‘ภัทรพงศ์’ ฟาดรัฐบาล ‘อนุทิน’ ทำงานไม่เป็น คือ ภัยของประเทศ

10 เม.ย. 2569 - 14:25

  • ‘ภัทรพงศ์’ ฟาดรัฐบาล ‘อนุทิน’ ทำงานไม่เป็น คือ ภัยของประเทศ ตั้ง ‘สุชาติ’ คุมกระทรวงทรัพย์ฯ ละเลยแก้ PM 2.5-สารปนเปื้อนในแม่น้ำ

  • โต้ ‘ศุภจี’ พวกเราไม่ได้รวย ย้ายบ้านหนีฝุ่นไม่ได้ จี้ ตอบให้ชัด พ.ร.บ.อากาศสะอาดเอาไงต่อ

‘ภัทรพงศ์’ ฟาดรัฐบาล ‘อนุทิน’ ทำงานไม่เป็น คือ ภัยของประเทศ

การประชุมร่วมกันของรัฐสภา พิจารณาวาระเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่มี มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เป็นประธานในที่ประชุม

ภัทรพงศ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน กล่าวว่า ในคำแถลงนโยบาย อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ระบุว่าประเทศไทยเจอกับ ภัย 4 ด้าน ได้แก่ ภัยด้านเศรษฐกิจ ภัยสังคม ภัยสิ่งแวดล้อม และภัยความมั่นคง แต่สิ่งที่ขาดคือภัยจากรัฐบาลที่ทำงานไม่เป็น โดยเฉพาะมลพิษ PM 2.5 และมลพิษทางน้ำข้ามแดน ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลอนุทินไม่ทำอะไรเลยสักอย่าง

ภัทรพงศ์ ย้อนความหลังในวันแถลงนโยบายเมื่อปี 68 ซึ่งพูดชัดเจนว่าจะต้องเตรียมรับมือกับปัญหามลพิษอย่างเร่งด่วนเพื่อลดผลกระทบให้ได้มากที่สุดในช่วงปลายปี 68-69 แต่วันนี้รัฐบาลละเลยกับปัญหาทำให้รัฐบาลอนุทินชุดนั้นเป็นมลพิษเสียเอง วันนี้อนุทินหยิบมลพิษก้อนนั้น มาควบคุมมลพิษดูแลปัญหาสิ่งแวดล้อมต่อ คนนั้นคือ สุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

ภัทรพงศ์ ยกตัวอย่างปัญหา PM 2.5 ในภาคเหนือเดือน ก.ย.ปีที่แล้ว ได้บอกสุชาติว่างบประมาณ ปี 69 มีไม่ใกล้กับคำว่า “เพียงพอ” โดยเฉพาะเรื่องไฟป่า จึงขอเร่งเติมงบกลางให้ท้องถิ่นภายในเดือน ต.ค.แต่สุชาติไม่ทำ ไม่กี่วันวันก่อนยังมีหน้ามาอ้าง ทั้งที่คนเหนือกำลังเจอกับปัญหาฝุ่นพิษอย่างหนักว่า ไฟป่าปีนี้ไม่ไหว เพราะไม่มีเงินงบกลางมาแม้แต่บาทเดียว

“ลืมไปหรือเปล่าว่า คุณคือรัฐมนตรี นี่คือหน้าที่ของคุณ ผมบอกไปแล้วตั้งแต่เดือน ก.ย. ที่ทีมไฟป่าไม่มีเงิน เพราะคุณสุชาติไม่ทำงาน อย่ามาอ้างแบบนี้ ตอนนี้พวกเราชาวเหนือต้องเจอฝุ่นพิษอย่างหนักและไม่มีเงินมาช่วยพวกเราเลย นี่คือภัยจากรัฐบาลที่ทำงานไม่เป็น ขาดไปจากคำแถลงนโยบายเล่มนี้”

ภัทรพงศ์ กล่าว

ภัทรพงศ์ กล่าวต่อว่า ได้บอกกับสุชาติว่าให้ปรับการประกาศเขตควบคุมมลพิษ ซึ่งขณะนี้ประกาศเพียงแค่ 4 จังหวัดจาก 9 จังหวัด ในขณะที่ค่าฝุ่น PM 2.5 รุนแรงที่สุดเข้าเกณฑ์ประกาศภัยพิบัติตั้งแต่วันที่ 28 มี.ค.69 เราต้องเจอกับปัญหานี้โดยไม่มีมาตรการรองรับ และไม่มีทีท่าว่าจะหายไปง่ายๆ โดยปกติการประกาศเขตควบคุมมลพิษต้องประกาศก่อนเกิดเหตุ เพื่อให้จังหวัดสามารถตั้งคำของบประมาณ พร้อมกับแผนการจัดการระยะสั้น กลาง และยาว

ในจังหวัดเชียงใหม่มีการประกาศเขตควบคุมมลพิษ ทำตามแผนจัดประชุมท้องถิ่นและของบกลางภายในเดือน พ.ย.68 แต่ไม่มีเงินมาสักบาท ทำให้การประกาศเขตควบคุมมลพิษไม่ต่างกับกระดาษ A4 ใบเดียวที่แก้ปัญหาอะไรไม่ได้ เรื่องนี้สุชาติทำงานไม่เป็น ทำให้หน่วยงานไม่มีงบประมาณและต้องสูดฝุ่นพิษกันอย่างหนัก นอกจากนี้สุชาติยังอ้างแทนผู้ว่าราชการจังหวัดว่า ไม่สามารถประกาศเขตควบคุมมลพิษได้ เพราะจะกระทบกับการท่องเที่ยว ขอถามตรงๆ ว่า สุชาติรู้หรือไม่ว่า กระทรวงทรัพย์ฯ เป็นผู้ออกเกณฑ์การประกาศเขตภัยพิบัติกรณี PM 2.5 จึงขอถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาด้วยว่า ต่อให้ไม่ประกาศเขตภัยพิบัติ ถ้าค่าฝุ่นทะลุ 500 มคก./ลบ.ม.กระทบการท่องเที่ยวหรือไม่ ทั้งนี้สุชาติยังอ้างว่า ไฟป่าไม่ได้ลามทุกพื้นที่ของจังหวัดเชียงใหม่ ลามเฉพาะในพื้นที่ป่าประกาศเขตอัคคีภัยเฉพาะตำบลและอำเภอ แต่ตอนนี้เรากำลังเจอภัยพิบัติอากาศที่หายใจเป็นพิษ ดังนั้นกระทรวงทรัพย์ฯ จะอ้างแบบนี้ได้อย่างไร

“นี่เป็นโรคประจำตัวของคุณสุชาติที่ไม่ยอมรับความจริง เพราะไม่กี่วันต่อมากระทรวงทรัพย์ฯ ยังออกมาสื่อสารว่าฝุ่นพิษในปีนี้ดีกว่าปีที่แล้ว 45% ไปอยู่โลกไหนกันมา สื่อสารแบบนี้ได้อย่างไร ประชาชนเชียงใหม่เลือดกำเดาไหลทั้งเมืองแล้ว”

ภัทรพงศ์ กล่าว

ภัทรพงศ์ ชี้ว่ารัฐบาลต้องปรับมายเซ็ทเรื่อง PM 2.5 ใหม่โดยด่วน เพราะเมื่อคืนนี้ ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ระบุว่าไม่ได้คาดหวังให้ภาคเหนือมีคนมาเที่ยวตลอด 365 วัน ซึ่งปัญหานี้ไม่ได้กระทบแค่การท่องเที่ยวแต่กระทบกับพวกเราคนเหนือที่อาศัยอยู่ พวกเราไม่ได้มีเงินรวยเหมือนพวกท่านที่จะย้ายบ้าน ย้ายที่ทำงาน ย้ายครอบครัวหนีฝุ่นได้ พวกเราอยู่ที่นั่น 365 วัน ถ้ารัฐบาลลงมาอยู่ข้างประชาชน รัฐบาลจะไม่กล้าพูดแบบนี้

