซื้อยุทโธปกรณ์–อำนาจฝ่ายพลเรือน ใครควรเป็นผู้กำหนดทิศทาง

สภาฯ ไฟเขียวร่างฯ ‘จัดระเบียบกลาโหม’ เปิดเกม ‘ปฏิรูปกองทัพ’ ใครคุมทิศ ใครถืออำนาจ?

ร่างกฎหมายที่ถูกจับตาว่าอาจเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ของการปรับโครงสร้างกองทัพ เดินทางมาถึงจุดสำคัญในสภาฯ ท่ามกลางคำถามที่ลากไปถึงโจทย์ใหญ่กว่านั้นว่า หากจะปฏิรูปกองทัพจริง ใครควรเป็นคนวางเข็มทิศ และอำนาจตัดสินใจควรอยู่ตรงไหนของโครงสร้างรัฐ?

สภาผู้แทนราษฎรมีมติเห็นชอบ “ร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม พ.ศ. …” ในวาระที่ 2 และ 3 หลังคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยมี ชยพล สท้อนดี สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ น.ท.กิตติพงษ์ ปิยะวรรณโณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกรรมาธิการผู้สงวนความเห็น อภิปรายเสนอความเห็นในหลายมาตรา โดยเฉพาะแนวทางปฏิรูปกองทัพ การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ และการกำหนดอำนาจระหว่างฝ่ายการเมืองกับสภากลาโหม

‘ชยพล’ จี้ใส่ “แผนจัดซื้อยุทโธปกรณ์” ในสมุดปกขาว

ชยพลอภิปรายในมาตรา 3 แก้ไขมาตรา 13 เสนอให้บรรจุ “แผนการจัดหายุทโธปกรณ์” เป็นส่วนหนึ่งของแผนปฏิรูปหรือแผนพัฒนาประสิทธิภาพกระทรวงกลาโหม หรือ “สมุดปกขาว” เพื่อให้การจัดซื้อยุทโธปกรณ์ในแต่ละปีสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ภาพใหญ่ ทั้งด้านสมรรถนะ ความเข้ากันได้ของระบบ (compatibility) และการปฏิบัติการร่วมกันระหว่างเหล่าทัพ

พร้อมเสนอให้สภากลาโหมทำหน้าที่ให้ความเห็นด้านการทหาร ก่อนเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเป็นผู้พิจารณาให้ความเห็นชอบสมุดปกขาว

ชยพลระบุว่า หากสมุดปกขาวไม่มีแผนจัดหายุทโธปกรณ์ จะเปิดช่องให้เกิดการจัดซื้อที่ไม่สอดคล้องกับภาพรวม เช่น แต่ละเหล่าทัพใช้ระบบสื่อสารหรือมาตรฐานยุทโธปกรณ์ต่างกันจนไม่สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ รวมถึงเกิดปัญหาการส่งกำลังบำรุง อะไหล่ และการซ่อมบำรุง หรือจัดซื้อยุทโธปกรณ์ที่ไม่สนับสนุนแผนป้องกันประเทศ

โดยยกตัวอย่างกรณีกองทัพเรือที่มีแผนจัดหาเรือฟริเกต แต่กลับไปจัดหาเรือดำน้ำก่อน ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นของการมีแผนจัดซื้อที่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์การพัฒนากองทัพในภาพรวม

ค้านผูกยุทธศาสตร์ 20 ปี ชี้ความมั่นคงต้องปรับตามโลก

ด้าน น.ท.กิตติพงษ์ อภิปรายเพิ่มเติมว่า ไม่ควรผูกการจัดทำแผนปฏิรูปกองทัพเข้ากับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 และการรัฐประหารโดย คสช. โดยเห็นว่ากองทัพจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ แต่ยุทธศาสตร์ดังกล่าวต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ความมั่นคงและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

น.ท.กิตติพงษ์ ยกตัวอย่างเทคโนโลยีอากาศยานไร้คนขับและปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จึงเห็นว่ากรอบเวลา 20 ปีอาจยาวเกินไปสำหรับการวางยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง

พร้อมสนับสนุนให้บรรจุแผนการจัดหายุทโธปกรณ์ไว้ในสมุดปกขาว โดยระบุว่าการพัฒนากองทัพควรประกอบด้วยอย่างน้อย 3 ส่วน ได้แก่ ยุทโธปกรณ์ กำลังพล และแผนการทางทหาร เพราะหากมียุทธศาสตร์แต่ไม่มีแผนจัดหายุทโธปกรณ์ การกำหนดทิศทางพัฒนากองทัพก็จะไม่เกิดผลในทางปฏิบัติ

นอกจากนี้ หากต้องการให้กองทัพสามารถปฏิบัติการร่วมกันได้จริง ควรมีการจัดตั้งหน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วม (Joint Capability Command: JCC) โดยการจัดหายุทโธปกรณ์ต้องมีแผนร่วมกัน เพื่อให้การปฏิบัติงานระหว่างเหล่าทัพเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งการมีแผนจัดหาระยะยาวยังช่วยประหยัดงบประมาณทั้งในขั้นตอนการจัดหาและการซ่อมบำรุง

