การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาวาระเพื่อให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ช่วงที่เปิดให้สมาชิกรัฐสภาอภิปราย ซึ่งมีการจัดลำดับการอภิปรายให้สส.ฝ่ายค้านอภิปรายสลับกับสส.พรคร่วมรัฐบาล และสว. โดยสส.พรรคร่วมรัฐบาลได้อภิปรายสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลและขอให้พิจารณาเพิ่มเติมสวัสดิการให้ประชาชน เช่น บัตรสวัสดิการที่เพิ่มเติมสวัสดิการตามการใช้จ่ายแต่ละช่วงเดือน เช่น เดือน พ.ค. สามารถนำไปชำระค่าชุดนักเรียนของบุตรหลานได้ เป็นต้น
นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา(สว. ) อภิปรายว่า รัฐบาลนี้จัดตั้งขึ้นในภาวะวิกฤตพลังงานจึงเป็นภาวะวิกฤต วิกฤติเศรษฐกิจไปพร้อมกันดูจากตัวนโยบาย 23 ข้อแล้ว เห็นว่า กำลังจัดนโยบายอยู่ในทุ่งลาเวนเดอร์ แต่ประชาชนทั้งประเทศมีชีวิตอยู่ในทุ่งกุลา รัฐบาลกำลังท่องคาถาว่า รวยไม่ไหวแล้ว รวยกันแต่พวกท่าน แต่เสียงในหัวประชาชน เขาทนไม่ไหวแล้ว นั่งฟังนายกฯ แถลงด้วยความปวดใจ เพราะปัญหาใหญ่ของประเทศไม่ได้ถูกบรรจุอยู่ในนโยบายของรัฐบาลเลย ถ้อยแถลงของนโยบายใช้วาทกรรมสวยหรู แต่ไม่ได้แก้ปัญหา เปรียบเหมือนประเทศกำลังอยู่ในห้องไอซียู ยังชวนประชาชนมาสวดมนต์เพื่อเป็นสิริมงคลอยู่
นันทนา กล่าวต่อว่า ขณะที่ชีวิตของชาวภาคเหนือในเวลานี้กำลังเสี่ยงกับฝุ่นพิษ PM 2.5 พวกเขาอยู่กับอยู่กับอากาศเลวร้ายที่สุดในโลกมา2สัปดาห์แล้ว รัฐบาลกลับไม่บรรจุเรื่องนี้ในนโยบายแถมยังไม่มีเจตจำนงที่จะเอาพ.ร.บ.อากาศสะอาดกลับมาดำเนินการให้เป็นกฎหมายต่อไป รัฐบาลนี้มองว่าชีวิตของประชาชน มีค่าน้อยกว่าผลกำไรของนายทุนอย่างนั้นหรือ ส่วนปัญหาปากท้องที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ขณะนี้คือปัญหาพลังงานตอนนี้น้ำมันแพงส่งผลต่อไฟฟ้าทุกวันนี้เราใช้ไฟฟ้าราคาแพงเพราะ เพราะถ้าพร้อมจ่ายที่คนไทยจะต้องแบกให้กับบริษัทที่ไม่ได้ผลิตไฟฟ้าแต่ได้ค่าตอบแทนตามสัญญาทำไมรัฐบาลไม่รื้อโครงสร้างสัญญาฐานนี้ เพื่อปลดปล่อยคนไทยให้ใช้ไฟฟ้าราคาที่สมเหตุสมผลส่วนเรื่องอนาคตของประเทศที่กำหนดรัฐธรรมนูญฉบับใหม่รัฐบาลจงใจที่จะไม่ใส่ไว้เลยแม้แต่ประโยคเดียว นโยบายฉบับก่อนเขียนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญไว้สามบรรทัดก็น้อยแล้ว ฉบับนี้ไม่เขียนถึง ทั้งที่ประชาชนคนไทย 21,000,000 เสียง ลงประชามติให้แก้รัฐธรรมนูญ ไปพร้อมกับการเลือกท่านเข้ามาเป็นนายกฯ จะมาเทกันกลางแดดแบบนี้ไม่ได้
