ผู้สื่อข่าวรายงานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มี ฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ภายหลังพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ …) พ.ศ. … ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาจบแล้ว
โดยในการลงมติมาตรา 4 บรรยากาศเป็นไปด้วยความกระท่อนกระแท่น เนื่องจากต้องรอให้สมาชิกเข้ามาแสดงตนเป็นเวลานาน
ทำให้ จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นหารือว่า “พ.ร.บ.นี้เป็น พ.ร.บ.ที่มีความสำคัญ ครูทั้งประเทศเขารอกันหมด กรรมาธิการทำงานอย่างหนัก แต่เวลานี้องค์ประชุมไม่ครบ ผมได้ข่าวว่าจะมีพรรคฝ่ายค้านยื่นญัตติเรื่องของสแกมเมอร์ บางพรรคการเมืองจึงไม่แสดงตนหรือไม่ ขอให้ท่านประธานช่วยตรวจสอบองค์ประชุมว่าที่นั่งอยู่ใครไม่กดบัตรบ้าง สภาฯ จะได้เดินต่อได้ เนื่องจากหลังจากนี้จะมีการพิจารณา พ.ร.บ.อสม.ต่อ”
หลังจากนั้นได้ลงมติ โดยมีผู้แสดงตน 250 คน และลงมติเห็นด้วยกับมาตราดังกล่าว 246 คน
จากนั้นเข้าสู่การพิจารณาในมาตรา 5 ซึ่งประธานฯ ใช้เวลารอสมาชิกมาแสดงตนเกือบ 10 นาที และกดออดอยู่หลายครั้ง ทำให้ ธีระชัย แสนแก้ว สส.อุดรธานี พรรคเพื่อไทย ลุกขึ้นกล่าวว่า “ผมเห็นประธานกดออดอยู่ 8 ครั้งแล้ว หรือจะต้องให้ประธานกดออด 16 ครั้ง ยากเย็นขนาดนั้นเลยหรือ ผมเริ่มรำคาญแล้ว”
ทำให้ ฉลาด กล่าวว่า “ไม่เป็นอะไร อีกไม่นาน ขอให้รอสักครู่” ระหว่างนั้น ธีระชัย กล่าวแทรกขึ้นว่า “ผมนั่งอยู่ตลอด กดให้และแสดงตนตลอด พรรครัฐบาลไปไหน ให้ผมถามหน่อย ถ้าไม่ทำก็ยุบสภาไปเลย ผมเรียกร้องให้ฝ่ายค้ำเสนอยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจแล้วยุบสภาไปเลย กล้าหรือไม่ ผมไม่เห็นกลัว ยุบวันไหนก็เลือกวันนั้น”
ฉลาด จึงกล่าวว่า “โดยกฎหมายถ้ายุบสภาต้องเลือกตั้งใหม่อยู่แล้ว ยุบเมื่อไหร่เมื่อนั้น รออีกไม่นาน” ผมกดออดรอบที่ 9
แต่ระหว่างนั้นยังคงใช้เวลารอสมาชิกอีกสักพัก ทาง พรรณศิริ กุลนาถศิริ สส.สุโขทัย พรรคเพื่อไทย จึงกล่าวว่า “หลังจาก พ.ร.บ.ฉบับนี้จะมีการพิจารณา พ.ร.บ.อสม.ต่อ ฉะนั้น เพื่อนสมาชิกพรรครัฐบาลที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ตรงไหน ขอให้รีบเข้ามาในห้องประชุมแห่งนี้โดยด่วน”
ด้าน ฉลาด จึงได้กดออกอีกครั้ง และกล่าวว่า “เพื่อนสมาชิกที่อยู่ด้านนอก ตอนนี้เพื่อนรออยู่ เรารอได้ ขอให้รอเพื่อนที่ใช้เวลาในการเข้ามา” และเมื่อมั่นใจว่าองค์ประชุมครบแล้ว ฉลาด จึงได้ปิดการแสดงตน พร้อมขานตัวเลข 247 ซึ่งถือว่าครบองค์ประชุมกึ่งหนึ่งพอดี
อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณามาตราต่อไป องค์ประชุมยังมีความกระท่อนกระแท่นอย่างต่อเนื่อง และใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงในการแสดงตนและลงมติ ทำให้ สส.จากพรรคฝ่ายค้าน ต่างสลับกันลุกขึ้นหารือประธานในที่ประชุม เช่น ศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ สส.นครราชสีมา พรรคเพื่อไทย ที่หารือว่า “ได้รับโทรศัพท์จากประชาชนในพื้นที่ที่ถามว่าสภาฯ เกิดอะไรขึ้น เสียงออดดังเหมือนเสียงไฟไหม้ ไม่ต้องกดก็ได้ เรารอกันอยู่”
การประชุมถือเป็นหน้าที่หลักของผู้แทนราษฎร ไม่ใช่ให้ประชาชนต้องโทรมาถามว่าเกิดไฟไหม้หรือไม่ ขอความกรุณาเพื่อนสมาชิกให้ความสำคัญด้วย
— ศิรสิทธิ์ เลิศด้วยลาภ
ไชยา พรหมา รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ชี้แจงว่า “เรียกเข้าห้องประชุมก็ต้องกดออด ผมก็นั่งรอ เกือบครึ่งชั่วโมงแล้วหรือไม่ ใกล้แล้ว”
ขณะที่ สหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน (ปชน.) หารือว่า “ขอให้ประธานลองตรวจสอบระบบแสดงตัว เพราะคิดว่า สส.ในสภาฯ แห่งนี้ทุกคนกินภาษีประชาชน และน่าจะมีจิตสำนึกมาลงมติอยู่แล้ว ไม่น่าจะต้องรอนานเช่นนี้ เครื่องมีปัญหาหรือไม่”
ไชยา ชี้แจงว่า “เครื่องไม่มีปัญหาหรอก คนน่ะมีปัญหา” ทำให้ในห้องประชุมหัวเราะขึ้นมาพร้อมกับเสียงปรบมือ
ภายหลัง ไชยา ได้กล่าวต่อที่ประชุมด้วยว่า “เป็นไงครับเพื่อนสมาชิกต่อหรือไม่ ต่อก็อย่าให้รอนาน” จากนั้นพิจารณาต่อจนจบในวาระ 2 และวาระ 3
จากนั้น สส.พรรคภูมิใจไทยได้ทักท้วงเรื่องการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.อสม. ต่อ เนื่องจากมี อสม.มารอที่สภาฯ แล้ว ขณะที่ สส.ของพรรคเพื่อไทยเห็นด้วยที่จะให้มีการพิจารณาต่อ จึงขอให้ประธานพิจารณาเรื่องนี้ด้วย
ฟาก ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร (วิปฝ่ายค้าน) จึงทักท้วงว่า “ไม่ได้ขัดข้อง แต่เพื่อนสมาชิกทั้ง 2 พรรคที่พูดนั้นเหลือ สส.กี่คน ให้กล้องแพลนมาดูก็ได้”
จุลพันธ์ จึงพูดแทรกขึ้นมาว่า “ขอให้เรียกมารยาทกลับมาด้วย” อย่างไรก็ตาม เมื่อตกลงกันไม่ได้ ไชยา จึงกล่าวว่า “ขอให้ไปคุยกันก่อน จะคุยพรุ่งนี้ก็ได้” และได้สั่งปิดประชุมในเวลา 19.25 น.

‘สมศักดิ์’ โวยสภาฯ ถ่วง ‘ร่าง พ.ร.บ.อสม.’
