โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เผยแพร่จดหมายเปิดผนึกถึงประชาชนและสื่อมวลชน ชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับแนวทางการทำงานของคณะกรรมาธิการสามัญ หลังเกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการจำกัดอำนาจและขัดขวางการตรวจสอบฝ่ายบริหาร ยืนยันแนวทางดังกล่าวยึดหลักนิติรัฐและข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ไม่ใช่การออกกฎใหม่หรือใช้อำนาจตามอำเภอใจ พร้อมย้ำว่าไม่ได้มีเจตนาปกป้องฝ่ายบริหาร แต่ต้องการให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย
ย้ำแนวทางเดิมตามข้อบังคับฯ ไม่ใช่คำสั่งประธานสภาฯ ฝ่ายเดียว
โสภณระบุว่า แนวทางการทำงานที่แจ้งเวียนไปยังคณะกรรมาธิการ ไม่ใช่กฎเกณฑ์ที่กำหนดขึ้นใหม่ตามดุลพินิจส่วนตัว แต่เป็นการปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 ซึ่งคณะกรรมาธิการส่วนใหญ่ดำเนินการอยู่แล้วตามปกติ จึงไม่ใช่การขัดขวางการทำงานหรือการสั่งการของประธานสภาฯ เพียงฝ่ายเดียว
จุดเริ่มต้นของการกำหนดแนวทางดังกล่าว มาจากกรณีกรรมาธิการยื่นเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจของคณะกรรมาธิการ ประธานสภาฯ จึงเชิญประธานคณะกรรมาธิการสามัญทั้ง 35 คณะ เข้าหารือร่วมกันเมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2567
ที่ประชุมเห็นพ้องว่าการทำงานต้องยึดรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 และข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2562 จึงมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรสรุปแนวทางกลาง เพื่อให้ทุกคณะกรรมาธิการปฏิบัติไปในทิศทางเดียวกัน
ชี้อำนาจ กมธ. เป็นอำนาจคณะบุคคล ไม่ใช่ประธานใช้อำนาจได้โดยลำพัง
โสภณอธิบายว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา 129 กำหนดให้อำนาจในการสอบหาข้อเท็จจริง การศึกษาเรื่องต่าง ๆ รวมถึงการเรียกบุคคลหรือเอกสาร เป็นอำนาจของคณะกรรมาธิการในฐานะคณะบุคคล ไม่ใช่อำนาจเฉพาะตัวของประธานคณะกรรมาธิการคนใดคนหนึ่ง
ที่ผ่านมา ประธานคณะกรรมาธิการส่วนใหญ่ปฏิบัติหน้าที่โดยยึดหลักการปรึกษาหารือ ให้เกียรติและเคารพความคิดเห็นของกรรมาธิการทุกฝ่าย รวมถึงดำเนินงานตามมติที่ประชุม ทำให้การทำงานเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย
อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเกิดข้อขัดแย้งในคณะกรรมาธิการบางคณะ ซึ่งไม่ได้มีสาเหตุมาจากข้อบังคับฯ แต่เป็นปัญหาการตีความขอบเขตหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับฯ โดยสามารถแก้ไขได้ด้วยการพิจารณาและปรึกษาหารือร่วมกัน
สำหรับกรณีข้อโต้แย้งในคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน โสภณระบุว่า ต้องแยกอำนาจบริหารจัดการประชุมออกจากอำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสารให้ชัดเจน โดยประธานคณะกรรมาธิการยังมีอำนาจบริหารจัดการประชุมตามเดิม แต่การเรียกบุคคลหรือเอกสารมาชี้แจงต้องผ่านมติของที่ประชุมคณะกรรมาธิการตามหลักเกณฑ์ของกฎหมาย
ปฏิเสธปกป้องฝ่ายบริหาร ย้ำทุกฝ่ายมีหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาล
ประธานสภาฯ ยืนยันว่า คณะกรรมาธิการทุกคณะประกอบด้วยสมาชิกจากทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ซึ่งต่างมีหน้าที่ร่วมกันตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน
ในฐานะประธานสภาฯ มีหน้าที่กำกับดูแลให้คณะกรรมาธิการทุกคณะสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้กรอบกฎหมายเดียวกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ การวางแนวทางให้ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับฯ จึงไม่ใช่การจำกัดอำนาจหรือปกป้องฝ่ายบริหาร แต่เป็นการทำให้การตรวจสอบรัฐบาลมีความชอบด้วยกฎหมาย มีความชอบธรรม และเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย
ประสาน กมธ. ที่ทำงานซ้ำซ้อน ลดภาระหน่วยงานรัฐ
ส่วนกรณีที่คณะกรรมาธิการหลายคณะพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน โสภณชี้แจงว่า การกำหนดแนวทางให้มีการประสานงานร่วมกัน เป็นไปตามข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ข้อ 90 วรรคสี่ และระเบียบสภาผู้แทนราษฎรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีผลบังคับใช้มาตั้งแต่ปี 2562
เนื่องจากในทางปฏิบัติ หากคณะกรรมาธิการหลายคณะเชิญหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่รัฐคนเดียวกันมาชี้แจงในเรื่องที่ซ้ำซ้อนกัน โดยไม่มีการประสานงาน อาจสร้างภาระและส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติงานตามปกติของหน่วยงานรัฐ
การประสานงานร่วมกันจึงไม่ได้เป็นการลดทอนอำนาจตรวจสอบ แต่เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการแสวงหาข้อเท็จจริง และลดผลกระทบต่อการทำงานของหน่วยงานรัฐให้สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 129
ย้ำประชาธิปไตยต้องเคารพมติที่ประชุม ใช้เสียงข้างมากและรับฟังเสียงข้างน้อย
โสภณระบุเพิ่มเติมว่า การเคารพมติที่ประชุมและยึดถือกฎหมายเป็นหัวใจสำคัญของประชาธิปไตยภายใต้หลักนิติรัฐ ไม่ใช่การเปิดโอกาสให้บุคคลใดใช้อำนาจตามความต้องการของตนเองได้โดยไม่มีข้อจำกัด
ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีหน้าที่ต่อสภาและประชาชนทุกฝ่าย ไม่ใช่ต่อพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง โดยต้องรักษาความเป็นกลาง ความเป็นอิสระ และเกียรติภูมิของฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อให้สามารถทำหน้าที่ตรวจสอบฝ่ายบริหารได้อย่างเข้มแข็งและถูกต้องตามกฎหมาย
โสภณกล่าวด้วยว่า การออกจดหมายเปิดผนึกครั้งนี้มีเป้าหมายให้ประชาชนและสื่อมวลชนร่วมพิจารณาข้อเท็จจริงด้วยเหตุและผล โดยตลอดการทำงานที่ผ่านมา ยึดถือว่าหัวใจสำคัญของประชาธิปไตยคือการปรึกษาหารือและเปิดใจรับฟังความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เพื่อหาข้อสรุปร่วมกันโดยไม่จำเป็นต้องลงมติ
แต่หากมีการถกเถียงจนถึงที่สุดแล้วยังไม่สามารถหาข้อสรุปร่วมกันได้ ก็จำเป็นต้องตัดสินด้วยการลงมติ โดยใช้หลักเสียงข้างมากและเคารพเสียงข้างน้อย ซึ่งเป็นหลักการที่ประเทศต่าง ๆ ในระบอบประชาธิปไตยใช้ทั้งในการบริหารประเทศและการทำงานในสภา
ทั้งนี้ ประธานสภาฯ หวังว่าการชี้แจงผ่านจดหมายเปิดผนึกครั้งนี้จะช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับแนวทางการทำงานของคณะกรรมาธิการ และเป็นประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม




