พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล ปล่อยคลิปผ่านทางทวิตเตอร์ และเฟซบุ๊กส่วนตัว “Pita Limjaroenrat - พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 13 กรกฎาคม พร้อมข้อความระบุว่า “จากพิธาถึงทุกคน ก่อนวันโหวตนายกรัฐมนตรี 13 กรกฎาคมนี้ ให้โอกาสประเทศไทยได้มีรัฐบาลเสียงข้างมากตามเจตจำนงของประชาชน เดินหน้าตามครรลองประชาธิปไตย คืนความปกติสู่การเมือง”
ขณะที่ พิธา ระบุในคลิปดังกล่าว ว่า “วันที่ 14 พฤษภาคม 2566 เป็นวันที่เจตจำนงชาวไทยแสดงออกอย่างชัดเจนผ่านบัตรเลือกตั้ง โดยเลือกพรรคก้าวไกลมากถึง 14,438,851 เสียง ส่งให้พรรคก้าวไกลเป็นพรรคอันดับ 1 ในสภาผู้แทนราษฎร โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จำนวน 152 คน จึงเป็นเสียงที่ดังทั้งประเทศว่าประชาชนต้องการประเทศไทยที่ไม่เหมือนเดิม ซึ่งตนและพรรคก้าวไกลได้น้อมรับมติประชาชน เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล รวบรวมพรรคการเมือง 8 พรรค หรือคิดเป็นร้อยละ 72 ของคะแนนเสียงเลือกตั้ง โดยหากบ้านเมืองเป็นปกติ รัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคก้าวไกลคงได้เข้าไปบริหารประเทศ แก้ไขปัญหาของประชาชนได้แล้ว”
“แต่ขณะนี้เกือบ 2 เดือนหลังการเลือกตั้ง เพิ่งจะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และยังต้องรอการตัดสินใจของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนหรือไม่”
“วันนี้ชัดเจนว่าประเทศไทยอยู่ในการเมืองที่ไม่ปกติ อำนาจที่เป็นตัวแทนของประชาชนผ่านการเลือกตั้งถูกล้มล้างครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยการรัฐประหาร นิติสงครามและการยุบพรรค ความไม่ปกตินี้เกิดจากรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งในวันนี้ยังคงอยู่กับเราอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ แต่นี่ก็คือโอกาสของประเทศไทยที่พวกเราจะคืนความปกติกลับสู่การเมืองไทยอีกครั้ง
“ให้โอกาสประเทศไทยได้กลับมามีรัฐบาลที่ชอบธรรม เดินหน้าซ่อมแซมแก้ไขประเทศไทยตามที่ประชาชนคาดหวัง ให้โอกาสประเทศไทยกลับสู่ครรลองของการเมืองรัฐสภาที่ประชาชนเชื่อมั่นและฝากความหวังไว้ได้ ให้โอกาสประเทศไทยได้เดินหน้าไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ค่าแรงที่เป็นธรรม สวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างก้าวหน้าและเป็นธรรม มีนวัตกรรมของตัวเอง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างสังคมที่เห็นคนเท่ากัน โดยมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ไม่ใช่กดปราบลิดรอนสิทธิของประชาชน”
“โดยการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 นั้นไม่ใช่การเลือกตนหรือพรรคก้าวไกล แต่เป็นการเลือกเพื่อยืนยันว่าประเทศไทยต้องเดินหน้าตามระบอบประชาธิปไตยแบบปกติ เช่นเดียวกับประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก คือการเลือกเพื่อยืนยันว่า แม้จะยังอยู่กับรัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อการเมืองไม่ปกติ แต่สมาชิกรัฐสภาทุกคนสามารถร่วมกันใช้เสียงของตัวเองสานต่อเจตนารมณ์ที่ประชาชนแสดงออกผ่านการเลือกตั้งให้ลุล่วง จัดตั้งรัฐบาลที่เป็นตัวแทนเสียงข้างมากให้สำเร็จ”
“ภารกิจนี้คือภารกิจร่วมกันของพวกเราทุกคนในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผู้ถืออำนาจแทนประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ในโอกาสนี้ผมขอสื่อสารไปยัง ส.ส. และ สว. ทุกท่าน ท่านอาจจะไม่ชอบแนวทางการเมืองของพวกเราในระบอบการเมืองปกติ แต่พวกท่านตรวจสอบผมได้ โจมตีผมได้ โหวตผมออกจากตำแหน่งก็ยังทำได้ แต่การโหวตให้รัฐบาลเสียงข้างมากคือการให้โอกาสประเทศไทยเดินหน้าในแบบที่ควรจะเป็น”
“ขอสื่อสารไปยังประชาชน ว่าเราผ่านวันเลือกตั้งมาแล้วแต่ภารกิจยังไม่สำเร็จ การเปลี่ยนแปลงประเทศจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีรัฐบาลเสียงข้างมากที่จะนำประเทศไปสู่ข้างหน้า ซึ่งตนพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีของทุกคนไม่ว่าจะเลือกพรรคไหน มีความเห็นทางการเมืองหรือปรารถนาสังคมอย่างไร และจะบริหารประเทศที่โอบรับความฝันอันหลากหลายของทุกคนได้”
