ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณา ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยกเว้นความผิดให้แก่บุคคลที่ได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านป่าไม้และที่ดิน พ.ศ.... ซึ่งเสนอโดย ซูการ์โน มะทา สส.ยะลา พรรคประชาชาติ กับคณะ และ ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ราษฎร ซึ่งได้รับความเสียหายหรือได้รับผลกระทบจากการดำเนินการตามนโยบายของรัฐด้านที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ พ.ศ.... เสนอโดย เลาฟั้ง บัณฑิตเทอดสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กับคณะ
ช่วงนำเสนอร่างกฎหมาย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชาติ นำเสนอสาระสำคัญว่า ร่างกฎหมายที่เสนอต้องการให้นิรโทษกรรมและล้างมลทินให้แก่ประชาชนทั้งในคดีอาญา แพ่ง และทางปกครอง กับบุคคล 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่ครอบครองและทำประโยชน์มาก่อนที่ประกาศที่ดินของรัฐไปทับที่ดินทำกินของประชาชน หรือ “ป่าทับคน” และกลุ่มที่ได้รับการครอบครองและทำประโยชน์หลังวันประกาศที่ดินของรัฐ แต่เป็นผู้ยากไร้ มีที่ดินไม่เกิน 25 ไร่ ทั้งนี้ ไม่รวมถึงผู้ครอบครองเกินกว่าจำนวนดังกล่าวหรือผู้ที่ร่วมมือกับเจ้าหน้าที่รัฐที่ออกเอกสารสิทธิ์ครอบครองและถูกดำเนินคดีเรื่องบุกรุก เริ่มตั้งแต่ 1 ธ.ค.2497 จนถึงกฎหมายใช้บังคับ
วันนี้ที่ดินของประเทศไทย 320 ล้านไร่ จำนวนดังกล่าวสภาพเป็นจริงปี 2568 มีพื้นที่ป่า 102 ล้านไร่ พื้นที่ทำเกษตร 149 ล้านไร่ และพื้นที่นอกการเกษตร 68 ล้านไร่ และที่ดินเอกชนหรือมีโฉนด 127 ล้านไร่ ปัญหาคือมีคนจำนวนมากไม่มีที่ดินทำกิน และที่ดินของรัฐมีหน่วยงานดูแล 84 หน่วยงาน 16 กระทรวง ซึ่งมีปัญหาป่าทับคนกับที่คนทับป่า สภาพปัญหารุนแรง มีตัวเลขสำรวจ คือ 1.2 ล้านคน ทั้งนี้ แต่ละปีใช้เงินพันกว่าล้านบาท แต่ปัญหาไม่ถูกแก้ไข ทั้งนี้ ป่าอนุรักษ์ 3 แสนราย ป่าสงวนแห่งชาติ 4-5 แสนราย ที่ราชพัสดุ 1 แสนราย และที่ดิน ส.ป.ก. บางส่วนที่ทำไม่ชอบ มีคดีบุกรุกป่า 1.3 หมื่นคดี
— พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง
พ.ต.อ.ทวี อภิปรายอีกว่า “ร่างพ.ร.บ.คืนสิทธิและศักดิ์ศรีให้คนที่อยู่มาก่อนป่า ซึ่งจะแก้ปัญหาเรื่องที่ดินที่เป็นรากเหง้าได้ หากกฎหมายนี้เกิดได้ ใช้เวลา 1 ปี ทำให้ป่าเป็นป่าจริง และคนที่อยู่ในป่ามีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”
ขณะที่ เลาฟั้ง อภิปรายสาระของร่างกฎหมายว่า ตั้งแต่ปี 2557 ถึง 2564 พบว่ามีประชาชนที่ต้องคดีบุกรุกป่ากว่า 4,700 คน แต่หากนับคดีอื่นๆ จะมียอดรวมกว่าหมื่นคน ทั้งนี้ คนที่โดนคดี 90% คือ ประชาชน ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ที่เสนอ คือความเป็นธรรมให้ประชาชนที่อยู่ทำกินมาก่อนและได้รับความไม่เป็นธรรม รวมถึงล้างมลทินให้ กรณีที่พิสูจน์ว่าไม่ได้บุกรุกใหม่ หรือไม่ใช่นายทุน ต้องปลดล็อกให้เข้าสู่กระบวนการคุ้มครองสิทธิ รวมถึงพื้นที่ที่ให้เข้าเงื่อนไขคุ้มครองด้วย สำหรับร่างกฎหมายจะนิรโทษกรรมเฉพาะประชาชน ผู้ยากไร้ ผู้ไม่มีที่ดินทำกินที่ชอบธรรม ไม่รวมนายทุน ผู้มีอิทธิพล และผู้บุกรุกใหม่หลังปี 2557
ทั้งนี้ สส.ต่างอภิปรายสนับสนุนร่างกฎหมายทั้งฉบับ เพราะมองว่านโยบายทวงคืนผืนป่านั้น “ไม่ให้ความเป็นธรรมกับประชาชน” และบางกรณีพบการเอื้อให้กับกลุ่มนายทุนมากกว่าต้องการพิทักษ์ผืนป่า จากนั้นที่ประชุมได้ลงมติรับหลักการของร่าง พ.ร.บ.ทั้ง 2 ฉบับ เสียงเอกฉันท์ 243 เสียง, งดออกเสียง 2 จากนั้นที่ประชุมได้ตั้ง กมธ.วิสามัญขึ้นมาพิจารณาเนื้อหาต่อไป