เรื่องที่แย่กว่านั้นคือ ค่าตอบแทนดับไฟป่าที่ตั้งไว้เพียง 240 บาท ต่อคนต่อวัน อภิปรายเรื่องนี้มา 3 รัฐบาลแล้วยังไม่มีการปรับ ภารกิจมีทั้งเฝ้าระวัง ลาดตระเวน ดับไฟป่า แต่ได้ค่าตอบแทนเพียง 240 บาทเอาสมองส่วนไหนคิด เวลาซื้อเสียงยังต้องจ่าย 500 บาท 1,000 บาท 2,000 บาทต่อคน จ้างคนไปกากบาทเพื่อให้ได้อำนาจ เรื่องต่ำๆ ยังทำกันได้ การจ้างคนที่เสี่ยงชีวิตไปดับไฟป่าเพียงแค่นี้ ทั้งที่การดับไฟป่าเสี่ยงชีวิตทำไม่ได้ รัฐบาลยังเพิ่มความเสี่ยงเพราะท้องถิ่นไม่มีงบมีอำนาจ ขาดการบัญชาการในพื้นที่ ทีมไหนจะเข้าไปดับไฟป่าตรงไหน ไม่มีใครรู้ อย่ามาอ้างแบบคนนั่งในห้องแอร์ว่าในพื้นที่ประสานงานกันดีอยู่แล้ว เพราะแม้กระทั่งทีมของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ยังถูกจุดไฟสวน ไฟล้อมทีมดับไฟ สัปดาห์ที่ผ่านมาเราสูญเสียคนที่ไปดับไฟป่ารักษาปอดให้เรา 4 ราย จึงขอแสดงความเสียใจกับผู้เสียชีวิตด้วย

ภัทรพงศ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่อนุทินตั้งสุชาติ คนที่ล้มเหลวในการจัดการปัญหานี้มาดูแลเรื่องนี้ต่อ ขอถามอนุทินตรงๆ ว่าจะแก้ปัญหานี้ได้เมื่อไร ปีนี้หรือปีหน้า เพราะถ้าตั้งสุชาติ คงชาติหน้าแน่นอน สำหรับการจัดการมลพิษทางน้ำข้ามแดน จากการทำเหมืองในประเทศเพื่อนบ้าน กลไกความร่วมมือระหว่างประเทศและการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของกลุ่มทุนไทยที่นำเข้าสินค้า อนุทินเหมือนจะออกประกาศนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่มีที่มาจากการเผา แต่ไส้ในกับเปิดช่องให้ผู้นำเข้าสามารถรับรองตนเองได้ด้วยวิธีที่กลุ่มทุนผู้นำเข้าอาหารสัตว์เป็นคนออกแบบเอง ไม่มีการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน ทำให้เราไม่รู้ว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่นำเข้ามาไม่เผาจริงหรือไม่ ตรวจสอบไม่ได้ว่าถูกขายส่งเป็นทอดๆ แล้วไปกระจุกอยู่ที่บริษัทอะไร กระทรวงพาณิชย์ยังมีหน้ามาอ้างว่าเป็นแค่ระยะเปลี่ยนผ่าน เราให้ผู้นำเข้ารับรองตนเองไปก่อน รอร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ประกาศมีผลบังคับใช้ค่อยเข้มงวด พูดเหมือนทำนายอนาคตได้ เพราะตอนนี้รัฐบาลเหมือนจะไม่เอาร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้แล้ว 

ส่วนการนำเข้าแร่จากเหมืองที่ทำให้น้ำบ้านเราเป็นพิษ ก็ไม่มีการตรวจสอบ ทุกวันนี้ข้าวปนเปื้อนสารหนู ปลาปนเปื้อนปรอท ฟักทอง มะเขือเปราะปนเปื้อนแคทเมียม เจอสารหนูสะสมในประชาชนเกินค่ามาตรฐาน เราเจอมลพิษทั้งอากาศที่หายใจ แม่น้ำที่ไหลผ่านและอาหารที่กิน จากภายในและภายนอกประเทศโดยที่รัฐบาลไม่ขยับอะไรเลย ปัญหาดังกล่าวกระทบกับคนทั้งประเทศ เป็นปัญหาสุขภาพและชีวิตคือสารพิษที่เราสูดและกินเข้าไปทุกวันโดยที่ไม่รู้ตัว