“หากนี่คือสิ่งที่ท่านอยากเห็น ให้โอกาสประเทศไทยได้เดินไปข้างหน้าโดยการบริหารของรัฐบาลพรรคร่วม 8 พรรค ที่นำโดยนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์”
ขณะที่ พิธา ระบุในคลิปดังกล่าว ว่า “วันที่ 14 พฤษภาคม 2566 เป็นวันที่เจตจำนงชาวไทยแสดงออกอย่างชัดเจนผ่านบัตรเลือกตั้ง โดยเลือกพรรคก้าวไกลมากถึง 14,438,851 เสียง ส่งให้พรรคก้าวไกลเป็นพรรคอันดับ 1 ในสภาผู้แทนราษฎร โดยมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จำนวน 152 คน จึงเป็นเสียงที่ดังทั้งประเทศว่าประชาชนต้องการประเทศไทยที่ไม่เหมือนเดิม ซึ่งตนและพรรคก้าวไกลได้น้อมรับมติประชาชน เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล รวบรวมพรรคการเมือง 8 พรรค หรือคิดเป็นร้อยละ 72 ของคะแนนเสียงเลือกตั้ง โดยหากบ้านเมืองเป็นปกติ รัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคก้าวไกลคงได้เข้าไปบริหารประเทศ แก้ไขปัญหาของประชาชนได้แล้ว”
“แต่ขณะนี้เกือบ 2 เดือนหลังการเลือกตั้ง เพิ่งจะมีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และยังต้องรอการตัดสินใจของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ว่าการจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนหรือไม่”
“วันนี้ชัดเจนว่าประเทศไทยอยู่ในการเมืองที่ไม่ปกติ อำนาจที่เป็นตัวแทนของประชาชนผ่านการเลือกตั้งถูกล้มล้างครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยการรัฐประหาร นิติสงครามและการยุบพรรค ความไม่ปกตินี้เกิดจากรัฐธรรมนูญ 2560 ซึ่งในวันนี้ยังคงอยู่กับเราอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ แต่นี่ก็คือโอกาสของประเทศไทยที่พวกเราจะคืนความปกติกลับสู่การเมืองไทยอีกครั้ง
“ให้โอกาสประเทศไทยได้กลับมามีรัฐบาลที่ชอบธรรม เดินหน้าซ่อมแซมแก้ไขประเทศไทยตามที่ประชาชนคาดหวัง ให้โอกาสประเทศไทยกลับสู่ครรลองของการเมืองรัฐสภาที่ประชาชนเชื่อมั่นและฝากความหวังไว้ได้ ให้โอกาสประเทศไทยได้เดินหน้าไปสู่ความเป็นไปได้ใหม่ๆ ค่าแรงที่เป็นธรรม สวัสดิการถ้วนหน้าครบวงจร เศรษฐกิจที่เติบโตอย่างก้าวหน้าและเป็นธรรม มีนวัตกรรมของตัวเอง ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างสังคมที่เห็นคนเท่ากัน โดยมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ไม่ใช่กดปราบลิดรอนสิทธิของประชาชน”
“โดยการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 13 กรกฎาคม 2566 นั้นไม่ใช่การเลือกตนหรือพรรคก้าวไกล แต่เป็นการเลือกเพื่อยืนยันว่าประเทศไทยต้องเดินหน้าตามระบอบประชาธิปไตยแบบปกติ เช่นเดียวกับประเทศประชาธิปไตยทั่วโลก คือการเลือกเพื่อยืนยันว่า แม้จะยังอยู่กับรัฐธรรมนูญที่เอื้อต่อการเมืองไม่ปกติ แต่สมาชิกรัฐสภาทุกคนสามารถร่วมกันใช้เสียงของตัวเองสานต่อเจตนารมณ์ที่ประชาชนแสดงออกผ่านการเลือกตั้งให้ลุล่วง จัดตั้งรัฐบาลที่เป็นตัวแทนเสียงข้างมากให้สำเร็จ”
“ภารกิจนี้คือภารกิจร่วมกันของพวกเราทุกคนในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผู้ถืออำนาจแทนประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ในโอกาสนี้ผมขอสื่อสารไปยัง ส.ส. และ สว. ทุกท่าน ท่านอาจจะไม่ชอบแนวทางการเมืองของพวกเราในระบอบการเมืองปกติ แต่พวกท่านตรวจสอบผมได้ โจมตีผมได้ โหวตผมออกจากตำแหน่งก็ยังทำได้ แต่การโหวตให้รัฐบาลเสียงข้างมากคือการให้โอกาสประเทศไทยเดินหน้าในแบบที่ควรจะเป็น”
“ขอสื่อสารไปยังประชาชน ว่าเราผ่านวันเลือกตั้งมาแล้วแต่ภารกิจยังไม่สำเร็จ การเปลี่ยนแปลงประเทศจะเกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีรัฐบาลเสียงข้างมากที่จะนำประเทศไปสู่ข้างหน้า ซึ่งตนพร้อมเป็นนายกรัฐมนตรีของทุกคนไม่ว่าจะเลือกพรรคไหน มีความเห็นทางการเมืองหรือปรารถนาสังคมอย่างไร และจะบริหารประเทศที่โอบรับความฝันอันหลากหลายของทุกคนได้”
“หากนี่คือสิ่งที่ท่านอยากเห็น ให้โอกาสประเทศไทยได้เดินไปข้างหน้าโดยการบริหารของรัฐบาลพรรคร่วม 8 พรรค ที่นำโดยนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์”