ขณะที่ สมศักดิ์ เทพสุทิน ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) กล่าวว่า จากกรณีที่ กมธ. ได้พิจารณาร่างดังกล่าวแล้วเสร็จ และมีการบรรจุระเบียบวาระการที่ประชุมวันนี้ที่ 4.7 ในวาระ 2 และ 3 แต่ดูเหมือนจะมีความพยายามถ่วงเวลาไม่ให้กฎหมายนี้ผ่านสภาฯ โดยการพิจารณาวาระ 4.6 เรื่องร่าง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครู และบุคลากรทางการศึกษา มีการใช้เวลามาก ทั้งที่มีไม่กี่มาตรา และ สส. ส่วนใหญ่ไม่เข้าประชุม ถ่วงเวลาพิจารณา บางครั้งเข้าไปยกมือให้ เมื่อมาตราต่อไปก็ถ่วงเวลาอีก นอกจากนี้ยังมีการจะเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องสแกมเมอร์ด้วย ทำให้ตัวแทนอสม.จาก 6 จังหวัดที่มาร่วมฟังการพิจารณา ต้องเสียเวลาทั้งวัน
สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า “ที่ผ่านมา กมธ.พิจารณาอย่างราบรื่น โดยมีทั้งหมด 7 ร่าง โดยใน 6 ร่าง มีลักษณะคล้ายกัน แต่มี 1 ร่างคือของพรรคประชาชน มีความแตกต่างและ กมธ.ได้ยึดร่างของพรรคประชาชนเป็นหลักในการพิจารณา โดยที่ประชุมมีการปรับแก้เนื้อหาบางส่วน เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของอสม.” ซึ่งสันนิษฐานว่าเหตุผลที่มีการดึงร่างไว้ เพราะมีการปรับแก้และไม่สอดคล้องกับเนื้อหาที่เหลือ
ประกอบกับจะมีการเสนอญัตติด่วนด้วยวาจาเรื่องสแกมเมอร์เข้ามา จึงทำให้หลายพรรคไม่สบายใจ ไม่อยากให้พูดถึงสแกมเมอร์ และไม่อยากให้ร่าง อสม.ผ่านสภาฯ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่ อสม.ทั้งประเทศรอที่จะใช้กฎหมายฉบับนี้ ผมจึงต้องการให้ อสม.ได้รับรู้ว่าปัญหาอุปสรรคคืออะไร
ร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ มีประชาชนแสดงความเห็นถึง 3 แสนคน เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.นี้กว่า 89 เปอร์เซ็นต์ ส่วน 11 เปอร์เซ็นต์ที่เหลือไม่ใช่ไม่เห็นด้วย แต่ให้ข้อติติงเรื่องการเกษียณอายุหรือการเริ่มต้นการทำงานของ อสม. เราก็ได้ปรับแก้ตามความเห็นเหล่านั้นแล้ว มี พ.ร.บ.น้อยมากที่ประชาชนจำนวนมากให้ความสนใจแบบนี้ แสดงว่า อสม.ให้ความสนใจและแสดงความเห็นตามรัฐธรรมนูญมาตรา 77 อย่างหนาแน่น จึงขอให้ สส.ทุกพรรคคิดว่า การกระทำของพวกท่านเป็นปัญหากับ อสม.หรือไม่ ขอให้ทำงานแก้ตัวอีกครั้งเมื่อเปิดสภาฯ ในเดือน ธ.ค. อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่าเมื่อจะมีการยุบสภา วันที่ 31 ม.ค. 69 เป็นไปได้หรือไม่ว่าการที่แก้ไขไป ทำให้เขาเสียความรู้สึกหรือเสียหน้า จึงทำให้ช้าออกไปอีก
— สมศักดิ์ เทพสุทิน