นันทนา กล่าวด้วยว่า เรื่องรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องใหญ่ที่ควบคุมกติกาหลักของประเทศไว้ที่ประเทศเราถดถอยจีดีพี 1.8 มา 10 ปีก็เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้และเมื่อ ประชาชน 60% แสดงเจตจำนงชัดเจนเห็นชอบให้มีการแก้รัฐธรรมนูญรัฐบาล มีหน้าที่ที่จะดำเนินการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นไปตามประชามติโดยเร็ว แล้วเหตุใดท่านจึงไม่บรรจุในนโยบายเช่นเดียวกับเรื่องนิติธรรม ที่ประชาชนจับตาดูอยู่ก็ไม่ได้บรรจุในหมวดไหนของนโยบายเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ คดีฮั้วสว. คดีเขากระโดงก็จะถูกเป่าหายไปในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองไทยอย่างนั้นหรือ
“จากการแถลงนโยบายฯ ทั้งหมดนี้ ชี้ให้เห็นว่า รัฐบาลไม่มีเจตจำนงที่จะรักษาชีวิตฝากท้องและอนาคตของประชาชนแม้แต่น้อย พูดเลยว่า รัฐบาลจัดนโยบายแบบไม่เห็นหัวประชาชนคำถามคือแล้วรัฐบาลนี้ตั้งมาเพื่อใคร”
— นันทนา กล่าว
ด้าน นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี อภิปรายว่า จากการติดตามวิกฤติราคาน้ำมันในช่วงเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา พบว่ามีการขึ้นราคาน้ำมันถึง 8 ครั้ง ราคารวม 20.6 บาท ซึ่งถือว่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนกรณีน้ำมันขาดแคลนนั้น จากการตรวจสอบ เชื่อว่าจะมีน้ำมันหายไปกว่า 635 ล้านลิตร ในช่วง วันที่ 16-31 มี.ค. ถือว่ามีกระบวนการปลอมน้ำมัน และโกงน้ำมัน ขณะที่นายกฯ บอกว่า พูดแล้วทำในเรื่องการปราบการทุจริตคอร์รัปชัน ขอให้นายกฯ ลดจำนวนผู้ช่วย สส.ลง รวมถึงยกเลิกบำนาญ สส. สว. เพื่อนำไปจุนเจือประชาชน
“สิ่งที่รัฐบาลทำดีผมชื่นชม แต่สิ่งที่ไม่ดี อย่าง เช่น เมื่อก่อนผมตรวจสอบโครงการรับจำนำข้าว พบว่ามีการโกงส่งข้าวแบบจีทูจีเก๊ ดังนั้นในครั้งนี้น้ำมันที่พบการโกง ก็ต้องเรียกว่าน้ำมันเก๊ ต้องเร่งจัดการ อะไรที่ผมแนะนำแล้วทำ ท่านจะอยู่ได้4 ปี แต่หากไม่แยแส ผมว่ารัฐบาลอาจอยู่ได้ไม่นาน”
— นพ.วรงค์ อภิปราย
ขณะที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธิ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย อภิปรายว่า การแต่งตั้งครม. แล้วเสร็จแล้ว พบว่ามีลูกเทพ เด็กเส้นเยอะไปหน่อย นอกจากนี้มีรัฐมนตรีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ชี้มูลความผิดในคดีฮั้วสว. จำนวน 12 คน รวมถึงอนุทิน ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 3 ของครม. ดังนั้นขอให้พิจารณาดูว่า ผลการทำงานจะเป็นรูปแบบใด อย่างไรก็ดี ขอให้รัฐบาลยึดอุดมการณ์การทำงาน คือ ขยัน ประหยัด ซื่อสัตย์ เสียสละ พึ่งตนเอง และร่วมมือกัน เพื่อให้ประชาชนอยู่กันอย่างเป็นสุข และทำให้คำพูดของนายกฯ ที่บอกว่า รวยแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว จะได้เป็นของจริง