สำหรับร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาดที่ผ่านสภาฯ อย่างเป็นเอกฉันท์ก่อนการเลือกตั้ง ไม่ใช่ร่างกฎหมายของพรรคการเมืองใดพรรคการเมือง ร่างที่ตลอดเวลาการหาเสียงทุกพรรคยืนยันว่าจะต้องเดินหน้าต่อ แต่พอเลือกตั้งเสร็จทุกอย่างพลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ ไม่มีตัวแทนจากฝั่งรัฐบาลกล้าออกมายืนยันแม้แต่คนเดียว ทั้งยังมีการขวางด้วยเหตุผลที่ว่าการเก็บค่าธรรมเนียมผู้ก่อมลพิษจะเพิ่มต้นทุนอุตสาหกรรมและกระทบกับขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งขัดกับคำแถลงนโยบายของรัฐบาล หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่ายคือหลักการที่ OECD ยึดถือเป็นแกนหลัก รัฐบาลแถลงด้วยว่าจะพาประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิกภายในปี 2571 แถลงแบบหนึ่งแต่การกระทำสวนทางนี่คือการโกหกหรือไม่

ภัทรพงศ์ ถามไปยังนายกฯ และรัฐมนตรีที่รับผิดชอบ โดยขอให้เลิกหลบการตอบคำถาม ออกมายืนยันกับประชาชนให้ชัดเจนในวันนี้ว่า รัฐบาลจะเอาอย่างไรกับร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด แม้กฎหมายฉบับเดียวจะไม่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างได้ แต่จะเป็นกลไกสำคัญในการเติมเต็มการแก้ปัญหา หลายอย่างเราทำได้ทันทีระหว่างรอ เราสามารถรื้อระบบฐานข้อมูล รื้อระบบปฏิทินการทำงาน รื้อระบบงบประมาณและการจัดการระหว่างประเทศ ไม่ใช่เรื่องยากหากรัฐบาลตั้งใจทำจริง

ทุกปัญหาจะต้องแก้ทั้งระบบ เราไม่สามารถทำแบบสุกเอาเผากินเหมือนที่ผ่านมาได้ ส่วนตัวพยายามจะตีความคำแถลงนโยบายของนายกฯ ให้เข้ากับเรื่องของมลพิษ แต่กลับไม่มีเนื้อหาที่สะท้อนถึงความรุนแรงและผลกระทบที่ประชาชนกำลังเจออยู่ เราต้องการผู้นำที่ทำนโยบายเพื่อแก้ปัญหาให้กับประชาชน ไม่ใช่ผู้นำที่กลัวการแก้ปัญหาที่ต้นตอและไม่กล้าตัดสินใจในทุกวิกฤต เราไม่ต้องการเห็นผู้นำที่น้ำท่วมภาคใต้ แต่ไม่กล้าลงไปบัญชาการ เราไม่ต้องการเห็นผู้นำที่ฝุ่นพิษท่วมภาคเหนือแต่ไม่กล้าขึ้นมาจัดการด้วยตนเอง เราไม่ต้องการเห็นผู้นำที่แต่งตั้งคนที่ทำงานไม่เป็นมาเป็นรัฐมนตรี

“สิ่งที่เห็นชัดเจนคือวันนี้ คุณอนุทินไม่ได้ขาดอำนาจ  แต่คุณขลาด คุณกลัวที่ต้องตัดสินใจสิ่งสำคัญที่ส่งผลกระทบกับชีวิตประชาชน คุณหนีปัญหาและผลักความรับผิดชอบให้คนอื่นทุกครั้งทุกภัยพิบัติ มีใครเคยเห็นคนที่ชื่ออนุทิน ชาญวีรกูล มานั่งหัวโต๊ะบัญชาการเป็นผู้นำอย่างเด็ดขาดแล้วพาประเทศพ้นวิกฤติบ้าง นี่คือต้นเหตุที่ทำให้ประเทศเจอกับภัย 5 ด้าน ได้แก่ ภัยเศรษฐกิจ ภัยสังคม ภัยสิ่งแวดล้อม ภัยความมั่นคง และภัยจากรัฐบาลอนุทินที่ทำงานไม่เป็น”

ภัทรพงศ์ กล่าว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์