เมื่อถามว่า ยังมั่นใจหรือไม่ว่ากฎหมายฉบับนี้จะผ่านสภาฯ ในสมัยประชุมหน้า? สมศักดิ์ กล่าวว่า “หากผ่านสภาฯ ก็ยังติดเงื่อนเวลาการพิจารณาในชั้นวุฒิสภาอีก เพราะเรามีเวลาไม่ถึง 1 เดือน ที่จะยุบสภาแล้ว แต่หากผ่านวาระ 3 ได้วันนี้ และอยู่ในการพิจารณาของ สว. อีก 1 เดือน เมื่อเปิดสมัยประชุมก็มีโอกาสที่จะผ่านและประกาศใช้ได้ เพราะผมได้คำนวนไทม์ไลน์ไว้หมดแล้ว และต้องยอมรับว่าเป็นกฎหมายที่ดี หากมีการเลือกตั้งเราต้องกลับไปนับ 1 ใหม่ กว่าจะผ่านคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะยังมีกับดักทางการเมืองและกฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นตัวแปร”
เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าหากกฎหมายดังกล่าวผ่าน พรรคเพื่อไทยจะถือเป็นผลงานใช้หาเสียงในการเลือกตั้งครั้งหน้า? สมศักดิ์ กล่าวว่า “ไม่ใช่การได้เปรียบเสียเปรียบ พรรคการเมืองไหนมาเป็นรัฐบาลก็ต้องพยายามทำให้ดี บางคนไม่เคยบริหารก็คิดมากไป ทำเป็นนิสัยหรือไม่”
ด้าน วิลัยวัลย์ ธงสันเทียะ ประธานชมรม อสม.ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จ.นครราชสีมา กล่าวว่า “เรามีความคาดหวังร่าง พ.ร.บ.อสม.ฉบับนี้จะได้เข้าสภาฯ ความจริงมีทั้งหมด 7 ร่าง เราไม่ได้คัดค้านร่างของพรรคประชาชนที่เป็นร่างหลัก และเราไม่ได้ตัดทั้งหมด แต่เราได้แก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับการทำงานของพี่น้อง อสม. เพราะเรามีส่วนได้ส่วนเสีย”
“ซึ่งประเทศไทยเรามี อสม.ล้านกว่าคนรอกฎหมายรับรองเพื่อให้ได้พัฒนาตัวเองและมีความเข้มแข็ง และเพื่อให้การทำงานไม่ให้คนมากังขาว่าเป็นอิสระแต่ไม่มีกฎหมายมารองรับ เช่น ปัญหาโควิด-19 เราถูกแจ้งจับที่เข้าไปบุกรุกในบ้าน เพราะไม่มีกฎหมาย ครั้งนี้เราก็มีความคาดหวังสูงมาก แต่ไม่คิดว่าจะเกิดเหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้น เป็นการดึงเกมเพื่อไม่ให้ร่าง พ.ร.บ.อสม. เข้าสภาฯ และร่างดังกล่าวเป็นของทุกพรรคที่เสนอเข้ามา”
รู้สึกเสียใจ เสียความรู้สึก มันไม่น่าเกิดขึ้นในสภาฯ แห่งนี้ ไม่น่าเกิดขึ้นที่มีบรรยากาศแบบดึงเกมเพื่อไม่ให้อันนี้เข้า อันนี้ออก มันไม่ใช่ ท่านเป็นตัวแทนของพี่น้องประชาชนที่เลือกเข้ามา ทำหน้าที่ของท่านเถอะ ไม่มีใครมีส่วนได้ส่วนเสีย พี่น้อง อสม.อยากมีกฎหมายรองรับเท่านั้นเอง เพราะร่างทั้ง 7 ฉบับอยู่ด้วยกัน แต่ทำไมไปมองว่าเป็นร่างของ ครม. เพราะเรามีการทำประชาพิจารณ์ 4 ภาคที่มีส่วนร่วม มีข้อเสนอ ไม่มีฉบับไหนเสีย ฉบับไหนได้ แต่อยู่ในฉบับเดียวกัน เพียงแต่ชื่ออาจจะถูกตัดไปเพื่อให้สอดคล้องกัน
— วิลัยวัลย์ ธงสันเทียะ




