ในการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 27 ปีที่ 1 ครั้งที่ 2 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) ที่มีโสภณ ซารัมย์ สส.บุรีรัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม โดยมีวาระพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
คริส โปรตระนันทน์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเศรษฐกิจ อภิปรายสนับสนุนอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยเหตุผล 4 ประการ ว่า พรรคเศรษฐกิจได้หาเสียง และให้คำสัญญากับประชาชนว่า เราจะทำนโยบายทุจริตเท่ากับประหาร ซึ่งในนโยบายนี้มี กฎหมายจำนวนมากที่จะผลักดันผ่านรัฐสภา ซึ่งมีกฎหมายจำนวนมากที่เป็นแนวนโยบาย ที่ตรงกับอนุทิน และพรรคภูมิใจไทย คือการประหารกฎหมายกิโนตีน กฎหมายประเทศไทยมีกฎหมายมากกว่า 100,000 ฉบับ วันนี้เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของพ่อแม่พี่น้องประชาชน เป็นเครื่องมือของเจ้าหน้าที่รัฐในการเรียกรับผลประโยชน์ หากวันนี้ อนุทิน พรรคภูมิใจไทย และรัฐบาลนี้ ทำให้สำเร็จ ประเทศไทยจะสามารถกลับมายืนหนึ่งในสายตาชาวโลกได้อีกครั้งหนึ่ง คนไทยจะสามารถทำมาหากินได้อีกครั้ง
ภายใต้ภาวะสงครามที่เกิดขึ้นในโลก วันนี้อนุทิน เป็นคนที่รักชาติ รักแผ่นดิน ย่อมเลือกคนที่จะมีความรักชาติ รักแผ่นดิน เข้ามาทำหน้าที่ในการปกป้องอำนาจอธิปไตยในประเทศประเทศไทย ซึ่งประเทศไทยสุ่มเสี่ยงทั้งวิกฤตชายแดนไทย - กัมพูชา เพราะฉะนั้น ย่อมสามารถเลือกคนที่ดีมีความรักชาติ รักแผ่นดิน และมีมีความรู้ด้านความมั่นคง ที่เก่งภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาช่วยงานได้
คริส กล่าวอีกว่า ผลจากการต่อสู้ในสงครามตะวันออกกลาง วันนี้คนไทยเกิดวิกฤตการขาดแคลนน้ำมัน ตอนนี้เชื่อว่าอนุทินจะแก้ไขปัญหาวิกฤตครั้งนี้ได้ สามารถเปลี่ยนการอุดหนุนพลังงานราคาถูก จากการอุดหนุนผ่านกองทุนน้ำมัน เป็นการลดภาษีสรรพสามิต เพื่อช่วยประชาชนทั่วประเทศ นอกจากนี้ กฎหมายแรกที่ต้องกิโยตีน คือกฎหมายเกี่ยวกับการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง หากใครสามารถนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงราคาถูกมาช่วยคนไทยได้ วันนี้เราต้องอนุญาตให้เขาเข้ามา
อีกทั้ง อนุทิน เป็นวิศวกร ได้ผลักดันโครงสร้างพื้นฐานโครงสร้างหลายอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศไทยแล้ว และพรรคเศรษฐกิจ สัญญากับประชาชน ที่จะสนับสนุน 2 โครงการ คือ โครงการโอเชี่ยนลิงค์ และโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง ซึ่งตนเองเชื่อว่าอนุทิน จะสามารถทำโครงการเหล่านี้ได้สำเร็จ
สุดท้ายนี้ หากท่านอนุทิน สามารถทำสิ่งที่พรรคเศรษฐกิจ รวมถึงสิ่งที่ตนเองพูดได้ทั้งหมดนั้น เชื่อเหลือเกินว่า ท่านจะไม่ใช่แค่นายกรัฐมนตรีคนที่ 33 แต่ท่านจะเป็นรัฐบุรุษคนต่อไปของประเทศ ตนเองขอเป็นตัวแทนของประชาชน 1,100,000 คน ที่เลือกพรรคเข้ามา และเป็นตัวแทนของ สส. ทั้ง 3 คนลงมติโหวตให้อนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรีคนถัดไปของประเทศไทย
พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ได้อภิปรายว่า ความจริงตนเองกับอนุทิน ชาญวีรกูล ก็มีความสนิทสนมกัน ตอนอนุทินแต่งงาน ตนเองก็ไปงานแต่ง แต่จำไม่ได้ว่าครั้งที่เท่าไหร่ เพราะแต่งหลายครั้งเหลือเกิน และยังเคยเชิญมาทานอาหารที่บ้าน และอวยพรให้เป็นนายกรัฐมนตรี
ต่อมาสิ่งที่ตนเองรับไม่ได้ และไม่สนับสนุนเป็นนายกฯ วันนี้คงจะเห็นได้จากกรณีฮั้ว สว. ซึ่งขณะนี้ คดีอยู่ที่ กกต. เป็นเรื่องที่ร้ายแรงต่อประเทศชาติมาก นอกจากนั้น ระหว่างอนุทิน ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือรักษาการนายกรัฐมนตรี ซึ่งความจริงมีคดีที่ฟ้องร้องกันคือคดีเขากระโดง ซึ่งศาลฎีกาสองศาล และศาลอุทธรณ์ภาค 3 อีก 1 ศาล คดีเป็นที่ยุตติเสร็จเรียบร้อยแล้วว่าที่ดินจำนวน 5,083 ไร่ ที่เขากระโดงเป็นของการรถไฟ ศาลพิพากษามาแบบนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หรือนายกรัฐมนตรี มีหน้าที่ดำเนินการ ตามประมวลกฎหมายที่ดินมาตรา 61 เอาที่ดินคืนมา ตรงไหนมีปัญหาก็ชดใช้กันไป
แต่อนุทิน ก็ไม่ดำเนินการใด ๆ ทั้งสิ้น จนกระทั่งการรถไฟต้องฟ้องคดีต่อศาลปกครองเอง ซึ่งศาลปกครองวินิจฉัยให้คืน อนุทินก็ยังเฉย เพราะที่ดินแปลงนี้ เป็นของผู้ยิ่งใหญ่จังหวัดบุรีรัมย์เกือบ 300 ไร่ นำไปทำสนามแข่งรถ สนามแข่งฟุตบอล ซึ่งมีตัวเอง ภรรยา และลูก เป็นผู้บริหารทั้งหมด รวมทั้งไชยชนก ชิดชอบ ก็เป็นผู้บริหารในบริษัทเหล่านี้ แต่คนที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมาย แต่อนุทิน ยังมีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งอยู่ในพื้นที่
พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันอยู่ทั่วไป เพราะฉะนั้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ก็เป็นสิทธิ์ของอนุทิน แต่คงจะลืมไปว่าตามกฏหมายทะเบียนราษฎร์ว่า ใครที่อยู่ในพื้นที่หรือภูมิลำเนาไหน 15 วันต้องขอย้าย ถ้าไม่ย้าย ก็มีโทษทางอาญาโดยภูมิธรรม เวชยชัย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ก็พยามแก้ไขปัญหานี้ แต่ เผอิญโดนปัญหาทางด้านการเมือง ก็พ้นไป จนอนุทิน มารักษาการตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี แทน แต่แทนที่จะทำให้เรื่องมันจบ กลับไม่ทำให้จบ สุดท้ายก็ยังไปใช้ที่ดินที่บุรีรัมย์แข่งรถ และอนุมัติงบล่วงหน้าปี 2570 ช่วยเหลือโครงการ แข่งรถ ทีบริษัทประชาชน ไม่เห็นอนุมัติงบไปช่วยเหลือเลย
พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ กล่าวย้ำว่า เรื่องที่ตนเองพูด แม้สาระจะน้อย แต่เป็นเรื่องคุณธรรมจริยธรรม ตนเองจะยื่นศาลรัฐธรรมนูญ ดำเนินคดีต่อไป และผู้ที่ฟังในวันนี้ หากยังไปสนับสนุนนายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี ก็ถือว่าขาดคุณธรรมจริยธรรมด้วย
จากนั้นโสภณ กล่าวว่า ประโยคสุดท้ายที่บอกว่าผู้สนับสนุนขาดคุณธรรมจริยธรรม เป็นคำพูดที่ไม่เหมาะ เพราะจะกล่าวหาว่าขาดคุณธรรมจริยธรรมไม่ได้ ดังนั้น ตนเองในฐานะประธาน ขอเตือน และขอให้บันทึกไว้
ทำให้พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า ไม่เหมาะอย่างไร ตนเองก็อภิปรายไปตามข้อเท็จจริง ท่านไม่ได้เรียนกฎหมาย ท่านเป็นครู ท่านไม่เข้าใจหรอก