จี้ตัด “มติสภากลาโหม” ย้ำอำนาจต้องอยู่ที่ฝ่ายการเมือง

สำหรับมาตรา 5 แก้ไขมาตรา 24 วรรคห้า ชยพลเสนอให้ตัด “มติของสภากลาโหม” ออกจากฐานอำนาจที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสามารถมอบให้บุคคลอื่นปฏิบัติราชการแทน

ชยพลชี้ว่า พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมเดิมให้อำนาจสภากลาโหมไว้สูงอยู่แล้ว โดยเฉพาะมาตรา 43 ที่กำหนดให้รัฐมนตรีต้องดำเนินการตามมติสภากลาโหมในหลายเรื่อง ตั้งแต่นโยบายการทหาร การระดมสรรพกำลัง การปกครองบังคับบัญชา งบประมาณ ไปจนถึงร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการทหาร

“สภากลาโหมประกอบด้วยนายพลโดยตำแหน่งจำนวนมาก ซึ่งสามารถลงมติเหนือรัฐมนตรีได้ จะมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมไปทำไม หากรัฐมนตรีไม่มีอำนาจบริหารกระทรวงของตนเอง อำนาจนั้นควรจะต้องอยู่ที่ฝั่งของการเมืองในการบริหารราชการ ไม่ใช่ไปนั่งเป็นหุ่นเชิดให้กับสภาของนายพล”

ชยพล สท้อนดี

ด้าน น.ท.กิตติพงษ์ ย้ำหลักการพลเรือนต้องอยู่เหนือกองทัพ โดยเห็นว่ารัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งต้องมีอำนาจเหนือกองทัพ ขณะที่สภากลาโหมควรเป็นเพียงสภาที่ปรึกษา ไม่ควรมีอำนาจเหนือรัฐมนตรี

พร้อมระบุว่า อำนาจสั่งการ อนุญาต อนุมัติ และปฏิบัติราชการ ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐมนตรีอยู่แล้ว ไม่ควรถูกผูกไว้กับมติของสภากลาโหม

หนุนลดกรอบจัดทำแผนเหลือ 90 วัน

ช่วงท้าย ชยพลยังอภิปรายสนับสนุนกรอบเวลา 90 วันในการจัดทำแผนปฏิรูปหรือแผนพัฒนาประสิทธิภาพกระทรวงกลาโหม จากเดิม 6 เดือนตามร่างฯ ของ ครม. โดยระบุว่าแผนดังกล่าวเปรียบเสมือน “กระดูกและเข็มทิศ” ของการปฏิรูปกองทัพ

ชยพลเห็นว่า ข้อมูลที่ใช้จัดทำแผนควรเป็นข้อมูลที่กองทัพมีอยู่แล้วจากการบริหารราชการตามปกติ จึงไม่มีเหตุผลที่จะต้องใช้เวลานานถึง 6 เดือน

นอกจากนี้ ยังตั้งคำถามต่อแนวทางที่ระบุว่าจะเป็นการวางแผนจากบนลงล่าง โดยชี้ให้เห็นว่า หากที่ผ่านมาแต่ละเหล่าทัพวางแผนจากระดับของตนเองขึ้นมา แล้วจึงนำมาสร้างเป็นแผนภาพใหญ่ครอบอีกชั้นหนึ่ง ก็อาจสะท้อนว่าการพัฒนาของแต่ละเหล่าทัพไม่ได้ดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน

สภาฯ เห็นชอบ 434 ต่อ 0 เสียง

ท้ายที่สุด ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรลงมติร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมฯ ในวาระที่ 2 และ 3 โดยมีผู้ลงมติทั้งหมด 435 คน

  • เห็นด้วย 434 คน
  • ไม่เห็นด้วย 0 คน
  • งดออกเสียง 1 คน

ส่งผลให้ร่างกฎหมายผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ

ทิศทางปฏิรูปกองทัพยังเป็นโจทย์ใหญ่

การผ่านร่าง พ.ร.บ.จัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหมฯ วาระ 2-3 ครั้งนี้ นอกจากเป็นความคืบหน้าสำคัญของการปรับโครงสร้างการบริหารกองทัพแล้ว การอภิปรายของ ชยพล และ น.ท.กิตติพงษ์ ยังสะท้อนโจทย์ใหญ่ของการปฏิรูปกองทัพ ทั้งการวางแผนจัดซื้อยุทโธปกรณ์ให้เป็นทิศทางเดียวกัน การปรับยุทธศาสตร์ให้ทันต่อสถานการณ์ และการยืนยันหลัก “พลเรือนอยู่เหนือกองทัพ” โดยให้อำนาจการบริหารสูงสุดยึดโยงกับฝ่ายการเมืองที่มาจากการเลือกตั้ง

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์