ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร วาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ยกเลิกประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ และคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บางฉบับที่หมดความจำเป็น และไม่เหมาะสมกับกาลปัจจุบัน ซึ่งเป็นการพิจารณาต่อจากการประชุมเมื่อวันที่ 23 ก.ค. ที่ผ่านมา
โดยหลักการและเหตุผลของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าว จาตุรนต์ ฉายแสง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ ชี้แจงว่า ตามที่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาและลงมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ. 5 ฉบับ ประกอบด้วย
- ร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกประกาศ คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. บางฉบับที่หมดความจำเป็นและไม่เหมาะสมกับกาลปัจจุบัน
- ร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 4/2559 เรื่องการยกเว้นการใช้บังคับกฎกระทรวง ให้ใช้บังคับผังเมืองรวมสำหรับการประกอบกิจการบางประเภท
- ร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกประกาศ คสช. ฉบับที่ 98/2557 คำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 14/2559 และคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 57/2559
- ร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกประกาศและคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ขัดต่อหลักสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย
- ร่าง พ.ร.บ. ยกเลิกประกาศและคำสั่งหัวหน้า คสช.
จาตุรนต์ กล่าวต่อว่า คณะ กมธ.วิสามัญฯ ได้พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ทั้ง 5 ฉบับเสร็จสิ้นแล้ว โดยให้ความสำคัญกับการยกเลิกประกาศและคำสั่งหัวหน้า คสช. รวมทั้งสิ้น 77 ฉบับ และได้นำคำอภิปรายของ สส. ในวาระแรกขั้นรับหลักการ รายงานผลการรับฟังความคิดเห็น และผลกระทบที่อาจเกิดจากร่างกฎหมายมาประกอบการพิจารณาโดยละเอียดรอบคอบ และได้แก้ไขเพิ่มเติมร่าง พ.ร.บ.นี้ โดยยกเลิกคำสั่งและประกาศ คสช. รวม 55 ฉบับ
ส่วนคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ยังคงไว้มีอยู่ 22 ฉบับ เหตุผลสำคัญคือ เป็นคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ต้องแก้ไขกฎหมายก่อนยกเลิก 9 ฉบับ, เป็นคำสั่งที่หน่วยงานร้องขอให้คงไว้เพื่อให้แก้กฎหมายที่เกี่ยวข้องก่อน 3 ฉบับ, เป็นคำสั่งที่หน่วยงานหรือ สส. อยู่ระหว่างการเสนอร่างกฎหมายที่มีบทบัญญัติยกเลิกคำสั่งอยู่แล้ว 3 ฉบับ และคำสั่งที่หน่วยงานร้องขอให้คงไว้อีก 7 ฉบับ
แรงสนับสนุนจากทุกพรรคการเมืองในสภาฯ เป็นการตอกย้ำว่าอำนาจการออกกฎหมายพึงเป็นของประชาชน การออกคำสั่งทำได้ง่าย แต่การจะยกเลิกหรือแก้ไขให้ถูกต้องเป็นไปด้วยความยากลำบาก คำสั่งประกาศออกมาแล้วอาจมีผลกระทบอย่างกว้างขวาง แต่ด้วยความร่วมมือของคณะรัฐมนตรี (ครม.) และพรรคการเมืองต่างๆ ทำให้การทำงานของคณะ กมธ.วิสามัญฯ เป็นไปได้ด้วยดี
— จาตุรนต์ ฉายแสง
ด้าน ปิยบุตร แสงกนกกุล รองประธานคณะ กมธ.วิสามัญฯ ชี้แจงว่า เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2557 คณะบุคคลทำการรัฐประหารล้มรัฐบาล ตั้งตนเป็นรัฏฐาธิปัตย์ คสช. อาศัยอำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ. 2557 ออกประกาศคำสั่ง คสช. รวม 565 ฉบับ ครอบคลุมทุกเรื่อง ทั้งการละเมิดสิทธิเสรีภาพ เรียกบุคคลไปรายงานตัว ห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร อายัดบัญชีต่างๆ นอกจากนี้ ยังมีคำสั่งห้ามชุมนุม เรื่องที่เกี่ยวกับการประมง การผังเมือง การเกษตร ที่ดิน ส.ป.ก. การนำที่ป่าสงวนต่างๆ มาเป็นที่ราชพัสดุ การโยกย้ายข้าราชการ เป็นต้น
ชี้ให้เห็นว่า ช่วงเวลาแห่งการรัฐประหารและใช้อำนาจตามมาตรา 44 ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะเรื่องการเมือง แต่ยังส่งผลกระทบไปถึงเรื่องอื่นๆ อีกด้วย
เมื่อหัวหน้าคณะรัฐประหารยึดอำนาจ เขาใช้เวลาเพียงชั่วครู่ชั่วยาม ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ออกประกาศคำสั่งได้อย่างรวดเร็ว แต่การยกเลิกเราใช้เวลาเกือบ 10 ปี จึงทำสำเร็จ ผมหวังว่าจะเป็นอุทาหรณ์ให้สภาร่วมกันผลักดันยกเลิกคำสั่งที่ไม่จำเป็น ล้าสมัย และช่วยกันปกป้องประชาธิปไตย ไม่ให้มีการรัฐประหารเกิดขึ้นอีก และไม่ให้มีการใช้อำนาจพิเศษอีก
— ปิยบุตร แสงกนกกุล
จากนั้น ที่ประชุมสภาฯ ลงมติในวาระ 3 ด้วยคะแนน
- เห็นด้วย 402 เสียง
- ไม่เห็นด้วย 0
- งดออกเสียง 1 เสียง
- ไม่ลงคะแนน 3 เสียง
หลังจากนี้ จะส่งให้วุฒิสภาพิจารณาต่อไป