โสภณ กล่าวว่า การที่มีท่านใดท่านหนึ่งกล่าวหาว่าสมาชิกที่สนับสนุนนายอนุทิน ไม่มีคุณธรรมจริยธรรม ถือว่าเป็นคำกล่าวที่ไม่ถูกต้องในฐานะที่ตนเองเป็นประธานก็ขอให้ปฏิบัติตามนี้
ทั้งนี้ ระหว่างการอภิปราย ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า เรื่องทะเบียนบ้านของอนุทิน ว่าถือเป็นการใส่ร้าย การมีชื่อในทะเบียนบ้าน ไม่ได้หมายความว่าเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ซึ่งมีอำนาจอะไรมากกว่า และในกรณีนี้อยู่ในการพิจารณาของศาลในทางแพ่งที่จังหวัดบุรีรัมย์ในขณะนี้ เราเป็นสภานิติบัญญัติ ซึ่งแบ่งอำนาจชัดเจน จึงอยากฝากให้อย่าไปก้าวล่วงการทำอำนาจของศาล
ส่วนกรณีเรื่องจัดแข่งขันรถนั้น ตนเองดำเนินคดีกับพลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ อยู่ ว่าทำผิดกฏหมาย แล้วก็มาอภิปรายเรื่องเดิม อภิปรายด้วยความอันเป็นเท็จ สภานี้ไม่ใช่สภาที่ใครจะมาพูดเท็จซ้ำซากเท็จซาก ทำให้พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ กล่าวว่า “คุณหยุดโม้เลยคุณศุภชัย ผมรอคุณอยู่”
นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคไทยภักดี อภิปรายว่า ลำพังการโหวตณัฐพงษ์ ประกาศชัดเจนว่าจะงดออกเสียงแน่นอน เหตุผลง่าย ๆ คือ วันก่อนตนเองเสนอเรื่องการปรับลดงบประมาณอาหารของ สส.และลดจำนวนผู้ช่วย สส. แต่คนของณัฐพงษ์ออกมาคัดค้าน แสดงออกชัดเจนว่าพวกท่านไม่ได้เอาจริงเอาจังในสิ่งที่เคยเสนอ
ส่วนอนุทิน สิ่งที่ประชาชนต้องการไม่เพียงแต่ความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ แต่ท่านควรจะเป็นผู้นำในการปราบปรามทุจริต เพราะการเป็นนายกฯ หากปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจังจะเห็นการเปลี่ยนแปลงของประเทศและคุณภาพชีวิตของประชาชนก็จะดีขึ้น ท่านต้องทำให้ประชาชนเห็น จึงขอเสนอว่าการแต่งตั้งที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรีควรจะแต่งตั้งคนที่เหมาะสมจริง ๆ ไม่ใช่เป็นไปเพื่อการปูนบำเหน็จ ตนเองอยากให้อนุทินประกาศชัดเจนว่าจะไม่ใช้บริการที่รบกวนภาษีประชาชน ด้วยการไม่กินอาหารฟรีที่สภาฯ จัดให้ ซึ่งหากทำสิ่งนี้จะโดนใจประชาชนประชาชนจะเชื่อถือ
“ผมขอเชิญท่านนายกฯ มื้อกลางวันท่านกับผมลงไปทานอาหารด้วยกันไหม ให้ประชาชนเห็นว่าท่านเอาจริง สละสิทธิประโยชน์ของตัวท่านเอง สส.จะเกรงใจและทำตามท่าน ท่านจะได้รับการสรรเสริญจากพี่น้องประชาชน”
นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า ตนเองกำลังชี้ทางเพื่อให้อนุทินนำรัฐบาล ถือว่าคนเป็นนายกฯ หากสละสิทธิ์ประโยชน์ที่เกินความจำเป็น จะทำให้กระทรวงทบวงกรมต่าง ๆ เกรงใจและไม่กล้า เป็นจุดเริ่มต้นที่งดงาม ท่านต้องปฏิบัติให้ประชาชนได้เห็น ไม่ใช่แค่พูดแต่ปาก วันนี้ต้องทำ ขอเชิญชวนมื้อกลางวันนี้ให้อนุทิน ลงไปรับประทานอาหารกับตนเอง เพื่อทำให้ประชาชนได้เห็นว่าท่านไม่ยึดติดและทำเป็นต้นแบบให้กับ สส.รัฐบาล เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทำให้รัฐบาลและสภาฯ ได้รับการยอมรับจากประชาชน
“คำเชิญของผมท่านไม่ต้องตอบก็ได้ ส่งคนมากระซิบบอกก็ได้หากพร้อม ถ้าไม่พร้อมก็ส่งคนมากระซิบบอกว่าไม่พร้อม” นพ.วรงค์ กล่าว




